หุ้นเด่นวันนี้

MINT ดีดทำนิวไฮรอบ 1 ปี...ทั้งที่กำไรยังไม่มา!

MINT ดีดทำนิวไฮรอบ 1 ปี...ทั้งที่กำไรยังไม่มา!

ราคาหุ้น MINT ดีดทำนิวไฮรอบ 1 ปี หลังผู้ถือหุ้นกู้อนุมัติยืดระยะเวลา Debt covenant ออกไป 2 ปี และไม่นับรวมการด้อยค่าสินทรัพย์ 4 ปี ทำให้ฐานะการเงินแกร่งขึ้น-ลดโอกาสเพิ่มทุน ส่วนผลการดำเนินงานมีแนวโน้มฟื้นสู่ระดับปกติไวกว่าคาด ..แต่การเข้าลงทุนในช่วงนี้ เป็นจังหวะที่เหมาะสมหรือไม่? และราคาหุ้นแพงไปหรือยัง? ..ต้องติดตาม!
 

*** ดีดทำนิวไฮรอบ 1 ปี หลังยืดระยะเวลา Debt covenant
 

ราคาหุ้น บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ช่วงเช้าวันนี้ (10 ก.พ.64) ดีดขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราคา 31.25 บาท ทำนิวไฮรอบ 1 ปี ก่อนปิดซื้อขายภาคเช้าด้วยราคา 30.25 บาท เพิ่มขึ้น 1 บาท หรือ 3.42% มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 69.31% จาก 5 วันทำการก่อนหน้า

สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น MINT ปรับตัวขึ้นทำนิวไฮรอบ 1 ปี เนื่องจาก MINT ได้รับการอนุมัติจากผู้ถือหุ้นกู้ในการยกเว้นการทดสอบการดำรงอัตราส่วนทางการเงิน (Debt covenant) ไปจนถึงสิ้นปี 65 และยังได้รับการอนุมัติไม่นับรวมผลกระทบจากการด้อยค่าสินทรัพย์จากการแพร่ระบาดโควิด-19 ในส่วนของผู้ถือหุ้น เพื่อการคำนวณอัตราส่วนทางการเงิน จนถึงสิ้นปี 67
 

*** โบรกฯมองช่วยให้ฐานะแกร่ง-ลดโอกาสเพิ่มทุน
 

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบี (ประทศไทย) ระบุว่า มีมุมมองเป็น"บวก"ต่อประเด็น Debt covenant เนื่องจากการได้รับอนุมัติดังกล่าว ดีกว่าที่ตลาดคาดไว้ที่ 1 ปี ประกอบกับการยกเว้นด้อยค่าสินทรัพย์ อีก 4 ปี จะช่วยผ่อนคลายเรื่องการติดเพดานของอัตราหนี้สินต่อส่วนผู้ถือหุ้น (D/E) ที่ 1.75 เท่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนในปัจจุบัน

ขณะที่ ช่วงไตรมาส 3/63 MINT มีหุ้นกู้ราว 6 หมื่นล้านบาท และมี D/E อยู่ที่ 1.67 เท่า ซึ่งการได้รับยกเว้น Debt covenant ส่งผลให้หุ้นกู้ไม่เกิดการผิดเงื่อนไข(Default) ถ้า D/E เกินกำหนด โดยประเด็นนี้จะเป็น Sentiment เชิงบวกกับราคาหุ้น และช่วยให้นักลงทุนมีความมั่นใจกับฐานะการเงินของ MINT มากขึ้น ขณะที่มีโอกาสเพิ่มทุนน้อยลง
 

*** งบ Q4/63 ยังเจ็บหนักจากพิษโควิด
 

บล.ทรีนีตี้ ประเมินว่า MINT  จะรายงานขาดทุนสุทธิในช่วงไตรมาส 4/63 จำนวน 5.46 พันล้านบาท ขาดทุนลดลงจากไตรมาสก่อนหน้าเล็กน้อย โดยมีปัจจัยหลักจากกลุ่มร้านอาหารในประเทศจีนมีการเติบโตของยอดขายจากสาขาเดิม (SSSG) ปรับตัวสูงขึ้น 10% จากปีก่อน  

ขณะที่ ร้านอาหารในประเทศไทยและออสเตรเลีย SSSG ยังคงติดลบราว 10% จากปีก่อน ส่งผลให้คาดว่า SSSG ทั้งระบบของ MINT ในช่วงไตรมาส 4/63 จะลดลง 11% จากปีก่อน  ซึ่งดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 16% เมื่อเทียบกับปีก่อน

สอดคล้องกับ บล.กรุงศรี ที่คาดว่า MINT จะรายงานขาดทุนสุทธิจำนวน 5.3 พันล้านบาท เนื่องจากรายได้โรงแรม NH ยังลดลง จากผลกระทบจากแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอก 2  และการประหยัดต้นทุนใกล้ถึงขีดจำกัด ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายในการขายและบริหาร (SG&A) ยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 46% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ระดับ 40% 
 

*** ผลการดำเนินงานจะเริ่มฟื้นตัวช่วงครึ่งหลังปี 64
 

บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า ผลการดำเนินงานของ MINT ในช่วงครึ่งแรกของปี 64 ยังไม่มีแนวโน้มฟื้นตัว เนื่องจากยังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ระลอกสองในหลายประเทศทั่วโลก โดยคาดผลการดำเนินงานของ MINT จะเริ่มฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 64 เป็นต้นไป โดยมีปัจจัยหนุนจากผลการดำเนินงานของ NH Hotel (รายได้ 40% ของ MINT) ฟื้นตัวได้ไวกว่าคาด จากการเริ่มมีการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 ในทวีปยุโรปมากขึ้น 

โดยคาด MINT จะขาดทุนลดลง ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3/64 เป็นต้นไป แต่ประเมินปี 64 ยังขาดทุนสุทธิ 1.4 หมื่นล้านบาท เทียบกับปีก่อนที่คาดขาดทุนสุทธิ 2 หมื่นล้านบาท
 

*** เริ่มเห็นกำไร Q2/65 – ฟื้นสู่ระดับปกติเร็วกว่าคาด 1 ปี
 

บล.เอเซีย พลัส คาดว่าผลประกอบการของ MINT จะเริ่มพลิกกำไรอีกครั้ง ในช่วงไตรมาส 2/65 หลังจากมีการกระจายการฉีดวัคซีนป้องกันโควิด-19 แพร่หลายมากขึ้น ส่งผลให้ผลการดำเนินงานจากธุรกิจโรงแรมโดยเฉพาะ NH Hotel ที่เป็นรายได้หลักกลับมาทำกำไรได้อีกครั้ง

สอดคล้องกับ บล.เคทีบี (ประเทศไทย)  ที่คาดว่า MINT จะกลับมารายงานกำไรสุทธิได้อีกครั้งในช่วงปี 65 โดยมีการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 65–67 ขึ้น 10 – 20% จากธุรกิจโรงแรม ที่คาดว่าจะฟื้นตัวได้ดีหลังจากที่วัคซีนกระจายได้เร็ว โดยเฉพาะที่ยุโรปที่กระจายเยอะที่สุด โดย MINT จะได้รับประโยชน์ทั้ง 2 ทาง จากทั้งนักท่องเที่ยวยุโรปเดินทางเข้ามาในประเทศไทย และนักท่องเที่ยวยุโรปที่เที่ยวภายในประเทศกันเอง 

ทั้งนี้ คาดว่า ผลการดำเนินงานของ MINT จะกลับมามีกำไรสุทธิเท่ากับฐานปี 62 ได้ภายในปี 66 ซึ่งเร็วกว่าประมาณการเดิมที่คาดไว้ในปี 67
 

*** เทียบกับคู่แข่ง ยังถือว่าเด่นสุด
 

บล.โนมูระ พัฒนสิน มองว่า MINT ยังมีความน่าสนใจเมื่อเทียบกับหุ้นในกลุ่มเดียวกัน เนื่องจากคาดว่าธุรกิจโรงแรมของ MINT จะฟื้นตัวเร็วสุดในกลุ่ม เพราะมีรายได้หลักจากทวีปยุโรป ซึ่งมีความต้องการของลูกค้าที่สูงกว่าภูมิภาคอื่น, ธุรกิจอาหารฟื้นตัวเร็ว และ มีรายได้จากหลายแบรนด์ ทั้งในไทยและต่างประเทศ ประกอบกับ MINT อยู่ระหว่างเสริมความแกร่งของงบดุลด้วยแผนขายสินทรัพย์ รวมถึงมีเงินสดในมือเหลืออยู่มาก

ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ราคาหุ้น MINT ณ ปัจจุบัน ยังถือว่า Laggard หุ้นในกลุ่มเดียวกัน แต่มองว่า MINT จะได้รับประโยชน์มากที่สุดจากการกระจายวัคซีนโควิด-19 มากขึ้น จึงทำให้ MINT มีความน่าสนใจที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่ม
 

*** โบรกฯ แนะนำ"ซื้อ"
 

จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำ"ซื้อ" เนื่องจากให้ประเด็นบวกจากความกังวลในการเพิ่มทุนลดน้อยลง ขณะที่ผลการดำเนินงานจะฟื้นกลับสู่ระดับปกติไวกว่าคาด จากการกระจายตัวของวัคซีนโควิด-19 ที่เพิ่มขึ้น
 

บล.   คำแนะนำ  ราคาเหมาะสม(บ.)
เอเชีย พลัส  ซื้อ     34
โนมูระฯ ซื้อ     35
เคทีบี  ซื้อ     36
ราคาเฉลี่ย   35


แม้วันนี้ MINT จะดีดทำนิวไฮรอบ 1 ปี แต่ราคาหุ้นยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ซึ่งเคลื่อนไหวในกรอบ 36 – 40 บาท ดังนั้นการเข้าลงทุนในช่วงนี้ จึงเหมาะกับนักลงทุนที่พร้อมถือหุ้นระยะยาว และมั่นใจว่าผลประกอบการของ MINT จะฟื้นตัวในปี 65 ได้จริง

ขณะที่ ประเด็นบวกอย่างการยืดระยะเวลา Debt covenant ในวันนี้ ถือว่าช่วยสร้างความมั่นใจในฐานะการเงินของ MINT ให้กับผู้ลงทุนได้ในระดับหนึ่ง เนื่องจากนักวิเคราะห์มีความเห็นตรงกันว่า จะทำให้โอกาสเพิ่มทุนอีกรอบของ MINT ลดลง







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด