หุ้นเด่นวันนี้

SCGP ดิ่งรับจุดต่ำสุด ...ช่วงที่เหลือปีนี้ มีอะไรให้ลุ้น ?

SCGP ดิ่งรับจุดต่ำสุด ...ช่วงที่เหลือปีนี้ มีอะไรให้ลุ้น ?

เช้านี้ SCGP ลบสูงสุด 2.67% รับงบ Q1/65 หดตัวทั้ง YoY – QoQ หลังอัตรากำไรลด – ต้นทุนพุ่ง แต่โบรกฯ มอง Q2/65 เป็นจุดเริ่มต้นฟื้นตัว หลังเตรียมขยายกำลังผลิตบางส่วน ต้นทุนเริ่มลด มองกำไรช่วงที่เหลือของปีนี้ฟื้นต่อเนื่อง คาดกำไรปี 65 ไว้ที่ 9 – 9.6 พันลบ. โต 9 – 16% 
 

*** เช้านี้ลบสูงสุด 2.67% รับงบโค้งแรกวูบ
 

 ราคาหุ้น บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP ช่วงเช้าวันนี้ (27 เม.ย.65) ร่วงไปทำจุดต่ำสุดที่ราคา 54.50 บาท ลดลง 2.67% จากวันทำการก่อนหน้า ก่อนปิดซื้อขายภาคเช้าด้วยราคา 55 บาท ลดลง 1 บาท หรือ -1.79% มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 182.79% จาก 5 วันทำการก่อนหน้า 

สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น SCGP เช้านี้ ปรับตัวลงต่ำสุด 2.67% เนื่องจากกำลังได้รับ Sentiment เชิงลบ จากการประกาศงบการเงินไตรมาส 1/65 ที่มีกำไรสุทธิ 1.6 พันล้านบาท หดตัว 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และ หดตัว 22% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน

เหตุผลหลัก ที่ทำให้กำไรสุทธิไตรมาส 1/65 ของ SCGP หดตัว ทั้งเทียบปีก่อน และ ไตรมาสก่อน แม้รายได้รวมจะเติบโตขึ้น 34% จากปีก่อน หลังรวมงบการเงินหลายบริษัทที่ซื้อกิจการเข้ามาในปีก่อน แต่อัตรากำไรยังคงถูกกดดัน จากต้นทุนวัตถุดิบ และพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่การปรับขึ้นราคาขายทำได้แบบค่อยเป็นค่อยไป ประกอบกับ อุปทานยังล้นตลาดหลังจีนล็อกดาวน์
 

*** แต่กูรูมอง Q2/65 เป็นจุดเริ่มต้นฟื้นตัว 
 

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) พาย ประเมินว่า ผลการดำเนินงานของ SCGP มีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/65 เป็นต้นไป มีปัจจัยหนุนจากการคลายล็อกดาวน์ ที่จะช่วยกระตุ้นอุปสงค์ต่อผลิตภัณฑ์ และ ราคาขายเฉลี่ยให้ปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุน และ กำลังการผลิตใหม่

เช่นเดียวกับ บล.เอเซีย พลัส ที่มองว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/65 ของ SCGP มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นจากไตรมาสก่อน ตามการเดินหน้าเปิดประเทศเต็มรูปแบบของภาครัฐ ซึ่งจะทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจมีมากขึ้น ส่งผลต่อเนื่องถึงความต้องการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้ การเติบโตของรายได้จะเริ่มมีนัยขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 2/65 เป็นต้นไป มีปัจจัยหนุนจากการรวมงบการเงินของ DUYTAN และ INTAN ประกอบกับ จะมีการเปิดดำเนินงานของโรงงานกระดาษบรรจุภัณฑ์ UPPC สายผลิตที่ 3 ในประเทศฟิลิปปินส์ กำลังการผลิต 2.2 แสนตัน/ปี และการขยายกำลังการผลิตโรงงานบรรจุภัณฑ์อาหารและกระดาษเยื้อธรรมชาติ ในประเทศไทย และ เวียดนามขึ้นจากเดิมอีก 25% จึงคาดหวังจะเห็นรายได้ในช่วงดังกล่าวเติบโตมากกว่า 30% 

ด้านอัตรากำไร จะเห็นการส่งผ่านต้นทุนต่างๆ ทั้งต้นทุนวัตถุดิบ และ ต้นทุนพลังงานไปสู่ราคาขายมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยลักษณะธุรกิจของ SCGP ที่มีระยะเวลาการออกคำสั่งซื้อของลูกค้า ตั้งแต่ระดับหลัก 1 เดือน ยาวไปจนถึง 6 เดือน จึงต้องใช้เวลา 1 – 2 ไตรมาส กว่าที่จะสามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้ทั้งหมด 
 

*** โบรกฯคาดครึ่งปีหลัง ต้นทุนวัตถุดิบเริ่มลด

 
บล.พาย มองว่า ต้นทุนที่สูงขึ้นของ SCGP ในช่วงต้นปี มีแนวโน้มลดลงในช่วงครึ่งหลังของปี 65 ซึ่งเป็นปัจจัยหนุน ทำให้ประสิทธิภาพการทำกำไรของ SCGP ในช่วงดังกล่าวสูงขึ้น

ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ต้นทุนที่สำคัญ อย่าง กระดาษรีไซเคิล มีแนวโน้มปรับตัวลงเล็กน้อย ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 2/65 เป็นต้นไป เนื่องจากการเข้าไปเก็บเศษกระดาษทำได้ดีขึ้น จากที่หลายประเทศมีการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ส่วนแรงกดดันด้านต้นทุน Freight ที่อยู่ในระดับสูง ผ่อนคลายลงเล็กน้อยเช่นกัน 

นอกจากนี้ SCGP ยังมีปัจจัยสนับสนุนเพิ่มเติม อาทิ ราคา Short Fiber Pulp ที่ปรับตัวขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนอัตรากำไรของธุรกิจสาย Fibrous Chain ให้เพิ่มขึ้นได้ 


*** เผยกำลังอยู่ระหว่างทดลองปลูกกัญชง
 

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุว่า ปัจจุบัน SCGP กำลังอยู่ในขั้นตอนทดลองปลูกกัญชง จำนวน 250 ต้น เพื่อนำไปต่อยอดในธุรกิจของบริษัท โดยจะเน้นไปที่การดำเส้นใยกัญชงมาใช้ในการผลิตบรรจุภัณฑ์ของบริษัท คาดว่า การทดลองดังกล่าว จะเริ่มมีความชัดเจนในการนำไปใช้กับธุรกิจในช่วงครึ่งหลังของปี 65 


*** ส่องกำไรปี 65 คาดโตระหว่าง 9 – 16%
 

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินกำไรสุทธิปี 65 ของ SCGP ไว้ที่ 9.1 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 10% จากปีก่อน โดยคาดว่า ผลการดำเนินงานในช่วงที่เหลือของปีนี้ จะฟื้นตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่มีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง ประกอบกับ การรับรู้รายได้จากการขยายกำลังการผลิต Packaging Paper ในฟิลิปปินส์ ขนาด 2.2 แสนตัน/ปี

นอกจากนี้ ยังมีกำลังการผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารจากกระดาษในไทย และ เวียดนามขนาดรวม 1.6 พันล้านชิ้น/ปี รวมทั้ง การขยายกำลังการผลิต Molded Pulp ในประเทศไทยอีก 223 ล้านชิ้น/ปี (คาดเสร็จสิ้นภายในไตรมาส 2/65)

โดยสรุป มีนักวิเคราะห์ 3 ราย ประเมินกำไรสุทธิปี 65 ของ SCGP ไว้ดังนี้

บล.  กำไรสุทธิปี 65 (ลบ.)  %chg YoY
เมย์แบงก์ฯ  9,642   16
หยวนต้า 9,147 10
เอเชีย พลัส  9,043 9


*** กูรูชี้ ราคาหุ้นตอบรับปัจจัยลบหมดแล้ว
 

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) ระบุว่า หุ้น SCGP ยังมีความน่าสนใจเข้าลงทุน สะท้อนจากราคาหุ้น ที่ปรับตัวลง 12% เมื่อเทียบกับดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ได้สะท้อนผลการดำเนินงานไตรมาส 1/65 ที่แย่กว่าคาดไปหมดแล้ว แต่ผลการดำเนินงานระยะยาว ยังมีแนวโน้มกลับมาเติบโตโดดเด่น จากการขยายกำลังการผลิต

ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า แนะนำทยอยซื้อหุ้น SCGP เพราะมองว่า แผนการลงทุนเชิงรุกของ SCGP ทั้งแบบ Brown field และดีล M&P จะทำให้ทิศทางกำไรในอนาคตของ SCGP ยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ราคาเหมาะสม ยังมีแนวโน้มปรับขึ้นได้ 5 – 7% ต่อปี ในช่วง 3 ปีข้างหน้า
 

*** ส่วนใหญ่แนะนำ"ซื้อ"
 

จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำซื้อ เนื่องจากมองว่า ผลการดำเนินงานในระยะถัดไปของ SCGP มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่อง ตามการเพิ่มกำลังการผลิต และการปรับราคาชายครอบคลุมทุกสินค้า ประกอบกับ มองว่า ต้นทุนมีแนวโน้มลดลงตั้งแต่ไตรมาส 2/65 และ จะลดลงอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลัง
 

บล. คำแนะนำ  ราคาเหมาะสม (บ.)
เมย์แบงก์ฯ ซื้อ     70.00
หยวนต้า  ซื้อ     69.00
พาย  ซื้อ     66.00
เอเชีย พลัส   ซื้อ     65.00
เคทีบีฯ ถือ     62.00
ราคาเฉลี่ย 66.40


ราคาหุ้น SCGP ตั้งแต่ต้นปี (YTD) ติดลบถึง 20% แต่โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มองว่า ระดับราคาซื้อขาย ณ ปัจจุบัน ได้สะท้อนปัจจัยลบที่มีต่อบริษัทไปหมดแล้ว โดยราคาที่ดิ่งแรงขณะนี้ เปิดอัพไซด์ของหุ้น SCGP ให้เพิ่มขึ้นเป็น 21% เมื่อเทียบกับราคาเหมาะสมเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ ขณะที่ ผลการดำเนินงานในระยะถัดไป มีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวได้ ..







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด