หุ้นเด่นวันนี้

KTC ผลงานดีแค่ไหน? หลังราคาหุ้นพุ่งไม่หยุด

KTC ผลงานดีแค่ไหน? หลังราคาหุ้นพุ่งไม่หยุด

ราคาหุ้น KTC ยังคงดีดทำ All Time High ได้ต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวันทำการล่าสุดที่กระโดดขึ้นไปทำจุดสูงสุดถึง 79.25 บ. บวกไปถึง 19.62% ด้วยกัน ... ทีนี้มาลองส่องผลงานกันดูว่า จะเหมาะสมกับราคาหุ้นที่พุ่งขึ้นมาเช่นนี้หรือไม่ ? และราคาเหมาะสมควรอยู่ที่เท่าไหร่กัน ?


*** ราคาเดินหน้าทำ All Time High มูลค่าแตะ 2 แสนลบ.


ราคาหุ้น บริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC ในวันทำการล่าสุด(7 ม.ค. 64) ยังคงดีดขึ้นทำสถิติสูงสุดตลอดกาล (All Time High) ได้ต่อเนื่อง โดยที่ราคาหุ้นขึ้นไปทำจุดสูงสุดของวันไปที่ 79.25 บาท ถือว่าปรับตัวขึ้นแรงมาก +19.62% ภายในวันเดียว ทำให้มูลค่าหุ้นขึ้นไปแตะ 2.04 แสนล้านบาทเลยทีเดียว


ราคาหุ้นของ KTC เริ่มปรับตัวเป็นขาขึ้นมาตั้งแต่เดือนกันยายน 63 แล้วซึ่งขณะนั้นราคาหุ้นอยู่ที่เพียง 30 บาทเท่านั้น เทียบกับปัจจุบันที่ 79.25 บาทเท่ากับว่าราคาหุ้นปรับขึ้นมาแล้วถึง 164% ภายในเวลาเพียง 4 เดือนเท่านั้น


ราคาหุ้นปิดตลาดวันทำการล่าสุดไปที่ 76 บาท เพิ่มขึ้น 9.75 บาท หรือ +14.72% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นถึง 500.61% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้านี้


*** แนวโน้มสินเชื่อ-กำไร กลับมาโตดีตั้งแต่ปี 64 


สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้นของ KTC พุ่งขึ้นมาได้ก็คือแนวโน้มผลประกอบการที่จะกลับมาฟื้นตัวได้ดีกว่าที่คาด เพราะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยเฉพาะในปี 64 นั่นเอง แต่จะฟื้นได้ดีแค่ไหน ?


บริษัทหลักทรัพย์(บล.)เคทีบี ระบุว่าไว้ว่า ล่าสุดได้ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 64 ขึ้นอีก 6% มาเป็น 5.96 พันล้านบาท โต +12% จากช่วงเดียวกันปีก่อน(YoY) จาก 1) ปรับอัตราการขยายตัวสินเชื่อเป็น +6% จากเดิม +4% โดยเรามองเป็นบวกมากขึ้นต่อสินเชื่อของบริษัท ภายหลังการใช้จ่ายผ่านบัตรปี 63 ที่พลิกกลับมาทรงตัว จาก 9 เดือนปี 63 ที่ -8% YoY หนุนโดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้บริโภคมีอำนาจในการใช้จ่ายสูงขึ้น


2) ปรับลด Cost to income ลงเป็น 39% จากเดิม 44% เพื่อสะท้อนค่าใช้จ่ายทางการตลาดที่ลดลง จากผลกระทบโควิด-19 รวมทั้ง Synergy ระหว่าง KTB และ KTC ที่จะเกิดขึ้นสำหรับการดำเนินงาน ภายหลังที่ KTB และ KTC เพิ่มทุนในบริษัทย่อยของ KTB เพื่อประกอบธุรกิจ Digital Platform


ทีนี้มาดูประมาณการกำไรปี 64 จากนักวิเคราะห์รายอื่นๆกันบ้าง

บล. กำไรสุทธิปี 64 (ลบ.) (+YoY)
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ 5,349(+4%)
เคทีบี 5,960(+12%)
หยวนต้า 6,113(+14%)
เคจีไอ 6,637(+20%)


*** กำไรยังโตไม่แรงพอที่จะทำให้ราคาหุ้นขึ้นมาขนาดนี้


บล.เคทีบี ระบุว่า ราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้น และ Outperform SET ไปถึง +61% และ +107% ในช่วง 3 และ 6 เดือนที่ผ่านมา สะท้อนแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ดีขึ้น แต่แนะนำเพียงแค่ "ถือ" เท่านั้น เพราะกำไรจะขยายตัวเพียงเฉลี่ย +9% ต่อปี CAGR ภายในปี 63 - 65  ขณะที่ราคาหุ้นปัจจุบันที่เทรดที่ระดับสูงถึง PBV ปี 64 ที่  6.5 เท่า (+2.2SD) สูงกว่าช่วงปี 62 ที่กำไรเติบโตสูงถึง +29% (60 - 62 CAGR) ในขณะที่ธุรกิจใหม่ “สินเชื่อเบิ้ม” ยังต้องใช้ระยะเวลาในการขยายตัว


โดยที่บล.เคจีไอ ระบุถึงธุรกิจใหม่ว่าในช่วงแรก เรายังไม่คิดว่าธุรกิจใหม่จะทำกำไรให้กับบริษัท แต่หลังจากนี้จะเกิด Synergy ในแง่ของการประหยัดต้นทุน โดยเราใช้สมมติฐานว่าสัดส่วน Cost to Income(C/I) จะลดลงเหลือ 32.5% ในปี 64 (จากฐาน C/I ปกติที่ 33 - 35%)


ดังนั้นกำไรจากธุรกิจใหม่ "สินเชื่อจำนำทะเบียน " จะยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นกำไรปี 2564 อย่างมีนัยสำคัญ หลังจากที่เปิดบริการธุรกิจใหม่สินเชื่อจำนำทะเบียนผ่านเครือข่ายของ KTB ประมาณ 300 สาขา และ บนออนไลน์ KTC ตั้งเป้าสินเชื่อส่วนนี้ 300 ล้านบาทท/ 1  พันล้านบาทในปี 2563/2564


ทั้งนี้ เราใช้สมมติฐานอัตราผลตอบแทนสินเชื่อจำนำทะเบียนที่ 21%, ทำให้เราคาดว่าสัดส่วนกำไรจากสินเชื่อจำนำทะเบียนจะคิดเป็นประมาณ 1% / 2.5% ในปี 63/64 ซึ่งการจะเร่งสัดส่วนกำไรจากธุรกิจนี้ บริษัทต้องเพิ่มพอร์ตสินเชื่อจำนำทะเบียนให้ได้มากกว่า 3 พันล้านบาท


*** ราคาหุ้นเกินราคาเหมาะสมไปไกลมากแล้ว ....


แม้ล่าสุดบล.เคทีบีจะปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 64 พร้อมราคาเป้าหมายขึ้นมาตอบรับการฟื้นตัวของยอดใช้จ่ายผ่านบัตรที่ดีเกินคาด ตามมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐ แต่ราคาเหมาะสมใหม่ก็ดูจะต่ำไปมากกับราคาปิดตลาดของ KTC ในวันทำการล่าสุด ดังนั้นหากผลประกอบการปี 64 ของ KTC ไม่สามารถทำได้มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ แน่นอนว่าราคาหุ้นจะถือว่าแพงไปมากนั่นเอง

 

บล. คำแนะนำ ราคาเหมาะสม(บ.)
หยวนต้า เก็งกำไร 43
แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ซื้ออ่อนตัว 44
บัวหลวง ซื้อ 51
เคจีไอ ถือ 53
โนมูระ พัฒนสิน ถือ 55
เคทีบี ถือ 60
เฉลี่ย 51.42


ต่อจากการพุ่งขึ้นของ DELTA ก็ตามมาด้วย EA สุดท้ายก็คือ KTC ติดๆกัน ซึ่งทั้ง 3 ตัวนี้ผลประกอบการแน่นอนว่าทำได้ดีแน่ในปี 64 แต่ความน่าซื้อเป็นคนละเรื่อง เพราะเกินมูลค่าพื้นฐานกันไปหมดแล้ว ซึ่งหากผลประกอบการที่ออกมาไม่ได้ดีกว่าที่ตลาดคาดการณ์กันไว้ ราคาหุ้นที่ดีดเกินพื้นฐานไปแล้วก็จะปรับลงมาสู่จุดดุลยภาพอย่างแน่นอน!







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด