สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นฮ็อต

| 21 พฤษภาคม 2561 | 09:16

BPP วอลุ่มเข้า จับตาไปต่อได้หรือไม่ หลังโบรกฯ เชียร์หุ้น Laggard

BPP วอลุ่มเข้า จับตาไปต่อได้หรือไม่ หลังโบรกฯ เชียร์หุ้น Laggard

          BPP วอลุ่มทะลัก จับตาไปต่อได้หรือไม่ หลังไตรมาส 1/61 กำไรลดฮวบจากค่าปรับคดีหงสา ขณะที่โบรกฯ เชียร์ราคายัง Laggard และมีแนวโน้มดีขึ้นในไตรมาส 2 เหตุเป็น High Season

          หุ้นบริษัท บ้านปู เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BPP มีแรงซื้อเข้ามาหนาแน่นในการซื้อขายเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (18 พ.ค. 61) โดยราคาขึ้นไปสูงสุดที่ 26 บาท นิวไฮรอบราว 2 เดือน ก่อนปิดการซื้อขายที่ 25.75 บาท หรือ 3.83% ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 388% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า 
          BPP ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยปัจจุบันมีรายได้หลักมาจากการลงทุนในโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป (Conventional power generation) และได้มีการขยายการลงทุนไปยังโรงไฟฟ้าที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable power generation) โดยลงทุนในโรงไฟฟ้าหลากหลายรูปแบบและในหลายประเทศ เช่น ประเทศไทย ประเทศลาว ประเทศจีน และประเทศญี่ปุ่น
          BPP เพิ่งเข้าซื้อขายใน SET เมื่อปี 2559 ที่ราคา IPO 21 บาท มี บมจ.บ้านปู (BANPU) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่กว่า 78% และนักลงทุนรายย่อยกว่า 17,000 ราย หรือ ราว 21%
          ผลการดำเนินงาน BPP มีกำไรสุทธิในปี 59-60 ที่ 4,138 ล้านบาทและ 4,154 ล้านบาท ตามลำดับ ส่วนไตรมาส 1/61 มีกำไรสุทธิราว 470 ล้านบาท ลดลงจาก 1,045 ล้านบาทในไตรมาส 1/60 ซึ่งเป็นผลมาจากรายจ่ายพิเศษคดีหงสาจำนวน 901 ล้านบาท และขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยน 
          สำรวจความเห็นนักวิเคราะห์ ส่วนใหญ่มีมุมมองบวกต่อ BPP ระบุงบไตรมาส 1/61 ออกมาใกล้เคียงกับที่คาด พร้อมเชื่อว่าไตรมาส 2/61 กำไรจะปรับตัวดีขึ้นจาก High Season นอกจากนี้ยังจัดเป็นหุ้นที่ราคายัง Laggard จากกลุ่ม
          บล.เคจีไอ ระบุ  BPP น่าสนใจจากการเข้าสู่ช่วง high season และการลงทุนใหม่ เนื่องจาก weight factor ของค่าความพร้อมจ่าย IPP จะเพิ่มขึ้นตามปัจจัยฤดูกาล ทำให้เราคาดว่าส่วนแบ่งกำไรจากโครงการหงสา และ BLCP ที่ส่งมาถึง BPP จะเพิ่มขึ้น QoQ โดยในเดือนเมษายน ทั้งหงสา และ BLCP ต่างก็มีผลการดำเนินงานดีทั้งคู่โดย EAF สูงกว่า 85% และ 95% ตามลำดับ
          แต่อย่างไรก็ตาม โครงการ BLCP มีกำหนด overhaul ครั้งใหญ่เป็นเวลา 10 สัปดาห์ใน 4Q61 ในขณะที่หงสา unit 1-3 ก็มีกำหนดตรวจสอบในช่วง 3Q-4Q61 โดย unit 1 จะใช้เวลา 2 สัปดาห์ใน 3Q61 ส่วน unit 2 จะใช้เวลา 6 สัปดาห์ใน 3Q61 และ unit 3 จะใช้เวลา 2 สัปดาห์ใน 4Q61 ซึ่งจะส่งผลให้ส่วนแบ่งกำไรใน 2H61 จากสองโครงการนี้น่าจะต่ำกว่าใน 1H61
          เรายังคงคำแนะนำซื้อ และให้ราคาเป้าหมาย DCF ปี 2561 ที่ 32.00 บาท ซึ่งจากราคาปิดล่าสุดยังเหลือ upside ถึงราคาเป้าหมายของเราอีก 30% และคิดเป็น PER 61 ที่ 12.1x ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของกลุ่มพลังงานแบบ conventional ที่ 26.2x นอกจากนี้ เงินสดในมือ, platform การลงทุนที่หลากหลาย และความสัมพันธ์กับบริษัทแม่ก็น่าจะช่วยให้บริษัทสามารถหาโครงการใหม่เพื่อเข้าลงทุนได้ ซึ่งจะทำให้ประมาณการของเรามี upside เพิ่มขึ้น
          บล.ทิสโก้ ระบุ BPP รายงานผลประกอบการ 1Q18 ที่ 470 ล้านบาท ลดลง 55% YoY แต่เพิ่มขึ้น 8% QoQ เนื่องมาจากการจ่ายเงินค่าเสียหาย โครงการที่หงสาจากคำตัดสินของศาล โดย BPP ได้จ่ายเต็มจำนวนใน 1Q18 หากไม่รวมรายการดังกล่าว และรายการพิเศษ บริษัทจะมีกำไร 1.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% YoY
          รายได้เพิ่มขึ้น 6% YoY และ 9% QoQ เป็น 2.05 พันล้านบาทใน 1Q18 เนื่องมาจากรายได้ของ CHP และโซลาร์ฟาร์มในจีนที่เพิ่มขึ้นทั้งยอดขายและราคาขาย
          อัตรากำไรขั้นต้นลดลงเป็น 26% เทียบกับ 28.5% YoY เนื่องมาจากราคาถ่านหินที่เพิ่มขึ้น 2% YoY และ SG&A ต่อยอดขายที่คงที่ YoY ด้านกำไรจากเงินลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 1.1 พันล้านบาท (+58% YoY) จากโรงไฟฟ้าหงสา
          เรามีมุมมองในเชิงบวกต่อ BPP และแนะนำให้ “ซื้อ” โดยมีมูลค่าที่เหมาะสม 31.40 บาท (DCF)
          บล.ฟิลลิป มองกำไรทั้งปี 61 ยังคงเติบโตต่อเนื่องถึงแม้ว่าจะมีการบันทึกค่าสินไหมทดแทนจากคดีความฟ้องร้องจำนวน 900 ลบ. ก็ตาม โดยการเติบโตหลักมาจากกำลังการผลิตใหม่ที่เตรียมรับรู้รายได้อีกราว 96 EMW โดยมองกำไรทั้งปี 61 ที่ 5,009 ล้านบาท หลังหักค่าใช้จ่ายทางคดีเรียบร้อยแล้ว คิดเป็นการเติบโต 20.6% y-y อีกทั้งหลังปี 61 เป็นต้นไป โครงการ SLG จะเริ่มเข้ามาเป็นตัวสนับสนุนการเติบโตหลักของบริษัทอีกด้วย
          คงคำแนะนำ”ซื้อ” : ราคาหุ้นยัง Laggard จากกลุ่มพอสมควร ทางฝ่ายมองว่า ณ ราคาหุ้นปัจจุบัน ตลาดยังไม่ได้ให้มูลค่ากับโอกาสในการเติบโตในอนาคต โดยยังคงคำแนะนำ”ซื้อ” ราคาพื้นฐานปี 61 ที่ 30 บ./หุ้น
          ด้านผู้บริหาร BPP ระบุในงานบริษัทจดทะเบียนพบผู้ลงทุนเมื่อวันที่ 17 พ.ค. มั่นใจว่า Q2/61 จะทำกำไรสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน หลังไม่มีค่าใช้จ่ายหงสา-โรงไฟฟ้าเดินเครื่องเต็มกำลัง นอกจากนี้เตรียมสรุปลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนาม
          นายสุธี สุขเรือน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BPP ระบุ ไตรมาส 2/61 คาดมีกำไรสูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน หลังไม่มีค่าใช้จ่ายคดีความหงสา และ โรงไฟฟ้าเดินเครื่องเต็มกำลัง โดยเฉพาะโครงการโรงไฟฟ้า BLCP และ หงสา ซึ่งจะทำให้ปีนี้บริษัทมีโรงไฟฟ้าที่จ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (COD) อีก 97 เมกะวัตต์ ทำให้สิ้นปีนี้มีโรงไฟฟ้า COD รวม 2,164 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากปีก่อนที่อยู่ 2,070 เมกะวัตต์
          นอกจากนี้ อยู่ระหว่างศึกษาโครงการใหม่ๆ เช่น โรงไฟฟ้าโซลาร์ในญี่ปุ่น ประมาณ 10-15 โครงการ ขนาดกำลังผลิตเฉลี่ยโรงละ 20-50 เมกะวัตต์ ซึ่งมีโอกาสที่จะเห็นได้ในปีนี้ โดยปัจจุบันมีกำลังการผลิตติดตั้งตามสัดส่วนการถือหุ้น 233 .3 เมกะวัตต์ และ COD แล้ว 12.6 เมกะวัตต์ อยู่ระหว่างก่อสร้าง 44.5 เมกะวัตต์ และ เตรียมพัฒนาอีก 176.2 เมกะวัตต์ โดยปีนี้จะเข้ามาอีก 3 โครงการที่จะก่อสร้างแล้วเสร็จ กำลังการผลิต 57 เมกะวัตต์
          บริษัทยังมองหาการลงทุนเพิ่มเติม โดยเฉพาะกลุ่ม CLMV และ เอเชียแปซิฟิก ซึ่งในไตรมาส 2/61 จะได้ข้อสรุปการลงทุนพลังงานลมในเวียดนาม คาดกำลังการผลิตไม่เกิน 100 เมกะวัตต์
 
          ราคาหุ้น BPP เริ่มกระเตื้องขึ้น พร้อมกับวอลุ่มที่เข้าสนับสนุนและมุมมองที่ดีของนักวิเคราะห์ ซึ่งคงต้องจับตาว่าราคาจะไปต่อได้แค่ไหน เพราะในรอบนี้พบว่านักลงทุนส่วนใหญ่มีต้นทุนอยู่ที่ 25.50 บาท ขณะที่ในรอบ 3 เดือน ต้นทุนส่วนใหญ่อยู่ที่ 27 บาท ซึ่งน่าจะเป็นแนวต้านสำคัญที่จะทำให้เกิดแรงขายหุ้นออกมา 

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด