หุ้นเด่นวันนี้

TOP ธุรกิจเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว ...แถมอัพไซด์เปิดกว้าง !

TOP ธุรกิจเข้าสู่ช่วงฟื้นตัว ...แถมอัพไซด์เปิดกว้าง !

เช้านี้ TOP บวกสูงสุด 4.61% รับราคาน้ำมันทรงตัวสูง ขณะที่โบรกฯประเมินกำไร Q1/65 จ่อโตแรง หลังคาดบันทึกสต็อกน้ำมันจำนวนมาก – ค่าการกลั่นฟื้นตามการเปิดเมือง มองดีลเพิ่มทุน - ขายหุ้น GPSC เป็นบวก กด D/E ต่ำกว่า 1 เท่า ตุนกระแสเงินสดลงทุนเพิ่ม บางโบรกฯทยอยอัพเป้ากำไรปี 65 คาดโต 3 - 17%
 

*** เช้านี้บวกสูงสุด 4.61% รับราคาน้ำมันยังสูง
 

ราคาหุ้น บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ช่วงเช้าวันนี้ (9 มี.ค.65) ดีดขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราคา 51 บาท เพิ่มขึ้น 4.61% จากวันทำการก่อนหน้า ก่อนปิดซื้อขายภาคเช้าด้วยราคา 50.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท หรือ 3.59% มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 73.36% จาก 5 วันทำการก่อนหน้า

สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น TOP เช้านี้ ปรับตัวสูงสุด 4.61% เนื่องจากยังคงได้รับ Sentiment เชิงบวก จากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง จากปัญหาความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย กับ ยูเครน รวมทั้ง ความต้องการใช้น้ำมันฟื้นตัว หลังหลายประเทศคลายมาตรการล็อกดาวน์ 
 

*** คาด Q1/65 สต็อกน้ำมันอื้อ ดันกำไรพุ่งแรง
 

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง มองว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/65 ของ TOP มีแนวโน้มเติบโตอย่างโดดเด่น โดยมีปัจจัยหนุน จากค่าการกลั่นและอัตราการใช้กำลังการกลั่นที่ทรงตัวอยู่ในระดับสูง ขณะที่ ราคาน้ำมันดิบมีแนวโน้มทรงตัวอยู่ในระดับสูงตลอดช่วงครึ่งแรกของปี 65 ตามความต้องการใช้ที่สูงขึ้น

เช่นเดียวกับ บล.โนมูระ พัฒนสิน ที่ระบุว่า จากการประชุมนักวิเคราะห์รอบล่าสุด ผู้บริหาร TOP มองว่า ผลการดำเนินงานจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นตั้งแต่ไตรมาส 1/65 เป็นต้นไป มีปัจจัยหนุน จากกำไรสต็อกน้ำมัน ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ, ค่าการกลั่นที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตาม Spread ปิโตรเลียม สะท้อนจากค่าการกลั่นสิงคโปร์ ปรับตัวขึ้นมาราว 15% ตั้งแต่ต้นปี

ส่วน บล.เอเซีย พลัส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 1/65 ของ TOP มีแนวโน้มบันทึกกำไรสต็อกน้ำมันจำนวนมาก สะท้อนจากราคาน้ำมันดิบดูไบ ที่อยู่ในระดับสูงกว่า 76 เหรียญ/บาร์เรล นอกจากนี้ ค่าการกลั่นยังอยู่ในช่วงไฮซีซั่น ส่งผลให้ Spread ผลิตภัณฑ์โดยรวม ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แม้บางส่วนจะถูกหักล้างจาก Crude Premium ที่เพิ่มขึ้น ตามราคาน้ำมันดิบตลาดโลก 

นอกจากนี้ ยังคาดว่ามีปัจจัยหนุนเพิ่มเติม จากธุรกิจไฟฟ้า ที่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นจากไตรมาสก่อน เพราะจะเริ่มเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงกว่าช่วงอื่นของปี 


*** ขายหุ้น GPSC – เพิ่มทุน กด D/E ต่ำ 1 เท่า 
 

ก่อนหน้านี้ TOP ประกาศปรับโครงสร้างเงินทุนและธุรกิจ ผ่าน 2 ธุรกรรม ซึ่งจะแล้วเสร็จภายในปีนี้ ประการแรก คือ TOP จะจำหน่ายหุ้น GPSC สัดส่วน 11% หรือ 304.1 ล้านหุ้น ให้แก่ PTT ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของ TOP โดยคาดว่า TOP จะได้รับเงินก่อนหักภาษีราว 2.2 หมื่นล้านบาท ส่วนประการที่ 2 คือ TOP จะเพิ่มทุน ออกหุ้นสามัญ 239.2 ล้านหุ้น  และอีก 35.9 ล้านหุ้น สำหรับ Greenshoe คาดว่าจะได้รับเงินราว 1 – 1.4 พันล้านบาท

ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวว่า TOP จะได้ประโยชน์ 3 ข้อ จากการทำธุรกรรมดังกล่าว ดังนี้

1.ฐานะการเงินของ TOP จะแข็งแกร่งขึ้น อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) จะลดลงต่ำกว่า หรือใกล้เคียงระดับ 1 เท่า (ปัจจุบัน D/E 1.4 เท่า)

2.TOP จะได้รับเงินสุทธิหลังหักภาษีราว 3 – 3.5 หมื่นล้านบาท ขึ้นอยู่กับราคาขาย GPSC และ ราคาหุ้นเพิ่มทุนของ TOP ซึ่งเงินดังกล่าว เพียงพอต่อการลงทุน 15% ในโครงการ Chandra Asri Perkasa ซึ่งเป็นผู้ผลิตโอเลฟินส์ และ โพลีเมอร์สชั้นนำในประเทศอินโดนีเซีย ด้วยมูลค่า 1.8 พันล้านเหรียญฯ

3.ตลาดจะคลายความกังวลในประเด็นช่วงเวลา และขนาดการเพิ่มทุนของ TOP
 

***  โบรกฯอัพเป้ากำไรปี 65 คาดโต 3-17%
 

บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุว่าได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 65 ของ TOP ขึ้นใหม่เป็น 1.47 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้คาดระยะสั้น จะได้รับผลกระทบจาก Crude premium ที่สูงขึ้นจากอุปทานที่ตึงตัว แต่จากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ที่ยังดี ทำให้ค่าการกลั่น ยังยืนอยู่ในระดับสูงได้

ขณะที่ ความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูป ทั้งแก๊สโซลีน และดีเซล ในปัจจุบัน ได้กลับสู่ภาวะปกติ (ก่อนเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 แล้ว) หลังการคลายล็อกดาวน์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ส่วนน้ำมันเครื่องบิน (Jet) คาดจะกลับสู่ภาวะปกติได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 66 หลังการแพร่ระบาดโรคดังกล่าว มีความคลี่คลายมากขึ้น

สรุป มีนักวิเคราะห์ 3 ราย ประเมินกำไรสุทธิปี 65 ของ TOP ไว้ดังนี้
 

บล.  กำไรสุทธิปี 65 (ลบ.) %chg YoY
ฟิลลิป  14,717   17
โนมูระฯ 13,250 6
เอเชียเวลท์ 12,833 3


*** กูรูเลือกเป็น Top pick มองเป็นจังหวะซื้อ
 

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า เลือก TOP เป็นหุ้น Top pick และยังมองเป็นจังหวะเข้าซื้อที่ดี ในช่วงที่ราคาหุ้นยัง Overhang จนกว่ากระบวนการเพิ่มทุนจะเสร็จสิ้น (คาดไตรมาส 3/65) ซึ่งมองว่าผลกระทบจาก Dilution ไม่ได้กระทบกับราคาหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะยังมีปัจจัยหนุน จากการขายหุ้น GPSC ค้ำอยู่

นอกจากนี้ TOP ยังได้ประโยชน์ จากการฟื้นตัวของ แก๊สโซลีน และน้ำมันเครื่องบินมากสุด ประกอบกับ อัตราการกลั่นมีแนวโน้มฟื้นเร็วกว่ากลุ่ม รวมทั้ง มีความได้เปรียบด้านต้นทุนเหนือคู่แข่ง หลัง CFP เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ (COD) ส่งผลให้กำไรปกติปี 65 – 66 มีแนวโน้มเติบโตเด่นสุดในกลุ่ม

ขณะที่ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ราคาหุ้นที Overhang ก่อนหน้านี้ จะทยอยลดลง จากรายละเอียดการเพิ่มทุนที่มากขึ้น ประกอบกับ ผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงกลั่น มีแนวโน้มแข็งแกร่งตลอดครึ่งแรกของปี 65 ประกอบกับ มีเงินปันผลงวดครึ่งหลังปี 64 ที่คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) สูงระดับ 3.8% เป็นอีก 1 ตัวช่วยจำกัดดาวน์ไซด์ของราคาหุ้นได้
 

*** ส่วนใหญ่แนะนำ"ซื้อ"
 

จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำซื้อ เนื่องจากมองว่าผลการดำเนินงานในช่วงครึ่งแรกปี 65 ของ TOP ยังมีแนวโน้มเติบโตโดดเด่น ตามค่าการกลั่นที่ฟื้นตัวจากความต้องการใช้น้ำมันในระดับสูง ประกอบกับไตรมาส 1/65 ยังมีแนวโน้มบันทึกกำไรสต็อกน้ำมันจำนวนมาก หลังราคาน้ำมันโลกปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว
 

บล.  คำแนะนำ ราคาเหมาะสม (บ.) 
ฟินันเซียฯ  ซื้อ     67.00
เอเชียเวลท์ ซื้อ     66.00
หยวนต้า  ซื้อ     65.00
ฟิลลิป   ซื้อ     63.50
เอเชีย พลัส  ซื้อ     63.00
ราคาเฉลี่ย 64.90


หากพิจารณาราคาหุ้น TOP ตั้งแต่ต้นปี ปรับตัวขึ้นมาเพียง 3% เท่านั้น ซึ่งสวนทางกับ ทิศทางผลการดำเนินงานครึ่งปีแรก ที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า จะฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น ส่วนหนึ่ง เป็นเพราะราคาหุ้นยังถูกกดดัน จากความกังวลการเพิ่มทุน ส่งผลให้ปัจจุบัน TOP มีอัพไซด์สูงราว 27% เมื่อเทียบกับราคาเหมาะสมเฉลี่ยของโบรกเกอร์ ...







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด