สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นเด่นวันนี้

| 25 มิถุนายน 2561 | 13:34

AH หวั่นทรัมป์อัดภาษีรถยุโรป โบรกฯ มองสวนเป็นโอกาสซื้อ

AH หวั่นทรัมป์อัดภาษีรถยุโรป โบรกฯ มองสวนเป็นโอกาสซื้อ

    AH ดิ่งทำจุดต่ำสุดรอบ 1 เดือน หลังฐานการผลิตในยุโรปอาจได้รับผลกระทบจากทรัมป์ขู่เก็บภาษีนำเข้าเร็วกว่าเดิม โบรกฯ แนะเป็นโอกาสซื้อหลังประเมินผลกระทบน้อย คาดปีนี้กำไรยังนิวไฮต่อเนื่อง แต่ระวังบริษัทเริ่มทยอยขายหุ้นซื้อคืนอาจกดดันราคาหุ้น

    ราคาหุ้น บมจ.อาปิโก ไฮเทค(AH) ร่วงแรงทำจุดต่ำสุดรอบกว่า 1 เดือนในช่วงเช้าของวันนี้ที่ 34.25 บาท ก่อนปิดตลาดช่วงเช้าที่ 35.75 บาท ลดลง 0.50 บาท หรือ 1.38%  ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้น 189.27% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า

    AH ก่อตั้งเมื่อปี 2539 ปัจจุบันดำเนินธุรกิจออกแบบผลิตและติดตั้งชิ้นส่วนรถยนต์ ออกแบบและผลิตอุปกรณ์แม่พิมพ์ปั๊มโลหะและผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ มีกลุ่มลูกค้าหลักคือ เจนเนอรัลมอเตอร์ส ฟอร์ด โฟล์คสวาเกน ซูซุกิ ฮุนได โตโยต้า และนิสสัน ปัจจุบันลงทุนผ่านบริษัทย่อยและบริษัทร่วมในไทย 28 บริษัท และต่างประเทศ 8 บริษัทซึ่งมีฐานการผลิตในอเมริกาเหนือ จีน ยุโรป และอินเดีย

    ในปี 60 มีสัดส่วนรายได้มาจาก ธุรกิจผลิตชิ้นส่วนรถยนต์ 60.7% จำหน่ายรถยนต์และศูนย์บริการ 37% ออกแบบผลิตและติดตั้งอุปกรณ์จับยึด 0.1% ระบบนำร่องการเดินทาง 0.1% และรายได้อื่นๆ 2.1%

    AH เคยมีกำไรสุทธิสูงถึง 917.22 ล้านบาทในปี 55 จากนโยบายรถคันแรก และเงินประกันจากเหตุการณ์น้ำท่วมโรงงานในปี 54 ก่อนปรับตัวลดลงต่อเนื่องในปี 56 - 58 ที่ 610.71 ล้านบาท 366.96 ล้านบาทและ 313.07 ล้านบาทตามลำดับ 

    อย่างไรก็ดีกำไรสุทธิ AH เริ่มฟื้นตัวอย่างเด่นชัดในปี 59 - 60 มาที่ 543.09 ล้านบาท และ 1,157.61 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 1/61 ทำกำไรสุทธิไปได้ที่ 397.06 ล้านบาท ทำให้ราคาหุ้นขึ้นไปทำจุดสูงสุดตั้งแต่เข้าซื้อขายในวันที่ 22 พ.ค. 61 ที่ 40 บาท ก่อนราคาหุ้นจะอ่อนตัวลงมา

    ล่าสุดราคาหุ้น AH ปรับตัวลงแรงทำจุดต่ำสุดรอบ 1 เดือนกว่า จากนโยบายเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากยุโรปที่คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือนนี้จากเดิมภายในก.พ.62 ซึ่งจะเก็บภาษีสูงถึง 20% จากเดิมที่เพียง 2.5% 

    หุ้นกลุ่มยานยนต์วันนี้ปรับตัวลง โดยเฉพาะ AH ที่มีฐานการผลิตส่วนหนึ่งในยุโรป หลังจากที่กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า นโยบายเก็บภาษีนำเข้ารถยนต์จากยุโรปของนายโดนัลด์ ทรัมป์จะได้ข้อสรุปภายใน 2 เดือนนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะใช้เวลาถึงก.พ.62 ซึ่งหากผลออกมาว่าสหรัฐฯเสียเปรียบยุโรปจริงจะเพิ่มภาษีนำเข้ารถยนต์จากยุโรปให้สูงถึง 20% จากเดิมที่เพียง 2.5% 

    อย่างไรก็ดีบล.ฟินันเซียไซรัส กลับมองว่าแม้ประเด็นดังกล่าวจะส่งผลกระทบต่อบรรยกาศการลงทุนทำให้ราคาปรับลดลงทันที แต่ผลกระทบในแง่พื้นฐานบริษัทจะไม่มาก เนื่องจาก AH มีสัดส่วนรายได้จากฐานการผลิตในยุโรปน้อย ซึ่งส่วนใหญ่จะเน้นฐานการผลิตในไทย และคาดว่าแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/61 จะทำได้สูงกว่ากลุ่มด้วย ขณะนี้จึงเป็นโอกาสซื้อ ให้ราคาเป้าหมายที่ 47 บาท 

    นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่ายอดผลิตรถยนต์ในปีนี้จะเติบโต 5.5 - 6% จากการฟื้นตัวทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะหนุนให้กำไรสุทธิในปีนี้ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องที่ 1,255 ล้านบาท ขณะที่การร่วมทุนตั้งโรงงานในเวียดนามที่จะเริ่มผลิตในปี 62 จะหนุนการเติบโตในระยะยาว  

    บล.หยวนต้า เผยได้เลือก AH เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มยานยนต์ เนื่องจากได้รับผลบวกจากอุตสาหกรรมที่เริ่มปรับตัวขึ้น และยังมีการรับรู้ดอกเบี้ยและส่วนแบ่งกำไรจากการร่วมทุนกับพันธมิตร SGAH เป็นปีแรก และยังมีอัพไซด์จากการร่วมทุนตั้งโรงงานในเวียดนาม ซึ่งยังไม่ได้รวมในประมาณการ

    โดยล่าสุดยอดผลิตรถยนต์ในเดือนพ.ค.61 เพิ่มขึ้น 14% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งจะเข้ามาหนุนผลประกอบการในไตรมาส 2/61 แบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก 102,810 คัน โต 18% จากช่วงเดียวปีก่อน และในประเทศ 90,320 คัน โต 10% จากช่วงเดียวกันปีก่อน ขณะที่ทั้งปีคาดยอดผลิตรถยนต์จะเติบโต 6% จากปีก่อน   เป็น 2.1 ล้านคัน จากยอดผลิต 5 เดือนแรกของปีนี้ที่ทำได้ 867,599 คัน โต 12% จากปีก่อน

    ให้คำแนะนำ "มากกว่าตลาด" ราคาเหมาะสมปี 61 ที่ 44.40 บาท 

    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เปิดเผยว่าจากแนวโน้มยอดผลิตรถยนต์ในปี 61 ที่จะสูงขึ้น 5.5% เป็น 2.1 ล้านคัน จากแรงหนุนตลาดในประเทศและตลาดส่งออกที่ฟื้นตัว โดยเฉพาะในไตรมาส 2 - 4/61 และผลจากการเข้าลงทุนใน Sakthi Global Auto Holdings Limited (SGAH) ที่ให้ดอกเบี้ยรับถึงปีละ 10 ล้านดอลลาร์/ปี และส่วนแบ่งกำไรจากเงินลงทุน 25.1% จะทำให้ผลประกอบการปีนี้จะมีกำไรสุทธิ 1,255 ล้านบาทโต 8% ทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องจากปีก่อน

    ขณะที่การร่วมทุนกับบริษัท วินฟาสท์ เทรดดิ้ง แอนด์ โปรดักชั่น เมื่อวันที่ 12 มิ.ย.61 เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตตัวถังรถยนค์ในประเทศเวียดนาม มูลค่า 1.8 พันล้านบาท สำหรับรถยนต์ 2 รุ่นแรกของวินฟาสท์ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในไตรมาส 3/62 เมื่อรวมกับการเข้าถือหุ้น SGAH จะทำให้ AH มีฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ทั่วโลก เสริมการเติบโตในระยะยาว

    โดยคาดว่าการร่วมทุนครั้งนี้ AH จะไม่ต้องเพิ่มทุนเนื่องจากปัจจุบันมีสัดส่วนหนี้สินต่อทุนสุทธิ(D/E)ที่ต่ำเพียง 0.53 เท่า 

    แนะนำ "ซื้อ" ที่ราคาเป้าหมาย 43 บาท บนฐาน P/E เท่ากับ 11 เท่า 

    อย่างไรก็ดียังต้องจับตาประเด็นการขายหุ้นที่บริษัทเคยซื้อคืนไปเมื่อ 15 มี.ค. 59 - 14 ก.ย. 59 จำนวนถึง 6,007,700 หุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 12.6 บาท ซึ่งบริษัทเริ่มทยอยขายครั้งแรกไปแล้วเมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 61

    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุเพิ่มเติมว่า ความเสี่ยงของ AH ที่ต้องจับตาในขณะนี้คือ บริษัทเริ่มทยอยจำหน่ายหุ้นที่เคยซื้อคืนไปเมื่อ 15 มี.ค. 59 - 14 ก.ย. 59 จำนวน 6,007,700 หุ้น มูลค่า 75,711,690 บาท หรือราคาเฉลี่ย 12.6 บาท ออกมาแล้วครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 มิ.ย.61 เป็นจำนวน 25,000 หุ้น ที่ราคา 37.50 - 39 บาท คิดเป็นมูลค่ารวม 962,500 บาท

    ซึ่งจะทำให้บริษัทเหลือหุ้นที่ต้องจำหน่ายอีกถึง 5,982,700 ล้านหุ้น  โดยมีวันครบกำหนดระยะเวลาจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนใน 13 ก.ย. 62 

    ประเด็นทรัมป์จ่อเก็บภาษีรถยุโรปเพิ่ม อาจไม่ใช่สิ่งที่น่ากังวล เนื่องจาก AH แม้จะมีฐานการผลิตในยุโรปแต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อยมาก อีกทั้งการปรับขึ้นภาษีก็ยังไม่ชัดเจนว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่สิ่งที่ต้องระวังคือการเริ่มขายหุ้นที่เคยซื้อคืน ที่อาจเป็นปัจจัยกดดันราคาหุ้นได้

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด