หุ้นเด่นวันนี้

TU ยังไม่ผ่านจุดพีค ...จับตากำไรนิวไฮ 2 ปีติด!

TU ยังไม่ผ่านจุดพีค ...จับตากำไรนิวไฮ 2 ปีติด!


       TU กลับเข้าเรดาร์นักลงทุนอีกครั้ง หลังกำไร Q4/64 จ่อโตทั้ง YoY-QoQ แม้เป็นโลว์ซีซั่น เหตุธุรกิจหลักยังโตแกร่ง หนุนโบรกฯอัพเป้ากำไรปี 64 – 65 ทำ All Time High ต่อเนื่อง ชี้ Valuation ยังน่าสนใจ เหตุเทรด P/E ต่ำกว่าคู่แข่งในกลุ่มอาหาร

 

 

*** กลับเข้าเรดาร์ หลังงบ Q4/64 อาจดีเกินคาด

        หุ้น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU กลับเข้าสู่เรดาร์นักลงทุนอีกครั้ง หลังนักวิเคราะห์ในตลาดส่วนใหญ่ กลับมาทบทวนประมาณการกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 อีกครั้ง โดยมองว่า มีโอกาสสูง ที่กำไรสุทธิของ TU ในช่วงดังกล่าว จะเติบโตมากกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม 

       โดยการประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ของ TU รอบใหม่นี้ โบรกเกอร์ส่วนใหญ่คาดว่า กำไรสุทธิของ TU ในช่วงดังกล่าว จะเติบโตขึ้นทั้งเทียบปีก่อน (YoY) และ ไตรมาสก่อน (QoQ) แม้จะเป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจก็ตาม

 

 

*** เปิดสาเหตุงบ Q4/64 โตทั้ง YoY –QoQ แม้โลว์ซีซั่น

       บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบีเอสที ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ของ TU ไว้ที่ 1.9 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 34% จากปีก่อน และ เติบโตขึ้น 1% จากไตรมาสก่อน มีปัจจัยหนุนจากรายได้ธุรกิจอาหารแช่แข็ง กลับมาเติบโตในระดับสูงราว 15% จากการฟื้นตัวของภาคการบริโภค หลังการแพร่ระบาดโควิด-19 เริ่มคลี่คลาย

       นอกจากนี้ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ยังปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 18.5% ดีขึ้นทั้งเทียบปีก่อน และไตรมาสก่อน ตามทิศทางเงินบาทอ่อนค่า ประกอบกับ รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจาก Red Lobster น้อยลง แต่ได้ส่วนแบ่งกำไรของ RBF และ Avantifeed เข้ามาช่วยหนุน

       เช่นเดียวกับ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ที่มองว่า กำไรสุทธิไตรมาส 4/64 ของ TU มีแนวโน้มเติบโตขึ้น ทั้งเทียบปีก่อน และไตรมาสก่อน มีสาเหตุหลัก จากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป พลิกกลับมาเติบโตจากปีก่อน เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส จากราคาขายเฉลี่ย ที่ปรับสูงขึ้น

       ทั้งนี้ ยังมีภาวะเงินเฟ้อในสหรัฐฯ และ ยุโรป ที่ทำให้ TU สามารถปรับราคาขายสินค้า โดยเฉพาะกลุ่ม OEM ให้สูงขึ้นได้ ประกอบกับ เงินบาทที่อ่อนค่า เมื่อเทียบกับปีก่อน ทำให้ GPM ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูงที่ 18.2%  ประกอบกับ รับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจาก Red Lobster ลดลง 53% จากปีก่อน เหลือ 100 ล้านบาท

 

 

*** โบรกฯอัพเป้ากำไร คาดปี 65 ทำ All Time High

       บล.เคทีบีเอสที ระบุว่า ได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 64 และ 65 ของ TU ขึ้นจากเดิมอีก 5% และ 4% ตามลำดับ เป็น 8 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 29% จากปีก่อน และ 8.4 พันล้านบาท ทำสถิติกำไรสุทธิสูงสุดตลอดกาล (All Time High)เติบโตขึ้น 5% จากปีก่อน จากผลการดำเนินงานไตรมาส 4/64 ที่มีแนวโน้มสูงกว่าประมาณการเดิม

       ส่วนในปี 65 จะมีปัจจัยหนุนจากการเติบโตของธุรกิจหลักอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับ ส่วนแบ่งกำไรจากบริษัทร่วม อย่าง Red Lobster จะพลิกเป็นกำไร ขณะที่ Avantifeed มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากปีก่อน ส่วน RBF จะรับรู้กำไรสูงขึ้น เป็นผลจากการรับรู้เต็มปีครั้งแรก

       เช่นเดียวกับ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ที่มองว่า กำไรสุทธิปี 65 ของ TU จะทำ All Time High ต่อเนื่อง แม้เป็นปีที่ท้าทาย จากฐานกำไรปี 64 ที่อยู่ในระดับสูงมาก และยังมีปัจจัยกดดัน คือ ต้นทุนปลาทูน่าเริ่มสูงขึ้น โดยมีปัจจัยหนุน จากภาวะเงินเฟ้อ ที่ทำให้ TU สามารถปรับราคาขายในสหรัฐฯ และ ยุโรปได้ ประกอบกับ ราคาเนื้อหมู และไก่ จะทรงตัวสูง ทำให้ผู้บริโภคบางส่วน จะหันมาหาอาหารทะเลบรรจุกระป๋อง

       นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนการเติบโตเพิ่มเติม จากธุรกิจอาหารสัตว์ที่จะออกผลิตภัณฑ์ใหม่ และมีการขยายตลาดใหม่อย่างต่อเนื่อง หนุนให้ Product Mix โดยรวม มี GPM ที่สูงขึ้น ประกอบกับ ปัญหาการขนส่งทางเรือ จะเริ่มคลี่คลายลงในช่วงครึ่งหลังของปี 65 ประกอบกับ ยังมีอัพไซด์จากการทำ Synergy กับ RBF ในการเพิ่มประสิทธิภาพต้นทุนวัตถุดิบ

 

 

*** คาดต้นทุนทูน่าลดลง ก.พ.นี้ แต่ปรับราคาขายขึ้นแล้ว

       บล.เคทีบีเอสที ระบุว่า ราคาปลาทูน่า ซึ่งเป็นต้นทุนของ TU เริ่มปรับตัวขึ้น ตั้งแต่เดือน ต.ค.64 โดยปัจจุบัน ราคาอยู่ที่ 1.75 พันเหรียญ/ตัน เพิ่มขึ้น 35% นับตั้งแต่สิ้นเดือน ก.ย.64 โดยสาเหตุหลักเป็นเพราะสภาพอากาศที่เลวร้าย ส่งผลให้การจับปลายากขึ้น 

       ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ผู้บริหาร TU ประเมินว่า ราคาปลาทูน่า จะอ่อนตัวลงในช่วงเดือน ก.พ. – มี.ค.นี้ ตามสภาพอากาศที่เริ่มดีขึ้น ส่งผลให้การจับปลาทำได้ดีขึ้นด้วย อย่างไรก็ตาม TU ได้ทยอยปรับราคาขายขึ้นในกลุ่ม OEM และ ปัจจุบัน กำลังอยู่ระหว่างเจรจาปรับราคาขายในกลุ่ม Branded คาดเสร็จสิ้นในเดือน ก.พ.นี้ ซึ่งเพียงพอต่อต้นทุนที่สูงขึ้น

 

 

*** กูรูชี้หุ้นน่าสนใจ เหตุเทรด P/E ต่ำกว่าคู่แข่ง

       บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า มูลค่า (Valuation) ณ ปัจจุบันของ TU ยังมีความน่าสนใจ สะท้อนจากกำไรสุทธิปี 65 จะทำ All Time High ต่อเนื่อง ประกอบกับ ราคาหุ้นปัจจุบัน ซื้อขายบน P/E ปี 65 เพียง 11.9 เท่า ต่ำกว่าคู่แข่งในกลุ่มอาหารอย่าง CPF, GFPT และ TFG ที่เทรด P/E ปี 65 ที่ระดับ 15.2 เท่า, 14.5 เท่า และ 13.4 เท่า ตามลำดับ

       นอกจากนี้ ราคาหุ้นปัจจุบันยังมีอัพไซด์ค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับราคาเหมาะสมของเราที่ 26.50 บาท ประกอบกับ นักลงทุน ยังสามารถคาดหวังเงินปันผล งวดผลการดำเนินงานครึ่งหลังของปี 64 ได้อีกราว 0.45 บาท/หุ้น หรือ คิดเป็นอัตราผลตอบแทน (Dividend Yield) ระดับ 2.3% ขณะที่ปี 65 คาดจ่ายเงินปันผล 0.91 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield ระดับ 4.6%

 

 

*** ส่วนใหญ่แนะนำ"ซื้อ"

       จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังแนะนำซื้อ เนื่องจากมองว่าผลการดำเนินงานปี 65 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง จนกำไรสุทธิจะทำ All Time High ได้ติดต่ออีกปี ส่วนในระยะสั้น คาดรายงานกำไรสุทธิไตรมาส 4/64 สูงกว่าคาดการณ์เดิม ประกอบกับ ยังมีเงินปันผลงวดปี 64 เตรียมจ่ายอีก 0.45 บาท/หุ้น คิดเป็น Dividend Yield ระดับ 2.3%

 

บล. คำแนะนำ ราคาเหมาะสม (บ.)
ฟินันเซียฯ  ซื้อ 30
เคทีบีฯ ซื้อ 27
ทรีนีตี้ ซื้อ 27
หยวนต้า ซื้อ 26.50
ฟิลลิป ซื้อ 26
ราคาเฉลี่ย   27.30

 

       เดิมที นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่มองว่า กำไรสุทธิปี 64 ของ TU จะเป็นจุดพีค และหลังจากนั้น จะค่อยๆชะลอตัวลง แต่ภายใต้มุมมองใหม่ของโบรกเกอร์ ที่ประเมินว่า ธุรกิจหลักของ TU ยังคงเติบโตได้ต่อเนื่อง ประกอบกับ ส่วนแบ่งกำไรบริษัทร่วมปี65 มีแนวโน้มดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ยังคงเพียงพอทำให้กำไรปีนี้ ของ TU ทำจุดสูงสุดอีกปี...







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด