สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นเด่นวันนี้

| 5 กรกฎาคม 2561 | 09:21

MTC วอลุ่มเข้า จับตางบโค้งสองทำนิวไฮต่อหรือไม่?

MTC วอลุ่มเข้า จับตางบโค้งสองทำนิวไฮต่อหรือไม่?

           MTC วอลุ่มเข้า - ราคาฟื้น หลังพ้นมรสุมข่าวร้าย ความกังวลเกณฑ์ใหม่แบงก์ชาติ ขณะที่นักวิเคราะห์มองไม่กระทบเหตุปรับตัวได้ดี จับตางบไตรมาส 2/62 กำไรจะยังทำนิวไฮรายไตรมาสได้ต่อเนื่องหรือไม่

           ราคาหุ้น บมจ.เมืองไทย แคปปิตอล (MTC) เริ่มฟื้นหลังปรับตัวลงต่อเนื่องในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา โดยราคาดล่าสุดที่ 35 บาท เพิ่มขึ้น 2 บาท หรือ 6.06% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 261% เทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า
           MTC เดิมคือ MTLS ทำธุรกิจหลักให้สินเชื่อจำนำทะเบียนรถ นอกจากนี้ยังมีบริการสินเชื่อโฉนดที่ดิน สินเชื่อส่วนบุคคลและนาโนไฟแนนซ์ เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อเดือน พ.ย.2557 ด้วยราคา IPO เพียง 5.50 บาท ก่อนเปลี่ยนชื่อและชื่อย่อมีผลเมื่อเดือน เม.ย.61 ที่ผ่านมา
           MTC จัดเป็น Growth Stock ที่ให้ผลตอบแทนอย่างก้าวกระโดด จากราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นกว่า 700% ในเวลาเพียง 3 ปีหลังเข้าเทรด สอดคล้องกับผลการดำเนินงาน ที่กำไรสุทธิทำนิวไฮต่อเนื่องจากระดับ 351 ล้านบาทในปี 56 ขึ้นมาแตะ 2.5 พันล้านบาทในปี 60 ตามสาขาที่เพิ่มขึ้นตามแผน ล่าสุดมีสาขากว่า 2,400 แห่ง ล่าสุดไตรมาส 1/61 MTC มีกำไรสุทธิ 833 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นระดับนิวไฮรายไตรมาส ต่อเนื่องตั้งแต่เข้าซื้อขาย 
           ราคาหุ้น MTC ออกอาการสะดุด ตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาอ่อนตัวลงจาก All Time High ที่45.25 บาท ลงมาซื้อขายในระดับ 30 บาทบวกลบ หลังจากเผชิญความกังวลต่อความเสี่ยงด้านกฎระเบียบจากการปล่อยกู้สินเชื่อภายใต้สัญญาเงินกู้ยืมเงินที่อาจถูกพิจารณาว่าเป็นการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินที่กฎหมายกำหนด  
           ล่าสุดหุ้น MTC เริ่มกระเตื้องพร้อมกับวอลุ่มที่มากขึ้น โดยนักวิเคราะห์มองว่าบริษัทได้ปรับตัวรับเกณฑ์ใหม่แล้ว ประเมิน EPS จะเพิ่มขึ้น 35-40% ต่อปีในช่วง 2 ปีข้างหน้า 
           บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส ระบุราคาหุ้น MTC ที่ปรับลงแรงก่อนหน้านี้ เพราะตลาดฯกังวลเกี่ยวกับเกณฑ์ใหม่ที่จะบังคับใช้กับ non-bank act ในขณะที่บริษัทได้มีการปรับตัวเพื่อรองรับเกณฑ์ใหม่ไว้แล้ว จึงมีความมั่นใจว่าสัญญาการปล่อยกู้จะไม่ขัดต่อเกณฑ์ใหม่ นั่นคือการปล่อยกู้ประเภทมีสินทรัพย์ค้ำประกันได้มีการคิดอัตราดอกเบี้ยที่ 15% +ค่าธรรมเนียมการบริหารที่ 8% ซึ่ก็สอดคล้องกับเกณฑ์ ข้อห้ามการคิดดอกเบี้ยเกิน (Excessive Interest Rate Prohibition Act, B.E. 2560) ซึ่งห้ามคิดเกิน 15% 
           อีกทั้งสัดส่วน LTV ก็ต่ำลงเป็น 30-40% จากเดิม 50% ลดอัตราดอกเบี้ยจาก 23% เป็น 15% นั่นคือมีการจัดการกับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้แล้ว เริ่มมาตั้งแต่ พ.ค.61 และเชื่อว่าจากสัญญาที่มีอยู่จะปรับเป็นแบบนี้ได้ครบเมื่อ 1H62
           ส่วนด้านการขยายธุรกิจก็เป็นไปตามแผน ทางบริษัทให้แนวทางว่าอัตราการเติบโตสินเชื่อปี 61/62/63 เป็น 40%/40%/30% จากแผนเปิดสาขาใหม่ปีละ 600 สาขา ณ ปลาย พ.ค.61 เป็น 2,888 สาขา จาก 1Q61 ที่ 2,638 สาขา และปลายปี 60 ที่ 2,424 สาขา
           คงคำแนะนำ ซื้อ ด้วยราคาพื้นฐาน 52.00 บาท ซึ่งประเมินด้วย PEG ที่ 1.0 เท่า อิงตามค่าเฉลี่ย CAGR (ปี 60-63) ของการเติบโตกำไรที่ 34% โดยการเติบโตของกำไรปีนี้และปี 62 เป็น +35%/+35% เทียบ y-o-y ตามลำดับ และคาดว่าพอร์ตฟอลิโอการปล่อยกู้จะไปถึง 100 พันล้านบาทในปี 63
           ด้าน บล.ทิสโก้ คาด EPS เพิ่มขึ้น 40% ต่อปีในช่วง 2 ปีข้างหน้า จากการเติบโตของพอร์ตสินเชื่อ โดย NIM ลดลง 0.81 p.a. จากต้นทุนทางการเงิน และ Credit Cost ที่ 1.91% และ 1.80% ตามลำดับ โดยที่กฎหมายใหม่ทำให้ผู้มีรายได้น้อยเข้ามาในระบบได้ และเราเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ยจะไม่ต่ำกว่า 25% เนื่องจากผลตอบแทนต้องน่าสนใจให้ผู้ประกอบการมีความสนใจมาขอใบอนุญาต (หลังจากที่นาโนไฟแนนซ์ดอกเบี้ย 36% ไม่สามารถดึงดูดผู้เล่นใหม่ๆ ได้มากนัก) 
           เรามองว่าในระยะกลาง – ยาว การเติบโของ MTC จะช่วยให้ RoE อยู่ในระดับที่ 34% ได้ (จากฐานลูกค้า 1.4 ล้านราย) เราแนะนำให้ “ซื้อ” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 48 บาท (GGM)
           ด้านผู้บริหาร  MTC ยังแสดงความมั่นใจว่าปีนี้กำไร และรายได้จะยังคงทำนิวไฮต่อเนื่อง หลังพอร์ตสินเชื่อโตไม่หยุด โดยมองเกณฑ์ใหม่แบงก์ชาติเป็นปัจจัยบวก
           นาย ชูชาติ เพ็ชรอำไพ ประธานกรรมการบริหาร MTC คาดว่าผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/61จะเติบโตต่อเนื่องจากไตรมาส1/61 ที่มีรายได้รวมอยู่ที่ 2.34 พันล้านบาทและกำไรสุทธิอยู่ที่ 834 ล้านบาท โดยคาดว่าพอร์ตสินเชื่อยังเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง จากความต้องการสินเชื่อที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสินเชื่อส่วนบุคคล และนาโนไฟแนนซ์ ขณะเดียวกันบริษัทจะมีการขยายสาขาอย่างต่อเนื่องจากปัจจุบันที่มีอยู่ 2,810 สาขา คาดว่าจนถึงสินปีจะมีสาขาตามแผนที่ 3,000 สาขา
           เป้าหมายรายได้และกำไรสุทธิในปีนี้ มั่นใจว่าจะทำสถิติใหม่สูงสุดต่อเนื่อง โดยรายได้อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท และกำไรสุทธิ จะทำสถิตใหม่สูงสุด จากปีก่อนที่ทำได้ 2.5 พันล้านบาท เป็นการเป็นการเติบโตตามยอดปล่อยสินเชื่อใหม่ที่บริษัทคาดว่าจะไม่ต่ำกว่า 8 หมื่นล้านบาท
           โดยในช่วงครึ่งปีหลังจะเป็นช่วงที่ดีกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากเป็นช่วงที่มีเทศกาลค่อนข้างมากและเป็นช่วงเปิดเทอม จึงทำให้มีความต้องการสินเชื่อค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก ทั้งนี้สัดส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้(NPL)ในปีนี้บริษัทจะควบคุมไม่ให้เกิน 1.5%
           ส่วนกรณีภาครัฐเตรียมออก พ.ร.บ.กำกับดูแลผู้ให้บริการทางการเงิน มองว่าเป็นข่าวดี เนื่องจากสาระสำคัญ ของ พ.ร.บ.คือ หัวข้อที่ 2 หมวดที่ 2 เกี่ยวกับเรื่อง "วิธีการกำกับดูแล" ที่ระบุว่า ผู้ประกอบการสามารถเปิดธุรกิจได้ทั่วทั้งประเทศ เป็นบริษัทจำกัด หรือมหาชน ทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาทขึ้นไป และในการประกอบธุรกิจดังกล่าว ก็จะมีหลักประกันหรือไม่มีหลักประกันก็ได้ 
           "สิ่งสำคัญที่จะช่วยให้นักลงทุนสถาบันคลายกังวลก็คือ เขาไม่ได้บอกว่าดอกเบี้ย คือ การคิดเฉพาะดอกเบี้ย 15% ตามกฏหมาย แต่บอกว่าให้คิดดอกเบี้ยรวมค่าธรรมเนียม รวมค่าติดตาม รวมค่าค้างชำระ รวมทุกๆ อย่างได้หมด ให้อยู่ที่คณะกรรมการเป็นผู้นำเสนอ"  
           คณะกรรมการจะมาจาก 3 ฝ่าย 1.กระทรวงการคลัง 2.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ 3.ผู้ทรงคุณวุฒิ ดังนั้น นี่เป็นข้อดี เป็นข้ออ้างอิงได้ เพราะเดิม ธปท.ก็ให้ดอกเบี้ยนาโนไฟแนนซ์ 36% กระทรวงการคลังก็ให้ดอกเบี้ยของพิโกไฟแนนซ์ 36% เมื่อกรรมการแต่ละท่านมาอยู่ตรงนี้ ดอกเบี้ยจึงน่าจะอ้างอิงจากตัวเลขดังกล่าว และไม่ใช่ที่ 15% แน่นอน อาจจะเป็น 30% หรือ 28% ก็แล้วแต่ นักลงทุนจึงคลายความกังวลไปได้ 

           หุ้น MTC ที่ปรับตัวลงแรงในช่วงก่อนหน้านี้ อาจทำให้นักลงทุนมองว่าราคาเริ่มน่าสนใจ แต่สิ่งที่ยังต้องจับตาคือผลการดำเนินงานไตรมาส 2/61 ที่ใกล้จะประกาศออกมา ว่าจะยังสามารถทำนิวไฮรายไตรมาสได้ต่อเนื่องหรือไม่ รวมไปถึง พ.ร.บ. กำกับดูแลว่าจะเป็น "ข่าวดี" ตามที่ผู้บริหารประเมินหรือเปล่า?

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด