TPIPP เจอแรงขายถล่มกว่า 2 เดือน จนราคาหุ้นแตะระดับต่ำสุดตั้งแต่เข้าซื้อขาย หลังสิ้นเสน่ห์ปันผล ตั้งแต่ต้นปีจ่ายแค่ครั้งเดียว 0.10 บ./หุ้น จากเดิมจ่ายเท่ากันแต่มากถึง 4 ครั้ง/ปี พบบริษัทออกโรงเตือนก่อนหน้าแล้ว หวังใช้กระแสเงินสดลงทุนเพิ่ม แต่การเข้าซื้อตอนนี้เพื่อหวังการเติบโตในอนาคตจะคุ้มค่าหรือไม่?
ราคาหุ้น บมจ.ทีพีไอ โพลีน เพาเวอร์ หรือ TPIPP ปรับตัวลงต่อเนื่อง ทำจุดต่ำสุดรอบเช้าที่ 4.76 บาท คิดเป็นระดับต่ำสุดตั้งแต่เข้าซื้อขาย ก่อนมาปิดตลาดรอบเช้าที่ 4.82 บาท ลดลง 0.02 บาท หรือ 0.41%
TPIPP เป็นบริษัทย่อยของ "ทีพีไอ โพลีน TPIPL" ประกอบธุรกิจด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า จากโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนทิ้ง และโรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิง RDF และประกอบธุรกิจสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและก๊าซธรรมชาติ (NGV)
บริษัทฯ เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 5 เม.ย. 60 ราคาไอพีโอ 7 บาท
TPIPP มีกำไรสุทธิเติบโตต่อเนื่องทุกปีโดยในปี 60 - 61 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,591 ล้านบาท และ 3,698 ล้านบาทตามลำดับ ส่วนในครึ่งแรกปี 62 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 2,233 ล้านบาท โต 29% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ตามปริมาณการขายไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น
นอกจากกำไรสุทธิที่เติบโตเป็นอย่างดีแล้ว TPIPP ยังมีประวัติการปันผลที่น่าสนใจอีกด้วย โดยงวดปี 60 - 61 จ่ายปันผลระหว่างถึง 4 ครั้งต่อปี และยังจ่ายปันผลเกือบ 100% ของกำไรต่อหุ้นอีกด้วย โดยส่วนใหญ่บริษัทนำกำไรที่ได้จากการส่งเสริมการลงทุน(BOI)มาจ่าย
| ปี 60 | ปี 61 |
| 1.) 0.10 บ. | 1.) 0.10 บ. |
| 2.) 0.10 บ. | 2.) 0.10 บ. |
| 3.) 0.06 บ. | 3.) 0.10 บ. |
| 4.) 0.04 บ. | 4.) 0.10 บ. |
| รวม 0.30 บ./หุ้น (EPS 0.33 บ.) | รวม 0.40 บ./หุ้น (EPS 0.44 บ.) |
แต่ราคาหุ้น TPIPP กลับดิ่งหนักกว่า 2 เดือนติดต่อกันตั้งแต่ ก.ค.ที่ผ่านมา หลังจากปันผล TPIPP เริ่มไม่มาตามนัด ตั้งแต่ต้นปีจ่ายเพียง 1 ครั้งในอัตรา 0.10 บ./หุ้น ซึ่งผู้บริหารเคยออกมาบอกก่อนหน้า ว่าจะนำเงินไปใช้ลงทุนโครงการใหม่ๆ
ตั้งแต่ต้นปี 62 TPIPP ประกาศจ่ายปันผลออกมาเพียงครั้งเดียว 0.10 บาทต่อหุ้นเท่านั้น (EPS ครึ่งแรกปี 62 ที่ 0.27 บ./หุ้น) จากเดิมที่ต้องจ่ายเป็นประจำทุกไตรมาส แม้จะเป็นการนำเงินจาก BOI มาปันผลเหมือนเดิมก็ตาม ทำให้นักลงทุนที่ถือหุ้นเพื่อหวังปันผล ทยอยขายออกมาทันที ทั้งนี้ได้กำหนดสิทธิไม่ได้รับปันผล(XD)ไปแล้วเมื่อวันที่ 12 ก.ย.62 และจะจ่ายเงินปันผลในวันที่ 24 ก.ย.นี้
ทั้งนี้นายภัคพล เลี่ยวไพรัตน์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายบัญชีและการเงิน TPIPP ออกมาระบุก่อนหน้านี้แล้วว่า บริษัทมีแผนในการเข้าลงทุนโครงการใหม่อื่นๆทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้าขยะอ่อนนุช-หนองแขม 40 เมกะวัตต์(MW) จึงมีความต้องใช้กระแสเงินสดที่ได้จากการดำเนินงาน โดยการปรับลดอัตราจ่ายเงินปันผลลงไม่น้อยกว่า 50% ของกำไรสุทธิ จากที่ปี 61 มีอัตราจ่ายเงินปันผลอยู่ที่ 85% ของกำไรสุทธิ
โดยสนใจจะเข้าประมูลโครงการโรงไฟฟ้าขยะในพื้นที่จังหวัดสระบุรี ชลบุรี นครราชสีมา และสงขลา เนื่องจากช่วงที่ผ่านมาภาครัฐมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะมากขึ้น โดยเฉพาะแผน PDP ฉบับใหม่ ที่เพิ่มการสนับสนุนโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะเป็น 900 MW จาก 500 MW บริษัทฯจึงวางแผนธุรกิจในอนาคต โดยมุ่งเน้นลงทุนขยายโรงไฟฟ้าจากพลังงานขยะ ซึ่งบริษัทฯ มีความพร้อมและความชำนาญ
นอกจากนี้ยังพบว่าการจ่ายปันผลงวดครึ่งปีแรกที่ 0.10 บาท/หุ้น ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะจ่าย 0.20 บาท/ หุ้น
ก่อนหน้านี้บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) และ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) คาดการณ์ตรงกันว่า TPIPP จะจ่ายปันผลงวดครึ่งแรกปี 62 หุ้นละ 0.20 บาท และทั้งปีจ่าย 0.40 บาท คิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูงถึง 7%
เสี่ยงไหม ถ้ายอมถือเพื่อรับปันผลน้อยลง..ไปลุ้นการเติบโตของกำไรสุทธิในอนาคต กูรูชี้ TPIPP ยังไงก็ต้องลงทุนเพิ่มเพื่อชดเชยโรงไฟฟ้าที่ทยอยหมดอายุอยู่แล้ว
บล.เคทีบี ระบุว่า TPIPP มีความเสี่ยงหลักๆ คือ กระแสเงินสดของโรงไฟฟ้าที่ทยอยหมดอายุลง เพราะปัจจุบันจ่ายไฟไปแล้วทั้งหมด 440 MW ครบตามแผนแล้ว จึงจำเป็นต้องลงทุนหาโครงการใหม่ๆเข้ามาทดแทนอยู่แล้ว ซึ่งโครงการที่ต้องติดตามก็คือ ผลการประมูลโรงไฟฟ้าขยะชุมชนทั้งหมด 70 MW ในช่วงครึ่งหลังปีนี้
อย่างไรก็ดีมีโอกาสปรับประมาณการลงจากเดิมที่ประเมินไว้ 5.1 พันล้านบาท โต 41% หลังกำไรปกติครึ่งปีแรกทำไปได้เพียง 42% ของประมาณการกำไรปี 62 เพื่อสะท้อนการปิดซ่อมบำรุงที่มากกว่าคาดในครึ่งปีแรก และในไตรมาส 3/62 ยังคงเป็นช่วงที่โรงปูนมีการปิดซ่อมบำรุงทำให้กำไรปกติมีโอกาสทรงตัวจากครึ่งปีแรก
แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 7.50 บาท อิงวิธี DCF (WACC 8.6%, TG 0%)
เชื่อว่านักลงทุนส่วนใหญ่ที่เข้าซื้อหุ้น TPIPP ก็เพื่อถือรับเงินปันผลที่สูงและมีความสม่ำเสมอ แต่ล่าสุดบริษัทประกาศออกจากการเป็นหุ้นปันผลไปแล้ว ซึ่งอาจเป็นการส่งสัญญาณว่ากำลังจะได้โครงการใหญ่ที่ต้องใช้เงินลงทุนสูง ดังนั้นการตัดสินใจเข้าลงทุนจึงต้องพิจารณาความคุ้มค่าด้วยว่า บริษัทนำเงินไปกอบโกยโครงการใหม่ๆ ได้ตามที่คาดหวังไว้หรือไม่