หุ้นเด่นวันนี้

JMT ทำ All Time High ..ส่องดีลร่วมทุน KBANK หนุนโตแค่ไหน?

JMT ทำ All Time High ..ส่องดีลร่วมทุน KBANK หนุนโตแค่ไหน?

เช้านี้ JMT ดีดทำ All Time High หลังมีข่าวเตรียมร่วมทุน KBANK บริหารหนี้เสีย โบรกฯชี้หากดีลเกิดขึ้นจริง หนุนกำไรปี 65 มีอัพไซด์ 2.3% - ราคาเป้าหมายอีก 1 บ./หุ้น มั่นใจระยะยาวเป็นบวกต่อ JMT เหตุมีหนี้เสียบริหารสูงขึ้น – ต้นทุนดอกเบี้ยลด หนุนประสิทธิภาพทำกำไร ขณะที่งบโค้งท้ายจ่อนิวไฮต่อเนื่อง
 

*** ดีด All Time High หลังจ่อร่วมทุน KBANK บริหารหนี้เสีย
 

ราคาหุ้น บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT ช่วงเช้าวันนี้ (17 พ.ย.64) ดีดขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราคา 62.50 บาท ทำสถิติราคาหุ้นสูงสุดตลอดกาล (All Time High) ก่อนปิดซื้อขายภาคเช้าด้วยราคา 58.25 บาท เพิ่มขึ้น 1.75 บาท หรือ 3.1% มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 277.98% จาก 5 วันทำการก่อนหน้า
 
บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย พลัส ระบุสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น JMT ช่วงเช้าวันนี้ ปรับตัวขึ้นทำ All Time High เนื่องจากกำลังได้รับปัจจัยหนุน จากกระแสข่าวเตรียมร่วมทุนกับ KBANK จัดตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) โดยคาดว่า JMT จะถือหุ้น 65 – 75% ของทุนชำระแล้ว ส่วน KBANK ถือหุ้นสัดส่วน 25 – 35% ซึ่งได้ขออนุมัติการจัดตั้งบริษัทกับธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) พิจารณาแล้ว

ทั้งนี้ ประเมินว่า มูลหนี้ที่บริษัทบริหารสินทรัพย์แห่งใหม่จะบริหาร มีมูลค่าราว 2 – 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 9 – 14% ของมูลหนี้ที่ JMT บริหารอยู่ในช่วงครึ่งแรกของปี 64 
 

*** หากดีลนี้เกิดขึ้นจริง JMT ได้ประโยชน์อะไรบ้าง?
 

บล.เคทีบีเอสที ระบุว่า หากการร่วมทุนของ JMT กับ KBANK เกิดขึ้นจริง ในระยะแรกจะช่วยเพิ่มอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 65 ของ JMT ที่เราประเมินไว้ 2.1 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 60% จากปีก่อน อีกราว 2.3% หรือคิดเป็นราคาเป้าหมายเพิ่มขึ้น 1 บาท/หุ้น ภายใต้สมมติฐาน JMT และ KBANK ถือหุ้นสัดส่วน 70% และ 30% ตามลำดับ

นอกจากนี้ JMT ยังได้ประโยชน์ในระยะยาว จากการเข้าซื้อหนี้เสียที่มีหลักประกันจากธนาคารเพิ่มขึ้น ทำให้ลดความกังวลต่อการหาซื้อหนี้เสียมาบริหารในระยะยาว และ ยังจะรับรู้รายได้ค่าธรรมเนียม จากการรับจ้างติดตามหนี้ให้กับบริษัทร่วมกับ KBANK เพิ่มขึ้นอีก  

ทั้งนี้ หากการร่วมทุนกับ KBANK เกิดขึ้นจริง ยังจะเป็นโอกาสให้ JMT ได้เข้าไปร่วมทุนกับธนาคารอื่นๆเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 1/65 เป็นต้นไป ซึ่งถือว่าเป็นการขยับตัวทางธุรกิจที่รวดเร็วกว่าคู่แข่งรายอื่นในอุตสาหกรรม ส่งผลให้ JMT มีความได้เปรียบในการแข่งขันมากขึ้น

สอดคล้องกับ บล.เอเซีย พลัส ที่มองว่า หากการร่วมทุนของ JMT กับ KBANK เกิดขึ้นจริง จะทำให้ JMT มีปริมาณหนี้ที่บริหารเพิ่มขึ้นในระยะยาว ประกอบกับ ต้นทุนทางการเงินของบริษัทร่วมทุนจะลดลงด้วย เพราะคาดว่า จะสามารถกู้เงินจาก KBANK ได้ในอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยเฉลี่ยของ JMT ที่ราว 4% 

ซึ่งปัจจัยดังกล่าว ถือเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 65-66 ของ JMT ที่เรายังไม่ได้รวมไว้ในคาดการณ์เดิม ที่คาดว่า JMT จะมีกำไรสุทธิปี 65–66 ที่ 2 พันล้านบาท และ 2.7 พันล้านบาท ตามลำดับ 
 

*** ผลงานโค้งท้ายปีนี้ กูรูคาดกำไรนิวไฮต่อเนื่อง
 

บล.โนมูระ พัฒนสิน  ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ของ JMT จะเติบโตขึ้นทั้งเทียบปีก่อน และไตรมาสก่อน ทำนิวไฮเป็นไตรมาสที่ 2 ต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน โดยมีปัจจัยหนุน จากการตามเก็บเงินสด (Cash Collection) ได้สูงขึ้น ตามการผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์เต็มไตรมาส หลังการแพร่ระบาดโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย 

นอกจากนี้ ในช่วงไตรมาส 4/64 ทาง JMT จะเริ่มรับรู้รายได้จากกองหนี้ Fully amortized และกองหนี้ใหม่ที่ซื้อเพิ่มเข้ามาในช่วง 9 เดือนแรกของปี 64 อีก 7 พันล้านบาท 

เช่นเดียวกับ บล.เอเซีย พลัส ที่มองว่า ผลการดำเนินงานไตรมาส 4/64 ของ JMT มีแนวโน้มทำนิวไฮต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุน จากการจัดเก็บหนี้ที่สูงขึ้นได้ตามฤดูกาล ประกอบกับ การตัดมูลค่าเงินลงทุนในลูกหนี้ด้อยคุณภาพที่หมดลงเพิ่มขึ้น ซึ่งจะหนุนให้ประสิทธิภาพการทำกำไรสูงขึ้น
 

*** อีกจุดเด่นคือ D/E ต่ำ ยังซื้อหนี้เสียมาบริหารได้อีกมาก
 

บล.เคจีไอ (ประเทศไทย) ระบุว่า จุดเด่นของ JMT ที่โดดเด่นกว่าคู่แข่ง คือ อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ที่ยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 1 เท่า แม้ช่วงที่ผ่านมาจะเร่งซื้อหนี้เข้ามาบริหารจำนวนมากก็ตาม โดย JMT ยังมีสิทธิ์การแปลงวอร์แรนต์ อีกราว 900 ล้านบาท ประกอบกับ การเพิ่มทุนอีก 1 หมื่นล้านบาท ในช่วงสิ้นปีนี้ 

ทั้งนี้ ปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมา จะทำให้ในช่วงไตรมาส 4/64 และ ปี 65 ทาง JMT ยังสามารถซื้อหนี้เสียเข้ามาบริหารได้อีกจำนวนมาก แต่ยังสามารถรักษาระดับสัดส่วน D/E ต่ำกว่าระดับ 2 เท่าไว้ได้
 

*** แม้ราคาหุ้นใกล้เต็มมูลค่า แต่กูรูยังมองน่าสนใจลงทุน
 

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า ราคาหุ้น JMT ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ปรับตัวขึ้นราว 23% จนทำให้ราคาหุ้นใกล้เต็มมูลค่า เมื่อเทียบกับราคาเหมาะสมที่ 56 บาท/หุ้น แล้วก็ตาม แต่มองว่า การเข้าลงทุนยังมีความน่าสนใจ จากอัพไซด์ของการร่วมทุนกับ KBANK 

รวมถึง ในปีนี้มีโอกาสที่ JMT จะซื้อหนี้เสียเข้ามาบริหารได้สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ประกอบกับ JMT ยังมีโอกาสถูกนำเข้าคำนวณในดัชนี SET50 รอบครึ่งแรกของปี 65 ซึ่งจะประกาศรายชื่อหุ้นในช่วงกลางเดือน ธ.ค.นี้ โดยทั้งหมดล้วนเป็นปัจจัยที่จะทำให้ราคาหุ้น JMT ในระยะสั้น ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้อีก 
 

*** โบรกฯส่วนใหญ่ยังแนะนำ"ซื้อ"
 

จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ"ซื้อ" เนื่องจากมองว่า ผลการดำเนินงานของ JMT ตั้งแต่ไตรมาส 4/64 – ไตรมาส 4/65 มีแนวโน้มทำนิวไฮทุกไตรมาส ขณะที่ การร่วมทุนกับ KBANK หากประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ จะเป็นอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรสุทธิปี 65 – 66 รวมถึงราคาเหมาะสมของ JMT อีกด้วย
 

บล. คำแนะนำ ราคาเหมาะสม (บ.)
เคทีบีฯ ซื้อ     65.00
เมย์แบงก์ฯ ซื้อ     62.25
โนมูระฯ ซื้อเก็งกำไร 56.00
เคจีไอ   ถือ     55.00
เอเชีย พลัส Switch  55.00
ราคาเฉลี่ย 58.65


หากอ้างอิงจากข้อมูลของนักวิเคราะห์ ดูเหมือนว่าการร่วมทุนกับ KBANK ครั้งนี้ จะเป็นเพียงก้าวแรก ของการสร้างฐานเติบโตระยะยาวของ JMT เท่านั้น ซึ่งสิ่งที่น่าสนใจกว่านั้น คือ เมื่อเข้าสู่ช่วงต้นปี 65 ยังมีโอกาสสูงที่ JMT จะเดินหน้าเข้า JV กับธนาคารรายใหญ่อื่นๆต่อเนื่อง ซึ่งนักวิเคราะห์มองว่า จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของธุรกิจ JMT 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด