หุ้นเด่นวันนี้

TU โบรกฯ มองดี แต่ผู้บริหารรินขาย จับตามีอะไรในกอไผ่หรือไม่

TU โบรกฯ มองดี แต่ผู้บริหารรินขาย จับตามีอะไรในกอไผ่หรือไม่

    ส่องหุ้น TU พบผู้บริหารขายหุ้นตลอดทาง สวนแผนธุรกิจและมุมมองนักวิเคราะห์ที่่คาดกำไรสุทธิปีนี้จะฟื้นตัวแกร่ง จากทิศทางราคาวัตถุดิบทูน่าที่ลดลงอย่างมีนัยยะ จับตามีอะไรในกอไผ่หรือไม่?

    ราคาหุ้น บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU) กลับมารีบาวน์วันนี้ โดยปิดการซื้อขายภาคเช้าที่จุดสูงสุด 19.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.50 บาท หรือ 2.65%  มูลค่าการซื้อขาย 105.04 ล้านบาท 

    TU เป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารสำเร็จรูปแช่แข็งและบรรจุกระป๋อง อาหารสำเร็จรูปและอาหารว่าง โดยเน้นอาหารทะเลเป็นหลัก และธุรกิจอื่นๆ เช่น ธุรกิจบรรจุภัณฑ์และสิ่งพิมพ์ ธุรกิจการตลาดภายในประเทศ ธุรกิจอาหารสัตว์ และธุรกิจพัฒนาสายพันธุ์กุ้งเพื่อจำหน่าย

    ในปี 60 มีสัดส่วนยอดขายจากธุรกิจอาหารทะเลแปรรูป 45% ธุรกิจอาหารแช่แข็งและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง 42% ธุรกิจอาหารสัตว์และผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่มอื่นๆ 13%   และมีสัดส่วนยอดขายแบ่งตามประเทศดังนี้ อเมริกา 37.9% ยุโรป 31.6% ญี่ปุ่น 6.2% ไทย 9.5% ประเทศอื่นๆ อาทิ ออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง 14.8%

    ผลประกอบการ TU กำไรสุทธิในปี 57-60 ค่อนข้างผันผวนที่ 5,091.58 ล้านบาท, 5,302.47 ล้านบาท, 5,254.43 ล้านบาท และ 6,020.74 ล้านบาท ตามลำดับ ซึ่งสาเหตุที่กำไรสุทธิเติบโตอย่างโดดเด่นในปี 60 แม้จะถูกกดดันจากราคาวัตถุดิบสูง มาจากการขายสินทรัพย์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานหลักไปบางส่วน 

    แม้ราคาหุ้น TU จะรีบาวน์ขึ้นมาในวันนี้ แต่ก็นับว่าลดลงมากหากนับตั้งแต่ต้นปี 61 ที่ราคาหุ้นไต่ระดับขึ้นทำจุดสูงสุดที่ 21.30 บาท ในเดือน ม.ค.61 นิวไฮรอบ 7 เดือน จากทิศทางผลประกอบการไตรมาส 4/60 ที่ค่อนข้างดีตามราคาทูน่าซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักปรับตัวลดลง

    จากการสำรวจพบว่านายธีรพงศ์ จันศิริ ซึ่งเป็นซีอีโอ และผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับที่ 4 ของบริษัท ได้ขายหุ้นมาโดยตลอดตั้งแต่เดือนก.พ.61 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาหุ้นเริ่มกลับตัวเป็นขาลง แม้ก่อนหน้าบริษัทจะออกมาแถลงข่าวถึงแนวโน้มธุรกิจที่สดใสในปี 61 และมีนักลงทุนสถาบันเข้าเก็บหุ้นเพิ่มอีกด้วย

    ข้อมูลแบบรายงานการเปลี่ยนแปลงการถือหลักทรัพย์ของผู้บริหาร(แบบ 59-2) ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) แจ้งว่า นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับ 4 ของ TU ได้เริ่มขายหุ้นออกมาตั้งแต่ 21 ก.พ. 61 - 15 มี.ค. 61 ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาหุ้น TU กลับทิศเป็นขาลง รวมทั้งหมด 25.8 ล้านหุ้น ที่ราคาเฉลี่ย 20.11 บาท คิดเป็นมูลค่า 518,892,000 ล้านบาท

    สวนทางกับก่อนหน้าที่นายบัลลังก์ ไวยานนท์ ผู้จัดการฝ่ายนักลงทุนสัมพันธ์ TU ออกมาเปิดเผยว่า ยอดขายปี 61 จะเติบโตไม่ต่ำกว่า 5% จากปีก่อนที่มียอดขาย 1.36 แสนล้านบาท และได้รับอานิสงส์จากราคาวัตถุดิบทูน่าที่ลดลงตั้งแต่ปลายไตรมาส 4/60 และมีการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนอย่างเหมาะสม ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นจะอยู่ที่ระดับ 15% สูงกว่าปี 60 ที่ 13.29%

    ขณะที่เมื่อวันที่ 15 มี.ค. บลจ.บัวหลวง ได้เข้าซื้อหุ้น TU จำนวน 0.21% ของหุ้นทั้งหมด ส่งผลให้มีจำนวนหุ้นทั้งหมดอยู่ที่ 10.2% ของหุ้นทั้งหมด 

    ด้านความเห็นนักวิเคราะห์ยังมองว่ามาร์จิ้นของธุรกิจทูน่าจะฟื้นอย่างแข็งแกร่งมาอยู่ที่ 14.5 - 15% ในปีนี้ จากต้นทุนวัตถุดิบปีนี้ที่ลดลงมาเฉลี่ย 1,580 เหรียญ/ตัน ทำให้กำไรสุทธิของ TU ในปี 61 จะโตมาอยู่ที่ 6,458 ลบ.

    บล.ทรีนิตี้ ประเมินกำไรสุทธิในปี 61 จะอยู่ที่ 6,458 ล้านบาท เติบโต 6% จากปีก่อน หลังจากที่แรงกดดันต้นทุนวัตถุดิบลดลงตั้งแต่ในช่วงปลายปี 60 อีกทั้งจะมีการเจรจาปรับราคาขายให้กับลูกค้า OEM เพิ่มเติม ควบคู่กับนโยบายควบคุมค่าใช้จ่าย ซึ่้งจะทำให้อัตรากำไรขั้นต้นฟื้นตัวได้

    แนะนำ ซื้อ 25 บาท โดยวิธี DCF มีปัจจัยหนุนผลประกอบการฟื้นตัวในปี 61 

    บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง เผย TU ยังมีโอกาสขยายธุรกิจในตลาดใหม่ๆ เช่น จีน โดยการขยายสินค้าแช่แข็งแบรนด์ King Oscar ไปหลายเมืองมากขึ้นผ่านทางร้านค้าปลีกสมัยใหม่ และช่องทางออนไลน์ในกลุ่ม Alibaba ต่อเนื่อง นอกจากนี้ธุรกิจอาหารกุ้งยังมีแนวโน้มดีต่อเนื่องหลังจากที่อินเดียกลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของโลก

    แนะนำ ซื้อเก็งกำไร  22.10 บาท  ปรับเพิ่มจาก ถือ ที่ 21.40 บาท

    บล.บัวหลวง มองราคาทูน่าจะเริ่มปรับตัวขึ้นในเดือนเม.ย.เป็นต้นไป แต่โอกาสที่จะขึ้นไปยืนเหนือ 2,000 เหรียญ/ตัน ซึ่งเป็นระดับเดียวกับปี 60 เป็นไปได้ยาก เนื่องจากอุปทานปลาทูน่ายังคงเยอะในปัจจุบัน โดยประเมินราคาทูน่าเฉลี่ยทั้งปี 61 ที่ 1,580 เหรียญ/ตัน ทำให้อัตรากำไรขั้นต้นจะปรับตัวดีขึ้นเป็น 14.5 - 15% จาก 13.3% ในปี 60

    แนะนำ ซื้อ ราคาเป้าหมาย 26.75 บาท 
    
    นักวิเคราะห์ต่างมีมุมมองที่ดีต่อ TU จากราคาวัตถุดิบทูน่าที่ลดลงอย่างมากจากปีก่อน ซึ่งจะทำให้กำไรสุทธิทำสถิติใหม่ที่ 6,458 ล้านบาท พร้อมกับบลจ.บัวหลวง เข้ามาเก็บหุ้นเพิ่ม แต่การขายหุ้นออกมาของซีอีโอตั้งแต่ต้นปี ก็เป็นอีกประเด็นที่ต้องจับตา ว่าจะเป็นการส่งสัญญาณอะไรหรือไม่







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด