หุ้นเด่นวันนี้

STEC ถูกสุดในรอบ 10 ปี...ราคานี้ชวนซื้อแค่ไหน?

STEC ถูกสุดในรอบ 10 ปี...ราคานี้ชวนซื้อแค่ไหน?

STEC ปิดซื้อขายช่วงเช้าบวกแรง 5.15% คาดรับปัจจัยหนุนจ่อชนะประมูลโครงการรถไฟทางคู่ เด่นชัย – เชียงของ 2 สัญญา ขณะที่โบรกฯ เตือนระวังกำไร Q2/64 เป็นจุดต่ำสุดปี ก่อนฟื้นเด่นในช่วงครึ่งปีหลัง ประเมินมูลค่าหุ้น ณ ปัจจุบัน ถูกสุดในรอบ 10 ปี 
 

*** ปิดเช้าบวกแรง 5.15% หลังจ่อรับงานรถไฟทางคู่ 2 สัญญา
 

ราคาหุ้น บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่งแอนด์คอนสตรัคชั่น จำกัด(มหาชน) หรือ STEC ช่วงเช้าวันนี้ (19 พ.ค.64) ดีดขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราคา 14.60 บาท ก่อนปิดซื้อขายช่วงเช้าด้วยราคา 14.30 บาท เพิ่มขึ้น 0.70 บาท หรือ 5.15% มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 218.47% จาก 5 วันทำการก่อนหน้า

ด้าน บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย พลัส ระบุถึงสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น STEC ปรับตัวขึ้นแรงในช่วงเช้าวันนี้ เนื่องจากกำลังได้รับปัจจัยหนุน หลังถูกคาดหมายว่าจะได้รับงานรถไฟทางคู่ เด่นชัย- เชียงของ 2 สัญญา จากทั้งหมด 3 สัญญา วงเงินรวม 7.29 หมื่นล้านบาท

โดย ผู้ยื่นซองประมูลโครงการดังกล่าว มีเพียง 2 รายเท่านั้น คาดการณ์ว่าจะเป็นกลุ่มกิจการร่วมค้าของ CK - STEC และพันธมิตรอีก 2 ราย และกลุ่มกิจการร่วมค้าของ ITD – NWR ดังนั้น จะมีรายหนึ่ง ได้งาน 1 สัญญา และอีกรายได้งาน 2 สัญญา ซึ่งกลุ่มที่ได้งาน 2 สัญญา คาดว่าจะเป็นกลุ่มที่มี CK – STEC เป็นแกนนำ

ทั้งนี้ วันนี้ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)จะเปิดให้ยื่นเอกสารทางด้านเทคนิค และตรวจคุณสมบัติ คาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 1 เดือน และจะประกาศผู้ชนะได้ ในวันที่ 8 ก.ค.นี้
 

*** แต่ระวังกำไร Q2/64 เป็นจุดต่ำสุดปี
 

ก่อนหน้านี้ STEC ประกาศงบการเงินไตรมาส 1/64 โดยมีกำไรสุทธิ 197.5 ล้านบาท ลดลง 5.7% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ต่ำกว่าตลาดคาดการณ์ถึง 33% 

ขณะที่ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่ากำไรสุทธิไตรมาส 2/64 ของ STEC จะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้ เนื่องจากได้ส่งมอบงานรัฐสภาไปในช่วงเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิราว 100 -  200 ล้านบาท 

เช่นเดียวกับ บล.เคทีบี เอสที ที่มองว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 2/64 ของ STEC มีแนวโน้มชะลอตัวลงต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุหลักจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่เริ่มอ่อนตัวลง จากต้นทุนราคาเหล็ก (10% ของต้นทุนรวม) ที่สูงขึ้น เนื่องจากช่วงที่ผ่านมา STEC เริ่มมีการสั่ง small lot เพื่อชดเชยสต็อกเหล็กโดยรวมที่ลดลง 

นอกจากนี้ รายได้ธุรกิจก่อสร้างยังชะลอตัวต่อเนื่อง จากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 และปัจจัยทางฤดูกาล ส่งผลให้วันทำงานน้อยลงกว่าไตรมาสอื่น ประกอบกับ ค่าใช้จ่ายในการขาย และ ค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการ (SG&A) ที่ยังอยู่ในระดับสูง จากการเร่งปิดโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้ม
 

*** ลุ้นฟื้นแรงครึ่งปีหลัง -  GPM จ่อพุ่งขึ้นแล้ว
 

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินว่า ผลการดำเนินงานของ STEC จะปรับตัวขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปี 64 หลังเพิ่งปิดโครงการรัฐสภา ซึ่งเป็นโครงการที่กดดันมาร์จิ้นของ STEC เป็นอย่างมาก (มาร์จิ้น 0%) ส่งผลให้คาดว่า มาร์จิ้นของ STEC ในช่วงครึ่งปีหลัง จะปรับตัวขึ้นมากกว่า 5%

นอกจากนี้ ในช่วงครึ่งปีหลัง จะได้เห็นความคืบหน้าของงานใหม่มากขึ้น เช่น งานโรงไฟฟ้าปลวกแดง, งานหมอชิตคอมเพล็กซ์, งานรรถไฟทางคู่สายใหม่, งานรถไฟฟ้าส่วนต่อขาย ทั้งสายสีส้ม, สีม่วง และสีแดง เป็นต้น

สอดคล้องกับ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ที่มองว่าผลการดำเนินงานครึ่งปีหลัง ของ STEC จะเร่งตัวขึ้นจากครึ่งปีแรก หนุนจากอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) เพิ่มขึ้นสู่กรอบเป้าหมายของบริษัท ที่ระดับ 5% หลังส่งมอบโครงการรัฐสภาไปแล้ว ประกอบกับ ความคืบหน้าของโครงการโรงไฟฟ้าปลวกแดง และโครงการหมอชิตคอมเพล็กซ์

ส่วน บล.เอเซีย พลัส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า STEC ตั้งเป้าประมูลงานใหม่ในปีนี้เพิ่มอีก 4 หมื่นล้านบาท เพื่อให้มี Backlog ยกไปในปี 65 มากกว่า 1 แสนล้านบาท เช่นเดียวกับจำนวน Backlog ที่ยกมาในปีนี้
 

*** บางโบรกฯ เริ่มปรับเป้ากำไรปีนี้ลง
 

บล.เคทีบี เอสที ระบุว่า ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ของ STEC ลงจากเดิม 7% เป็น 1.04 พันล้านบาท หดตัว 4.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมีเหตุผล จากการปรับลดการเติบโตของรายได้ธุรกิจก่อสร้างลงเหลือเติบโต 2% จากปีก่อน (เดิมคาดโต 7%) เพื่อสะท้อนงานก่อสร้างบางส่วน ที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกที่สาม ประกอบกับ ได้ปรับ SG&A ขึ้นเป็น 1.9% (เดิมคาด 1.7%)

ขณะที่ นักวิเคราะห์อีก 3 ราย ยังคงประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ของ STEC ไว้ดังนี้
 

บล.   กำไรสุทธิปี 64 (ลบ.) %chg YoY
หยวนต้า 1,398         27.9
เอเชีย พลัส 1,144         4.6
ฟินันเซียฯ 1,118         2.2


*** แต่กูรูยังมองน่าสนใจ เหตุมูลค่าต่ำสุดรอบ 10 ปี
 

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ยังคงเลือก STEC เป็นหุ้น Top Picks ในกลุ่มก่อสร้าง แม้กำไรไตรมาส 1/64 น่าผิดหวัง แต่ STEC ยังมีปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่ง พร้อมโอกาสการเติบโตจากการประมูลงานภาครัฐ ขณะที่ ราคาหุ้น ณ ปัจจุบัน ซื้อขายต่ำกว่าค่าเฉลี่ย PER และ PBV ย้อนหลังถึง 10 ปี ราว 28% และ 61% ตามลำดับ 

ส่วน บล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า STEC ยังมีความน่าสนใจ เนื่องจากเป็นบริษัทที่มีเงินสดในมือสูงถึง 3.5 พันล้านบาท ซึ่งมองว่าเป็นโอกาส ในการสร้างการเติบโตของการลงทุน และเพิ่มความสามารถรับงานในอนาคตต่อไป
 

*** ส่วนใหญ่ยังแนะนำ"ซื้อ"
 

จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ"ซื้อ" เนื่องจากมองว่าผลการดำเนินงานของ STEC ในช่วงครึ่งปีหลัง มีแนวโน้มฟื้นตัวได้โดดเด่นกว่าช่วงครึ่งปีแรก หลังอัตรากำไรขั้นต้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นสู่ระดับเป้าหมายของบริษัทอีกครั้ง จากการส่งมอบงานที่มีอัตรากำไรขั้นต้นต่ำเรียบร้อยแล้ว ประกอบกับ เริ่มมีความคืบหน้าโครงการใหม่ๆมากขึ้น
 

บล.   คำแนะนำ  ราคาเหมาะสม (บ.)
หยวนต้า ซื้อ     22.00
เอเชีย พลัส  ซื้อ     18.00
เมย์แบงก์ฯ เก็งกำไร 18.00
ฟินันเซียฯ ซื้อ     17.00
เคทีบี ถือ     13.30
ราคาเฉลี่ย  17.66

หากอิงจากการประเมินผลการดำเนินงาน STEC ในปีนี้ ของนักวิเคราะห์ ถือว่า ในช่วงนี้อาจเป็นจังหวะที่ดีสำหรับนักลงทุนหลายราย ที่เริ่มกลับมาให้ความสนใจ STEC อีกครั้ง หลังล่าสุด ราคาหุ้นมีมูลค่าถูกสุดในรอบ 10 ปี ขณะที่ผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งปีหลัง ยังมีแนวโน้มกลับมาฟื้นตัวแรงอีกครั้ง ตามการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ .... 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด