สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นเด่นวันนี้

| 18 เมษายน 2561 | 09:06

PTTEP จับตาอัพไซด์จากโอกาสชนะประมูลรอบใหม่

PTTEP จับตาอัพไซด์จากโอกาสชนะประมูลรอบใหม่

           PTTEP พุ่งสวนดัชนีฯ วานนี้ โบรกฯ มองงบไตรมาส 1/61 ยังเติบโต ขณะที่การประมูลสัมปทานรอบใหม่ จะเปลี่ยนพื้นฐานหุ้นในระยะยาว เพิ่มอัพไซด์อีกราว 25 บาท 

           ราคาหุ้น บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP วานนี้ (17 เม.ย.) ปรับตัวเพิ่มขึ้นสวนทางกับดัชนีฯ ที่ปรับลดลง โดยปิดการซื้อขายที่ระดับสูงสุดของวันที่ 122 บาท เพิ่มขึ้น 4 บาท หรือ 3.38% 
           PTTEP ทำธุรกิจ "สำรวจและผลิตปิโตรเลียม" ทั้งในประเทศและต่างประเทศ มี ปตท.เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ 65.29% และมีผู้ถือหุ้นรายย่อยเกือบ 50,000 ราย
           ผลการดำเนินงาน PTTEP ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ค่อนข้างผันผวนไปตามราคาน้ำมัน รวมไปถึงการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ที่ส่งผลให้บางปี และบางไตรมาสถึงกับพลิกขาดทุนสุทธิ โดยปี 56-60 บริษัทมีกำไรสุทธิ 5.6 หมื่นล้านบาท, กำไร 2.1 หมื่นล้านบาท, ขาดทุน 3.1 หมื่นล้านบาท, กำไร 1.2 หมื่นล้านบาท และกำไร 2 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ
           สอดคล้องกับราคาหุ้นที่ร่วงแตะโลว์ที่ 41.25 บาทในต้นปี 59 ตอบรับงบปี 58 ที่พลิกขาดทุนอย่างหนัก ก่อนที่จะค่อยๆ ฟื้นตัวทะลุ 100 บาทได้อีกครั้งตั้งแต่ช่วงปลายปี 59 ที่ผ่านมา
           ราคาหุ้น PTTEP ที่ยังคงแข็งแกร่งสวนทางกับดัชนีฯ ที่ร่วงลงถึง 11 จุดวานนี้ คาดว่าจะมาจากแรงแก็งกำไรผลการดำเนินงานไตรมาส 1/61 ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่ากำไรจะทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เติบโตดีเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า และยังมีอัพไซด์ซ่อนอยู่ราว 25 บาทจากราคาเหมาะสมปัจจุบัน จากโอกาสชนะประมูลรอบใหม่ หลังเพิ่มสัดส่วนการลงทุนในแหล่งบงกช ที่จะเปลี่ยนพื้นฐานหุ้นในระยะยาว
           บล. ฟินันเซีย ไซรัส แนะนำซื้อเก็งกำไร PTTEP จากโอกาสในการชนะประมูลในสัปทานรอบใหม่ที่คาดว่าจะเพิ่มมูลค่าหุ้นได้ราว 25 บาท/หุ้น จากมูลค่าปัจจุบันที่ประเมินได้ 123 บาท (DCF) ซึ่งยังพอมี upside จากราคาตลาดปัจจุบัน 
           ขณะที่ผลประกอบการ 1Q18 คาดเติบโตในเกณฑ์ดี +23% Q-Q และ +3.5% Y-Y จากราคาขายเพิ่มสูงขึ้นและค่าเงินบาทแข็งค่า ส่วนกำไรทั้งปี 2018 และ 2019 คาดฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยคาด EBITDA +11% Y-Y และ +9% Y-Y ตามลำดับ จากราคาน้ำมันที่ยังทรงตัวอยู่ในระดับ US$ 60-65/BBL รวมไปถึงปริมาณขายที่เพิ่มขึ้นในช่วง 2H18 และ 2019 จากการเพิ่มสัดส่วนการร่วมทุนในบงกชอีก 22.22% ในขณะที่การควบคุมต้นทุนต่อหน่วยยังเป็นไปได้ดี อีกทั้งสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งจากเงินสดในมือ US$ 4,500 ล้านที่พร้อมจะลงทุนเพิ่มในต่างประเทศผ่านการทำ M&A
           บทวิเคราะห์ระบุว่า ในช่วงปลายเดือน ม.ค. ที่ผ่านมาที่ PTTEP แจ้งว่าซื้อสัดส่วนการถือหุ้นในบงกชเพิ่มอีก 22.22% จากเดิม 44.45% เป็น 66.67%  ต่อจากบริษัทลูกของ Shell นอกจากจะช่วยเพิ่มปริมาณการขายของบริษัทอีก 35,000 บาเรลล์ต่อวัน (ทำให้ปริมาณผลิตจากแหล่งบงกชเพิ่มขึ้นอีก 50% เป็น 105,000 BOEPD) ไปจนถึงปี  2022-2023 แล้ว เราคิดว่าการซื้อครั้งนี้ยังเป็น Strategic Move ที่สำคัญของบริษัทที่จะสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการชนะประมูลรอบใหม่ได้ เนื่องจาก PTTEP จะปิดโอกาสของบริษัท Total ที่ถือหุ้นอยู่อีก 33.33% ในการควบรวมสัดส่วนเดียวกันนี้จากบริษัท Shell เพื่อขึ้นมาเป็นผู้ดำเนินการหลักในการขุดเจาะ 
           โดยจุดแข็งของผู้ดำเนินการหลักคือสามารถเข้าถึงข้อมูลที่สำคัญในการขุดเจาะ ถ้าเรารวมกับข้อกำหนดในเรื่องความต่อเนื่องในการผลิตและปริมาณการผลิตขั้นต่ำต่อวัน การไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลและไม่มีวิศวกรที่ชำนาญในแหล่งบงกช ทั้งหมดนี้จะเป็นอุปสรรคที่สำคัญในการเข้ามาแข่งประมูลสำหรับผู้เล่นรายใหม่ๆ ในขณะเดียวกัน การลดสัดส่วนการลงทุนของบริษัท Shell สามารถตีความได้ว่า ความน่าสนใจในการลงทุนในแหล่งดังกล่าวและในประเทศไทยลดน้อยลง จากที่เราคาดว่าผลตอบแทนที่ให้กับภาครัฐจะต้องสูงขึ้นจากความเสี่ยงของโครงการบงกชที่ลดลงเมื่อเทียบกับการลงทุนครั้งแรก 
           แต่สำหรับ PTTEP แล้ว แม้ว่าแหล่งบงกชจะดูน่าสนใจลดน้อยลงกว่าสมัยก่อน แต่ก็ต้องถือว่าแหล่งนี้ยังเป็นหัวใจหลักเพราะคิดเป็นปริมาณการผลิตประมาณ 30% ของทั้งบริษัทในปัจจุบัน ทำให้ PTTEP อยู่ในสถานะที่ต้องชนะการประมูลในรอบนี้มาให้ได้ เมื่อเปรียบเทียบกับบริษัท Shell ที่มีสัดส่วนการผลิตในประเทศไทยอยู่เพียง 1.5% ของการผลิตรวมทั้งหมด
           นอกจากนี้ทิศทางราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นยังส่งผลบวกต่อ PTTEP โดยล่าสุดนักวิเคราะห์ปรับสมมติฐานราคาน้ำมันดิบในปี 61-62 เพิ่มขึ้นเป็น 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
           บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า หุ้นกลุ่มพลังงานได้รับผลดีจากทิศทางราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งจากบนสมมุติฐาน น้ำมันดิบดูไบในปี 2561-2562 ที่ 56 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 59 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ได้ปรับขึ้นเป็น 60 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
           ดังนั้นหุ้น PTTEP จึงโดดเด่นที่สุดในกลุ่มพลังงาน ซึ่งยังมีปัจจัยหนุนจากความแข็งแกร่งกำไรไตรมาส 1 ปี 2561 และยังมีอัพไซด์ราคาเหลืออยู่ จากราคาเหมาะสมที่ 135 บาท 
           บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง  คาดกำไรสุทธิไตรมาส 1/61 ของ PTTEP เท่ากับ 12,269 ล้านบาท เพิ่มขึ้น ทรงตัว YoY แต่เพิ่มขึ้น 29.9% QoQ จากกำไรจากการดำเนินงานที่เพิ่มขึ้นดังกล่าวแล้วข้างต้น นอกจากนั้นยังได้ผลบวกจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ บนสมมติฐานเงินบาทแข็งค่าขึ้น 1.3 บาทต่อ 1 เหรียญสหรัฐ เราประเมินกำไรพิเศษที่เกี่ยวข้องกับ FX ที่ประมาณ 121 ล้านเหรียญ (เทียบกับ +138 ล้านเหรียญใน 1Q60) คงคำแนะนำ Trading Buy ราคาเป้าหมาย DCF 125 บาท 

           อัพไซด์จากการประมูลรอบใหม่ที่ซ่อนอยู่ถึง 25 บาท อาจทำให้หุ้น PTTEP กลับมาอยู่ในความสนใจได้อีกครั้ง หลังจากที่ราคาปรับเพิ่มขึ้นจนใกล้มูลค่าเหมาะสมที่ราว 123-125 บาทแล้ว แต่สิ่งที่ต้องระวังและต้องจับตาก็คือการบันทึกด้อยค่าสินทรัพย์ ว่าจะยังมีออกมาสร้างความผิดหวังให้ผู้ถือหุ้นอีกหรือไม่

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด