หุ้นเด่นวันนี้

BEAUTY สุดทนตั้งโต๊ะแถลง 4 ก.ค. นี้ จับตาหุ้นลงสุดหรือยัง?

BEAUTY สุดทนตั้งโต๊ะแถลง 4 ก.ค. นี้  จับตาหุ้นลงสุดหรือยัง?

    BEAUTY ดิ่งต่อเนื่องทำนิวโลว์รอบ 11 เดือน กังวลกำไรโตชะลอ แถมโดนหางเลขจากสงครามการค้า ฟากผู้บริหารเตรียมตั้งโต๊ะแถลง 4 ก.ค. นี้ ขณะที่โบรกฯ จ่อหั่นประมาณการกำไร จับตาหุ้นลงสุดหรือยัง หลังร่วงกว่า 50% ใน 2 เดือน

    ราคาหุ้น บมจ.บิวตี้ คอมมูนิตี้ (BEAUTY) ปรับตัวลงต่อเนื่อง หลังจากขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ 23.70 บาท เมื่อเดือน เม.ย.ที่ผ่านมา ล่าสุดร่วงแตะ 11.30 บาท ในการซื้อขายภาคเช้า ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 11 เดือน ก่อนปิดภาคเช้าพลิกบวก 0.20 บาท ปิดที่ 12.30 บาท ด้วยมูลค่าการซื้อขายสูงสุดเป็นอันดับ 1 ที่ 1,661 ล้านบาท

    BEAUTY ประกอบธุรกิจค้าปลีกผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางและบำรุงผิว ภายใต้ 5 แนวคิด ได้แก่ บิวตี้บุฟเฟต์ , บิวตี้คอทเทจ , บิวตี้มาร์เก็ต , เมด อิน เนเจอร์ และบิวตี้พลาซ่า ณ สิ้นไตรมาส 1/61 มีสาขาภายในประเทศไทยรวมทั้งหมด 364 สาขา และสาขาในต่างประเทศ ได้แก่ ฟิลิปปินส์, เวียดนาม รวม 16 สาขา

    BEAUTY จัดเป็น Growth Stock ตัวจริง นับตั้งแต่เข้าซื้อขายเมื่อเดือน ธ.ค. 55 ที่ราคา IPO 8 บาท (พาร์ 1 บาท) หรือ 0.80 บาท (ที่พาร์ปัจจุบัน 0.10 บาท) ขึ้นมาทำจุดสูงสุดตั้งแต่เข้าซื้อขายที่ 23.70 บาท ในเดือนเม.ย. 61 คิดเป็นการเติบโตถึง 2,862% ภายใน 5 ปี 5 เดือน สอดคล้องกับการเติบโตของกำไรสุทธิที่ทำจุดสูงสุดต่อเนื่องทุกปีตั้งแต่ปี 55 ที่มีกำไรสุทธิเพียง 173.70 ล้านบาท มาเป็น 1,229.32 ล้านบาทในปี 60

    BEAUTY ถือหุ้นใหญ่โดย กลุ่ม"นายสุวิน ไกรภูเบศ" ที่ทยอยขายบิ๊กล็อตให้กองทุนต่อเนื่อง ส่งผลให้สัดส่วนการถือหุ้นล่าสุดลดลงเหลือราว 21% จาก 70% ในช่วงปี 55 ที่เพิ่งเข้าซื้อขาย

    หลังจาก BEAUTY แจ้งผลการดำเนินงานไตรมาส 1/61 มีกำไรสุทธิ 282.41 ล้านบาท แม้จะเติบโต 41.45% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่เป็นการเติบโตที่ชะลอตัว เมื่อเทียบกับในอดีตที่เคยเติบโตสูงถึง 50 - 130% สวนทางความคาดหวัง และ P/E ที่สูงถึง 52 เท่าในขณะนั้น ทำให้ราคาหุ้นปรับตัวลงอย่างรุนแรงมาซื้อขายต่ำกว่า 20 บาททันที

    ล่าสุดหุ้น BEAUTY ร่วงทำจุดต่ำสุดรอบ 11 เดือนที่11.30 บาท หรือลดลงกว่า 50% จากจุดสูงสุดที่ 23.70 บาท ภายในเวลาเพียง 2 เดือน จึงเริ่มมีแรงซื้อกลับ พร้อมกับคำถามว่าราคานี้ต่ำสุดหรือยัง? 

    สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ มองว่าสาเหตุหลักที่ทำให้หุ้น BEAUTY ปรับลดลงต่อเนื่อง มาจากความกังวลแนวโน้มผลงานในไตรมาส 2/61 ที่อาจทำได้เพียงทรงตัวจากไตรมาสแรกและเติบโตเป็นเลขหลักเดียวเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน อีกทั้งยังเกิดการถูกฟอร์ซเซลของนักลงทุน

    บล.ฟินันเซีย ไซรัส ระบุว่า หลังราคาหุ้น BEAUTY ทรุดลงอย่างหนัก จากการตรวจสอบรายชื่อผู้ถือหุ้น กลับไม่พบการขายออกของนักลงทุนสถาบันอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้นจึงคาดว่าจะมาจาก 2 ปัจจัยหลักคือ 1.แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/61 ที่อาจไม่โดดเด่นหากเทียบกับไตรมาส 1/61 ที่มีกำไสุทธิ 282.41 ล้านบาท 2.คาดว่าเป็นผลจากการถูก ฟอร์ซเซล(Force sell)ทั้งในส่วนของหุ้นและ Single Stock Futures โดยสังเกตจากยอด SBL และปริมาณการซื้อขายใน BEAUTYU18 ที่เร่งตัวขึ้นมากในเดือน มิ.ย. 61

    ด้านบล.เคทีบี ระบุว่า ราคาหุ้นที่ปรับลงมาจากข่าวลือผลประกอบการไตรมาส 2/61 มีโอกาสเติบโตเป็นตัวเลขหลักเดียว จากช่วงเดียวกันปีก่อนและทรงตัวจากไตรมาส 1/61 เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัญหาเรื่อง อ.ย. ส่งผลให้ผู้บริโภคชะลอการซื้อเครื่องสำอาง อีกทั้ง Trade War จะส่งผลให้รายได้จากจีน ในส่วน  Cross-bordered e -commerce ชะลอตัว และรายได้จากนักท่องเที่ยวจีนลดลง  

    เรามีมุมมองเป็นกลางกับข่าวลือข้างต้น ซึ่งจากการสอบถามไปยังผู้บริหารของ BEAUTY ผู้บริหารยืนยันว่าทาง BEAUTY ไม่ได้รับผลกระทบจากเรื่อง อ.ย. เนื่องจากทาง Supplier ของ BEAUTY ทุกรายได้รับ อ.ย. 

    สำหรับกรณี Trade War ทางผู้บริหารมองว่า BEAUTY ไม่ได้รับผลกระทบ เนื่องจาก Distributor แต่ละรายของจีน ซึ่งปัจจุบันมีจำนวน 3 รายครอบคลุม cross-bordered e commerce เกือบทั้งหมด ได้มีการทำสัญญา การสั่งซื้อกับทาง BEAUTY เรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ใน 2Q18 ผู้บริหารคาดว่าจะรับรู้รายได้จาก cross-bordered e-commerce อยู่ที่ 20-30 ล้านบาท 

    นอกจากนั้นทาง BEAUTY ยังยืนยันว่านายสุวิน ไกรภูเบศ,CEO จะไม่มีการขายหุ้น BEAUTY ออกมาอีก และได้เซ็นสัญญากำหนดเงื่อนไขล็อคไว้ 2 ปีแล้ว โดย BEAUTY จะจัดแถลงแผนการดำเนินงาน 2H18 และแนวโน้มผลการดำเนินงาน 2Q18 ในวันที่ 4 กรกฎาคมนี้  

    อย่างไรก็ตาม เราอยู่ระหว่างการปรับประมาณการผลการดำเนินงาน

    ด้านบล.ฟินันเซีย ไซรัส เผย ขณะนี้อยู่ในช่วงทบทวนประมาณการหุ้น BEAUTY ซึ่งเบื้องต้นคาดว่าจะปรับกำไรสุทธิในปี 61 ลง 11% เหลือ 1,398 ล้านบาท เติบโต +14% จากช่วงเดียวกันปีก่อน หรือมีกำไรเฉลี่ย 350 ลบ.ต่อไตรมาส ซึ่งราคาหุ้นขณะนี้คิดเป็น Forward PE อยู่ที่ 26 เท่า ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยกลุ่มค้าปลีก และตรงกับจุดต่ำสุดตั้งแต่เข้าตลาด ทำให้ขณะนี้ Downside ถือว่าเริ่มจำกัด แต่แนะนำให้รอซื้อเมื่อราคาเริ่มฟื้นตัวจะปลอดภัยกว่า 

    ในการแถลงข่าววันที่ 4 ก.ค. นี้ คงพอทำให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่า BEAUTY จะมีแผนการสร้างกำไรให้เติบโตในระดับใด และสอดคล้องกับราคาหุ้นที่ร่วงลงมามากแล้วหรือไม่







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด