หุ้นเด่นวันนี้

CPALL นิวโลว์รอบ 3 เดือน...จุดต่ำสุดของปียังมาไม่ถึง!

CPALL นิวโลว์รอบ 3 เดือน...จุดต่ำสุดของปียังมาไม่ถึง!

เช้านี้ CPALL ดิ่งทำนิวโลว์รอบ 3 เดือน คาดรับปัจจัยลบกำไร Q1/64 วูบแรง 54% ต่ำกว่าตลาดคาด 25% ขณะที่โบรกฯมองจุดต่ำสุดของปีรออยู่ใน Q2/64 ส่งผลให้ต้องหั่นเป้ากำไร – ราคาเป้าหมายลง มองกำไรเสี่ยงหดตัว 2 ปีต่อเนื่อง 
 

*** นิวโลว์รอบ 3 เดือน หลังกำไรโค้งแรกวูบ 54%
 

ราคาหุ้น บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ CPALL ช่วงเช้าวันนี้ (13 พ.ค.64) ร่วงไปทำจุดต่ำสุดที่ราคา 57.50 บาท ทำนิวโลว์รอบ 3 เดือน ก่อนปิดซื้อขายช่วงเช้าด้วยราคา 58.50 บาท ลดลง 2.25 บาท หรือ -3.7% มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 209.18% จาก 5 วันทำการก่อนหน้า

โดยสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น CPALL เช้านี้ ปรับตัวลงทำนิวโลว์รอบ 3 เดือน เนื่องจากราคาหุ้นกำลังได้รับปัจจัยลบ จากการประกาศงบการเงินไตรมาส 1/64 ที่มีกำไรสุทธิ 2.6 พันล้านบาท ลดลง 54% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งระดับกำไรสุทธิดังกล่าว แย่กว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ 25%
 

*** โค้งสองเตรียมรับแรงกระแทก จุดต่ำสุดของปีรออยู่
 

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย พลัส ประเมินว่า ผลประกอบการไตรมาส 1/64 ของ CPALL ที่น่าผิดหวังยังไม่ใช่จุดต่ำสุดของปีนี้ โดยมองว่าจุดต่ำสุดของ CPALL ในปีนี้ จะอยู่ที่ไตรมาส 2/64 เนื่องจากเป็นช่วงที่ธุรกิจค้าปลีกยังฟื้นตัวได้ลำบาก เพราะยังต้องเผชิญหน้ากับการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่รุนแรงขึ้นกว่าปีก่อน ขณะเดียวกัน CPALL ยังมีต้นทุนค่ารีไฟแนนซ์เงินกู้ระยะสั้น ที่ใช้ซื้อกิจการ Lotus’s เข้ามาในพอร์ตการลงทุน เพื่อเปลี่ยนเป็นหนี้ระยะยาวอีกด้วย

สอดคล้องกับ บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ที่มองว่า กำไรสุทธิไตรมาส 2/64 ของ CPALL จะเป็นจุดต่ำสุดของปี 64 โดยมีสาเหตุหลักจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสาม ส่งผลให้ร้าน 7- eleven ต้องลดเวลาให้บริการเป็นช่วง 4.00 น. - 23.00 น. (เดิม 24 ชม.) และอาจยังไม่สามารถกลับมาให้บริการได้ตลอด 24 ชม. ในเร็วๆนี้ เนื่องจากการแพร่ระบาดของโรคดังกล่าวยังคงรุนแรง ส่งผลให้ยอดขายสาขาเดิมมีแนวโน้มหดตัวจากปีก่อน ส่วนอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ยังอยู่ในีะดับต่ำเหมือนไตรมาสก่อน

อีกทั้งคาดว่าในช่วงไตรมาส 2/64 ทาง CPALL จะมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นครั้งเดียวราว 300 ล้านบาท จากการรีไฟแนนซ์หุ้นกู้ออกใหม่ ระยะเวลา 5 - 7 ปี อัตราดอกเบี้ย 3 - 4.1% เพื่อมาชำระเงินกู้ชั่วคราว ที่เหลือทั้งหมดกว่า 6 หมื่นล้านบาท 

เช่นเดียวกับ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ที่มองว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/64 ของ CPALL ยังคงได้รับผลกระทบ จากการแพร่ระบาดโควิด-19 รอบ 3 ที่มากกว่ารอบแรก ซึ่งมีผลต่อกำลังซื้อผู้บริโภคที่อ่อนแรงลง และยังมีผลต่อการรับรู้รายได้ทั้ง 7- eleven, Lotus’s รวมถึง MAKRO นอกจากนี้ CPALL ยังมีภาระดอกเบี้ยจ่ายที่ยังสูง จากการเข้าลงทุนใน Lotus’s ราว 900 ล้านบาทต่อเนื่อง ซึ่งในช่วงดังกล่าว เป็นอีกไตรมาสที่มีความท้าทายในการรักษาผลประกอบการ ของ CPALL เป็นอย่างมาก
 

*** คาดผลงานเริ่มฟื้นครึ่งปีหลัง
 

บล.เอเซีย พลัส มองว่า ผลประกอบการของ CPALL จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง โดยมีสาเหตุหลักจากภาครัฐกระจายการฉีดวัคซีนโควิด-19 ให้กับประชาชนในประเทศเป็นวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจะช่วยหนุนกำลังซื้อในประเทศเพิ่มขึ้น ประกอบกับ ภาคการท่องเที่ยวจะเริ่มฟื้นตัวตามไปด้วยเช่นกัน 

นอกจากนี้ ภาระดอกเบี้ยที่ซื้อ Lotus’s จะลดลงจากการรีไฟแนนซ์ แม้ประโยชน์ในปี 64 จะหักล้างจากค่ารีไฟแนนซ์ก็ตาม แต่จะเป็นปัจจัยหนุนสำหรับปีถัดไป

สอดคล้องกับ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ที่มองว่า ผลประกอบการของ CPALL มีแนวโน้มฟื้นตัวขึ้นในช่วงครึ่งปีหลัง จากปัจจัยหลักการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 เป็นวงกว้างขึ้น ซึ่งปัจจัยดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นกำลังซื้อ และเพิ่มบรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยในประเทศมากขึ้น ทั้งนี้ การเปลี่ยนแหล่งที่มาของเงินลงทุนใน Lotus’s เป็นการออกหุ้นกู้ จะช่วยลดภาระต้นทุนดอกเบี้ยของ CPALL ลง คาดว่าจะมีความชัดเจนในช่วงไตรมาส 3/64 เป็นต้นไป

ขณะที่ บล.แสนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า การเปลี่ยนแหล่งที่มาของเงินลงมุนใน Lotus's เป็นการออกหุ้นกู้ จะช่วยให้ CPALL ประหยัดดอกเบี้ยจ่าย ราวไตรมาสละ 200 ล้านบาท ซึ่งจะมีผลตั้งแต่ไตรมาส 3/64 เป็นต้นไป 
 

*** โบรกฯ หั่นเป้ากำไรปีนี้ เสี่ยงหดตัว 2 ปีต่อเนื่อง
 

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ของ CPALL ลงจากเดิม 37.2% เป็น 1.2 หมื่นล้านบาท หดตัว 25.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 ของ CPALL คิดเป็นเพียง 13.6% ของประมาณการเดิมเท่านั้น 

นอกจากนี้  ยังเริ่มเห็นสัญญาณการฟื้นตัวของธุรกิจช้ากว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ หลังผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 ยาวนานขึ้น ซึ่งหากอิงจากประมาณการกำไรสุทธิใหม่ จำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท จะส่งผลให้กำไรสุทธิของ CPALL หดตัว 2 ปีต่อเนื่อง (ปี 63-64)

ขณะที่ บล.กรุงศรี ระบุว่า กำลังอยู่ระหว่างทบทวนประมาณการกำไรสุทธิปี 64 และราคาเหมาะสมใหม่ของ CPALL โดย มีแนวโน้มเชิงลบ จากผลประกอบการไตรมาส 1/64 ที่รายงานออกมา คิดเป็นเพียง 13% ของประมาณการกำไรสุทธิปีนี้ของเรา

ทั้งนี้ หากมองต่อไปในระยะข้างหน้า การแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสาม ที่ยังดำเนินอยู่ มีโอกาสสูงที่จะยืดเยื้อไปเกินกว่าวันที่ 17 พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นวันที่ผ่อนคลายการล็อกดาวน์ในปีที่แล้ว ประกอบกับ ผลประกอบการ TESCO Asia ที่อ่อนแอ ทำให้เราเห็นความเสี่ยงดาวไซน์จากประมาณการเดิม  และมีแนวโน้มสูงที่จะปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ของ CPALL ลง หลังเข้าร่วมประชุมนักวิเคราะห์ ในวันพรุ่งนี้ (14 พ.ค.64)
 

***  ส่วนใหญ่แนะนำซื้อ แต่หั่นเป้าราคาลง
 

จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังแนะนำซื้อ แต่ปรับราคาเหมาะสมของ CPALL ลง เนื่องจากกำไรสุทธิไตรมาส 1/64 รายงานออกมาได้ไม่น่าประทับใจ ประกอบกับ CPALL ยังต้องเผชิญกับปัจจัยลบ อย่าง การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังไม่มีทีท่าคลี่คลายลงในเร็วๆ นี้ ประกอบกับ ต้องบันทึกดอกเบี้ยจ่ายหลังซื้อ Lotus’s อีกด้วย
 

บล.  คำแนะนำ ราคาเหมาะสมเดิม (บ.)  ราคาเหมาะสมใหม่ (บ.)
เคจีไอ  ซื้อ     84.00         70.00
เอเชีย พลัส ซื้อ     74.00         65.50
ยูโอบีฯ ซื้อ     73.00         65.00
หยวนต้า ซื้อ     77.50         60.75
ราคาเฉลี่ย  77.12         65.31

เดิมทีนักวิเคราะห์หลายรายมองคล้ายกันว่า ผลการดำเนินงานของ CPALL ได้ผ่านจุดต่ำสุดในปี 63 ไปแล้ว แต่หลัง CPALL ประกาศงบการเงินไตรมาส 1/64 ออกมาต่ำกว่าตลาดคาดไว้ถึง 25% ทำให้นักวิเคราะห์เริ่มเปลี่ยนมุมมอง ไม่คิดว่าปี 64 จะเป็นปีแห่งการฟื้นตัวของ CPALL เหมือนที่คาดไว้เดิมแล้ว 

โดย นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ คาดว่ามีความเสี่ยงสูงที่กำไรสุทธิของ CPALL จะหดตัวต่อเนื่อง 2 ปี ติดต่อกัน และคาดว่ากำไรสุทธิของ CPALL จะกลับสู่ระดับปกติ (ก่อนเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19) อาจต้องใช้เวลานานถึงปี 66 เลยทีเดียว ....







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด