เช้านี้ DELTA บวกสูงสุด 3.8% หลังนักลงทุนคาดหวังหุ้นแตกพาร์เพิ่ม Free Float ขณะที่ โบรกเกอร์ส่วนใหญ่มองผลการดำเนินงานยังโตต่อได้หลังคำสั่งซื้อ EV – Data Center ยังแน่น คาดดันกำไรปี 66 ทำนิวไฮต่อ แต่ติง Valuation หุ้น แพงเกินจริง เสี่ยงถูกถล่มขายหนักกว่ากลุ่ม หากกำไรไม่เป็นตามคาด
*** บวกสูงสุด 3.8% รับกระแสข่าวจ่อแตกพาร์
ราคาหุ้น บมจ.เดลต้า อีเลคโทรนิคส์ (ประเทศไทย) หรือ DELTA ช่วงเช้าวันนี้ (18 ม.ค.66) ดีดขึ้นไปทำจุดสูงสุดที่ราคา 874 บาท เพิ่มขึ้น 3.8% จากวันทำการก่อนหน้า ก่อนปิดซื้อขายภาคเช้าด้วยราคา 854 บาท เพิ่มขึ้น 12 บาท หรือ 1.43% มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 83.93% จาก 5 วันทำการก่อนหน้า
บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน ระบุสาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น DELTA เช้านี้ ปรับตัวขึ้นสูงสุด 3.8% เนื่องจากมีความเป็นไปได้ที่นักลงทุนจะคาดหวังในเรื่องของการแตกพาร์ แต่จะมีการแตกพาร์จริงหรือไม่ขึ้นกับมุมมองของผู้บริหารฯ ซึ่งต้องติดตามการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น DELTA ว่าจะมีผู้ถือหุ้นสอบถามในประเด็นนี้หรือไม่
หากมีการแตกพาร์ ก็มีความเป็นไปได้ทั้งหมด ไม่ว่าจะปรับเป็นราคาพาร์ 10 สตางค์ ก็จะทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงมาอยู่ราว 80 บาท/หุ้น หรือแตกพาร์เป็น 25 สตางค์, 50 สตางค์ ซึ่งไม่ว่าพาร์จะลงมาเป็นเท่าไหร่ ก็จะส่งผลทำให้นักลงทุนรายย่อยสามารถเข้ามาถือหุ้นได้ง่ายขึ้นจากการเพิ่มฟรีโฟลท (Free Float) ในตลาด
*** กูรูคาดงบ Q4/65 ยังโต YoY แรง
บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ประเมินกำไรปกติไตรมาส 4/65 ของ DELTA ไว้ที่ 3.6 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 89% จากปีก่อน มีปัจจัยหนุนจากยอดขายที่เติบโต โดยเฉพาะกลุ่ม Data Center และอัตรากำไรขั้นต้น (GPM) ที่ขยายตัวดีขึ้น คาดไว้ที่ระดับ 22.8% เพิ่มขึ้นจากปีก่อน 267 bps จากเงินบาทเทียบดอลลาร์อ่อนค่าลง 9% จากปีก่อน
สอดคล้องกับ บล.เอเซีย พลัส ที่ประเมินกำไรปกติไตรมาส 4/65 ของ DELTA ไว้ที่ 4 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 91% จากปีก่อน มีปัจจัยหนุนจากรายได้ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งเทียบปีก่อน และไตรมาสก่อน 40% และ 4% ตามลำดับ ขยับมาอยู่ที่ 3.3 หมื่นล้านบาท โดยคาดรายได้รวมเป็นเงินดอลลาร์จะอยู่ที่ 900 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 29% จากปีก่อน และ 5% จากไตรมาสก่อน
สาเหตุหลักเป็นเพราะยอดคำสั่งซื้อชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า, ศูนย์จัดเก็บข้อมูล และโทรคมนาคม เติบโตต่อเนื่อง โดยคาดอัตรากำไรขั้นต้นจะเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 23.4% จากการทำ Product mix ที่ดีขึ้น, ปัญหาวัตถุดิบทยอยคลี่คลายดีขึ้น และการประหยัดต่อขนาด ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าเงินบาทไตรมาส 4/65 แข็งค่าขึ้น 0.2% จากไตรมาสก่อน
*** กำไร Q1/66 ทรงตัว วัตถุดิบขาดกดดัน
บล.โนมูระ พัฒนสิน ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1/66 ของ DELTA ไว้ที่ 3.15 พันล้านบาท เติบโตขึ้น 13% จากปีก่อน แต่ลดลง 22% จากไตรมาสก่อน โดยสาระสำคัญ คือ ยอดขายยังเพิ่มขึ้น 15% จากปีก่อน แต่จะลดลง 11% จากไตรมาสก่อน ตามฤดูกาล สะท้อนให้เห็นจากยอดขาย Data Center เป็นหลัก
เช่นเดียวกับ ยอดขายกลุ่มสินค้ารถยนต์ไฟฟ้าที่จะเพิ่มขึ้นจากปีก่อน แต่ลดลงจากไตรมาสก่อน โดย DELTA คาดเร่งหาวัตถุดิบเข้ามาได้ แม้สถานการณ์เซมิคอนดักเตอร์แบบ MOSFET และ Silicon carbine ยังขาดแคลน และมีระยะเวลาสั่งซื้อ 48 – 50 สัปดาห์
นอกจากนี้ คาดว่า GPM จะลดลงจากไตรมาสก่อน เพราะค่าเงินบาทช่วงไตรมาส 1/66 คาดอยู่ที่ระดับ 33.5 – 34 บาท/ดอลลาร์ ต่ำกว่าไตรมาสก่อนที่อยู่ในระดับ 36.9 บาท/ดอลลาร์
ขณะที่ บล.บัวหลวง ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ความท้าทายสำหรับผลการดำเนินงานต้นปี 66 ของ DELTA ยังเป็นปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน ซึ่งคาดจะยืดเยื้อต่อในปีนี้ ทั้งนี้ DELTA ได้เพิ่มสัดส่วนการจัดหาวัตถุดิบในประเทศขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ระดับ 30% สู่ระดับ 50% ในช่วงต้นปี 66 เพื่อชดเชยปัญหาดังกล่าว
*** กูรูยังมั่นใจกำไรปีนี้ทำนิวไฮต่อ
บล.เอเซีย พลัส ประเมินว่า ผลการดำเนินงานปีนี้ของ DELTA ยังมีแนวโน้มเติบโต และทำสถิติสูงสุดใหม่เป็นประวัติการณ์ (นิวไฮ) ของบริษัทได้อย่างต่อเนื่อง โดยประเมินกำไรสุทธิปี 66 ไว้ที่ 1.64 หมื่นล้านบาท เติบโตขึ้น 6% จากปีก่อน มีปัจจัยหนุนจากรายได้ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้น 13% จากปีก่อน จากลูกค้าในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าเป็นหลัก
ทั้งนี้ DELTA ตั้งเป้าหมายรายได้รวมปี 66 เติบโตขึ้น 10 – 20% จากปีก่อน หลังขยายโรงงานรองรับแนวโน้มคำสั่งซื้อในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า และศูนย์จัดเก็บข้อมูลไว้แล้ว ซึ่งคาดจะเริ่มดำเนินการผลิตในส่วนดังกล่าวได้ในช่วงครึ่งหลังของปี 66 ขณะที่ เป้าหมาย Gross margin ปีนี้ยังทรงตัวใกล้เคียงปีก่อนที่ระดับ 23 – 24%
ขณะที่ นักวิเคราะห์อีก 2 ราย ประเมินกำไรสุทธิปี 66 ของ DELTA ไว้ดังนี้
| บล. | กำไรสุทธิปี 66 (ลบ.) | %chg YoY |
| บัวหลวง | 17,300 | 14 |
| โนมูระฯ | 16,196 | 7 |
*** แต่โบรกฯชี้ Valuation แพงเกินไป
บล.เอเซีย พลัส ระบุว่า แม้กำไรสุทธิของ DELTA จะมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องถึงปี 67 เป็นอย่างน้อย แต่มูลค่า (Valuation) หุ้นที่ซื้อขาย ณ ปัจจุบัน แพงมาก สะท้อนจาก PBV ปี 66 ที่สูงถึง 14 เท่า ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี อย่างมีนัยสำคัญ จึงยังคงแนะนำ"ขาย"
เช่นเดียวกับ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) ที่ระบุว่ายังแนะนำ"ขาย" แม้ผลการดำเนินงานยังเติบโตได้ดี เพราะได้รับผลกระทบ Recession น้อยกว่ากลุ่ม แต่ในเชิง Valuation หุ้น อยู่ในระดับที่สูงผิดปกติ และแพงมากแล้ว เมื่อประกอบกับ Global Recession ที่คาดจะเกิดในช่วงครึ่งแรกของปี 66 และด้วยราคาที่แพงของ DELTA ทำให้หุ้นมีโอกาสเจอแรงขายได้มากกว่ากลุ่ม หากผลการดำเนินงานไม่เป็นอย่างที่คาดหวัง
*** ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ"ขาย"
จากการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำ"ขาย" แม้ผลการดำเนินงานของ DELTA ยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องก็ตาม แต่ยังติดตรงปัญหามูลค่าหุ้นที่ดูจะแพงเกินจริง ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่หุ้นจะถูกแรงขายอย่างหนัก หากผลการดำเนินงานไม่เป็นไปตามที่คาดหวังของตลาด
| บล. | คำแนะนำ | ราคาเหมาะสม (บ.) |
| บัวหลวง | ถือ | 700.00 |
| หยวนต้า | ขาย | 610.00 |
| ธนชาต | ขาย | 538.00 |
| ทิสโก้ | ขาย | 551.00 |
| เอเชีย พลัส | ขาย | 440.00 |
| ราคาเฉลี่ย | 567.80 |
ถ้าพูดถึง DELTA นักลงทุนหลายคนคงเลิกสนใจเรื่องอัพไซด์หุ้นไปนานแล้ว เพราะตั้งแต่ราคาหุ้นปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงช่วงปี 63 ราคาหุ้นที่ซื้อขายของ DELTA ก็เกินมูลค่าพื้นฐานที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้มาโดยตลอด ดังนั้น จึงทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ตื่นเต้นกับกระแสข่าวแตกพาร์หุ้นของ DELTA มากกว่าผลการดำเนินงานที่มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องเสียอีก ...