หุ้นเด่นวันนี้

TU สตอรี่หลั่งไหลเข้ามา...โบรกฯแห่อัพราคาเป้าหมาย!

TU สตอรี่หลั่งไหลเข้ามา...โบรกฯแห่อัพราคาเป้าหมาย!

TU ปิดซื้อขายเช้านี้บวก 0.92% สวนทาง SET ปิดลบ 9.56 จุด คาดรับปัจจัยหนุนเข้าซื้อหุ้น RBF สัดส่วน 10% มูลค่าราว 3 พันลบ. กูรูมองราคาซื้อถูก – หนุนเติบโตระยะยาว ปลายปีนี้ จ่อ Spin-Off บริษัทลูก ดันราคาพุ่ง จับตากำไรปี 64 – 65 ทำ All Time High ต่อเนื่อง โบรกฯส่วนใหญ่แห่อัพเป้าราคา
 

 *** ปิดเช้าบวก 0.92% หลังเข้าซื้อหุ้น RBF สัดส่วน 10%
 

ราคาหุ้น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU ช่วงเช้าวันนี้ (20 ก.ย.64) ดีดขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราคา 22.40 บาท ก่อนปิดซื้อขายภาคเช้าด้วยราคา 22 บาท เพิ่มขึ้น 0.2 บาท หรือ 0.92% มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 84.56% จาก 5 วันทำการก่อนหน้า 

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) ระบุสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น TU ปิดซื้อขายเช้านี้บวก 0.92% สวนทางดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ที่ปิดลบ 9.56 จุด หรือ -0.59% เนื่องจากกำลังได้รับปัจจัยหนุน จากการเข้าซื้อหุ้น RBF สัดส่วน 10% มูลค่า 3 พันล้านบาท ซึ่งจะทำให้ TU เพิ่มความแข็งแกร่งในผลิตภัณฑ์กลุ่ม Value-added ต่อไปได้

ขณะที่ บล.เคทีบีเอสที ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า TU เข้าซื้อหุ้น Big Lot ของ RBF ด้วยราคา 16 บาท/หุ้น ถือว่าเป็นราคาที่ไม่แพง เพราะราคาดังกล่าว ต่ำกว่าราคาในกระดานที่ปัจจุบันเคลื่อนไหวในกรอบ 19 -19.90 บาท/หุ้น ซึ่งคิดเป็น PER ปี 65 ที่ระดับ 22 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่ 26 เท่า 

อย่างไรก็ตาม ในเชิงสถานะการเงิน มองว่าดีลนี้จะไม่กระทบต่อ TU อย่างมีนัยสำคัญ เพราะการเข้าถือหุ้นเพียง 10% จะทำให้ปี 65 ทาง TU รับรู้เงินปันผลจาก RBF ราว 60 - 70 ล้านบาท โดยหากตั้งสมมติฐานการกู้ยืมเงินมาซื้อหุ้นดังกล่าว คิดอัตราดอกเบี้ยที่ 3% จะทำให้ TU มีดอกเบี้ยจ่ายต่อปี เพิ่มขึ้นราว 100 ล้านบาท เท่านั้น
 

*** ธุรกิจอาหารแช่แข็งฟื้น ดันกำไร Q3/64 โตต่อเนื่อง
 

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 ของ TU มีแนวโน้มเติบโตจากปีก่อนต่อเนื่อง แม้ฐานกำไรสุทธิช่วงเดียวกันของปีก่อนจะสูงถึง 2 พันล้านบาทก็ตาม เนื่องจากมีปัจจัยสนับสนุน หลังธุรกิจอาหารแช่แข็ง (Frozen) ฟื้นตัวได้อย่างโดดเด่น ตามการกลับมาเปิดให้บริการของร้านอาหารในประเทศสหรัฐฯ และทวีปยุโรป

นอกจากนี้ ส่วนแบ่งกำไรจาก Red Lobster (RL) ยังฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง หลังมีการปรับโครงสร้างธุรกิจครั้งใหญ่ ประกอบกับ ได้รับปัจจัยหนุนจากเงินบาทที่อ่อนค่าลงแตะ 33.50 บาท/ดอลลาร์ ในช่วงไตรมาส 3/64 อีกด้วย

สอดคล้องกับ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ที่มองว่า กำไรสุทธิไตรมาส 3/64 ของ TU มีแนวโน้มเติบโตขึ้นจากปีก่อน แม้จะมีฐานกำไรสุทธิ สูงระดับ 2 พันล้านบาท ในปี 63 แต่ปีนี้ มีปัจจัยหนุน จากเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งจะส่งผลบวกต่อยอดขาย และ อัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ของ TU เพิ่มขึ้น รวมถึงการขาดทุนของ RL ที่อาจน้อยกว่าคาด ประกอบกับ ธุรกิจอาหารแช่แข็ง และ ธุรกิจดูแลสัตว์เลี้ยงฟื้นตัวอย่างมีนัยสำคัญ
 

*** Q4/64 จ่อดัน TFM เข้าตลาดหุ้น ส่วน i-Tail คาด Q3/65
 

บล.โนมูระ พัฒนสิน ระบุว่า TU พยายามปลดล็อกมูลค่าหุ้น ด้วยการนำบริษัทในเครือ ที่มีมูลค่าซ่อนอยู่ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) โดยช่วงไตรมาส 4/64 ทาง TU จะนำ TFM บริษัทในเครือ ที่ประกอบธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ เช่นอาหารกุ้ง ประเดิมเข้าเทรดในตลาดหุ้นไทย และ ช่วงไตรมาส 3/65 คาดว่า จะนำ i-Tail ผู้ผลิตอาหารแมว และสุนัข เข้าทดทะเบียนในตลท.สำเร็จ

ด้าน บล.กรุงศรี ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า TFM เป็นหนึ่งในผู้ผลิตอาหารสัตว์น้ำชั้นนำในไทย มีรายได้ในปี 63 ที่ 4.2 พันล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิที่ 9% สูงกว่า TU ที่อยู่ในระดับ 4 - 5% โดยการเติบโตในอนาคตของ TFM คือเน้นขยายธุรกิจไปในประเทศอินโดนีเซีย ผ่าน PT MSK (ผู้ผลิตอาหารแช่แข็งในอินโดนีเซีย) 

ทั้งนี้ คาดว่า TU จะได้รับเงินราว 2.7 - 3 พันล้านบาท จากการขายหุ้น IPO ของ TFM และจะบันทึกกำไรพิเศษจากรายการดังกล่าว ประมาณ 255 - 288 ล้านบาท ในช่วงไตรมาส 4/64

ส่วน การนำ i-Tail เข้าจดทะเบียนใน ตลท.ในไตรมาส 3/65 จะทำให้ราคาหุ้น TU มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 3.2 – 4.2 บาท/หุ้น โดยมีปัจจัยหนุน จากศักยภาพในการเติบโตของ i-Tail ในระดับ 10% ต่อปี และ อัตรากำไรสุทธิที่สูงถึง 15% โดยในปี 63 การดำเนินงาน Pet Care สร้างรายได้และกำไรสุทธิ 6.9 พันล้านบาท และ 1 พันล้านบาท ตามลำดับ และคาดว่า TU จะได้รับเงินสดจากการขายหุ้น IPO ของ i-Tail ประมาณ 8.4 - 9.2 พันล้านบาท

ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองว่า การที่ TU นำ 2 บริษัทในเครือดังกล่าว เข้าจดทะเบียนใน ตลท. จะทำให้ผลประกอบการของ TU แข็งแกร่งมากขึ้น เนื่องจากทั้ง TFM และ i-Tail มีโครงสร้างกำไรสุทธิที่มีความผันผวนน้อย และมีพัฒนาการของอัตรากำไรที่ดีกว่า TU โดยเฉพาะธุรกิจ Pet Care ที่มีอัตรากำไรขั้นต้นสูงถึง 26 - 28%
 

*** จับตากำไรปี 64 - 65 ทำ All Time High ต่อเนื่อง
 

บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินกำไรสุทธิปี 64 และ 65 ของ TU ไว้ที่ 7.5 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 20% จากปีก่อน และ 7.85 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 4.5% จากปีก่อน ทำสถิติกำไรสุทธิสูงสุดใหม่ตลอดกาล (All Time High) ของบริษัท 2 ปีต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยหนุนจากการเติบโตของทุกธุรกิจในกลุ่ม โดยเฉพาะในกลุ่ม Pet Care ที่เรามองว่า เป็นกุญแจหลัก หนุนการเติบโตที่สำคัญในช่วง 3 ปีจากนี้

ขณะที่ บล.เอเซีย พลัส ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า อุตสาหกรรม Pet Care ในปี 63 มีมูลค่าสูงถึง 1.45 แสนล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 4.7 ล้านล้านบาท) และมีแนวโน้มเติบโตขึ้น 4 - 5% ต่อปี จนถึงปี 69 คาดมีมูลค่า 1.9 แสนล้านดอลลาร์ฯ (ประมาณ 6.2 ล้านล้านบาท) ซึ่งเป็นตลาดที่ใหญ่มากเมื่อเทียบกับรายได้ของ i-Tail ที่มีสัดส่วนเพียง 0.3% ของอุตสาหกรรม

ทั้งนี้ มองว่า i-Tail ยังมีโอกาสเติบโตต่อเนื่องในอนาคต จากมูลค่าตลาดที่อยู่ในระดับสูง ประกอบกับ ตลาด Pet Care ขนาดใหญ่ อย่างประเทศจีน หรือ ทวีปอเมริกาใต้ ยังเป็นตลาดที่ i-Tail ยังเข้าไปทำการตลาดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มรายได้จากตลาดดังกล่าวได้อีกในอนาคต

โดย นักวิเคราะห์อีก 2 ราย ประเมินกำไรสุทธิปี 64 - 65 ของ TU ไว้ดังนี้

บล.   กำไรสุทธิปี64 (ลบ.)  %chg. YoY กำไรสุทธิปี65(ลบ.)  %chg. YoY
โนมูระฯ  7,494 19.94 7,699 2.73
ฟินันเซียฯ  7,447 19.21 7,630 2.45


*** โบรกฯ ส่วนใหญ่แนะนำ"ซื้อ" – อัพราคาเป้าหมาย
 

จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่แนะนำ"ซื้อ" พร้อมปรับราคาเหมาะสมของ TU ขึ้นด้วย เนื่องจากมองว่า กำไรสุทธิระยะสั้นในช่วงไตรมาส 3/64 ยังคงเติบโตจากปีก่อนที่มีฐานกำไรสุทธิสูงถึง 2 พันล้านบาท ขณะที่ในช่วงปลายปีนี้ ยังมีการนำบริษัทลูกเข้าจดทะเบียนในตลท. ซึ่งจะทำให้มูลค่าหุ้นของ TU เพิ่มขึ้นอีก
 

บล. คำแนะนำ ราคาเหมาะสมใหม่ (บ.) ราคาเหมาะสมเดิม (บ.)
ฟินันเซียฯ  ซื้อ     30.00 25.00
เคทีบีฯ ซื้อ     29.00 25.00
ฟิลลิป   ซื้อ     27.00  27.00 
หยวนต้า ซื้อ     26.50  25.00
กรุงศรี  ถือ     22.60 22.40
ราคาเฉลี่ย 27.02 24.88

เดิมที TU เป็นหนึ่งในบริษัทที่ราคาหุ้นเริ่มมี Valuation ตึงตัวแล้ว แต่หลังจากที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ ทยอยปรับราคาเหมาะสมของ TU ขึ้นใหม่ ส่งผลให้ราคาหุ้นที่ซื้อขาย ณ ปัจจุบัน มีอัพไซด์เพิ่มเป็น 22.81% เมื่อเทียบกับราคาเหมาะสมเฉลี่ยของนักวิเคราะห์ ขณะที่ปัจจัยหนุนราคาหุ้นในระยะสั้น ที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ คือ การประกาศงบการเงินไตรมาส 3/64 และ การนำ TFM เข้าตลาดหุ้นในช่วงไตรมาส 4/64 ...







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด