หุ้นเด่นวันนี้

TU นิวโลว์รอบ 1 ปี ...โบรกแห่ฯหั่นเป้ากำไร – ราคา !

TU นิวโลว์รอบ 1 ปี ...โบรกแห่ฯหั่นเป้ากำไร – ราคา !

เช้านี้ TU ดิ่งทำนิวโลว์รอบ 1 ปี รับหลายปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งต้นทุนพุ่งไม่หยุด - ตลาดกังวล FED ขึ้นดอกเบี้ยแรงช่วงเดือน พ.ค.นี้ ฟากงบ Q1/65 คาดหดตัวทั้ง YoY – QoQ  ลุ้นงบฟื้นครึ่งปีหลัง หากสงครามรัสเซีย – ยูเครนสงบ – ธุรกิจเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น 
 

*** นิวโลว์รอบ 1 ปี หลายปัจจัยลบรุมเร้า 
 

ราคาหุ้น บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป หรือ TU ช่วงเช้าวันนี้ (7 เม.ย.65) ร่วงไปทำจุดต่ำสุดที่ราคา 17.30 บาท ทำราคาหุ้นต่ำสุด (นิวโลว์ )ในรอบ 1 ปี ก่อนปิดซื้อขายภาคเช้าด้วยราคา 17.50 บาท ลดลง 0.8 บาท หรือ -4.37% มีปริมาณการซื้อขายเพิ่มขึ้น 159.87% จาก 5 วันทำการก่อนหน้า

สาเหตุที่ทำให้ราคาหุ้น TU เช้านี้ ทำนิวโลว์รอบ 1 ปี เนื่องจากได้รับ Sentiment เชิงลบ จากตลาดหุ้นไทย (SET) ที่ปรับตัวแรง จากความกังวลหลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยนโยบาย รอบการประชุมเดือน พ.ค.ที่จะถึงนี้ สูงกว่าที่ตลาดระเมินไว้ที่ 0.5%

ขณะเดียวกัน TU ยังมีปัจจัยกดดันเฉพาะตัว อย่าง ราคาทูน่า (ต้นทุนหลัก) ปรับตัวขึ้นสูงสุดในรอบ 4 ปี (มากกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้) แตะระดับ 1,900 เหรียญ/ตัน เพิ่มขึ้น 41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ทำให้ต้นทุนการผลิตของ TU เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ   

นอกจากนี้ ยังมีกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เพิ่งประกาศลงโทษทางแพ่ง อดีตผู้บริหาร TU จำนวน 9 ราย ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลภายใน (อินไซด์) เพื่อหาประโยชน์จากการซื้อ – ขายหุ้น TU ในช่วงเดือน ต.ค. – พ.ย.60 เป็นอีก 1 ปัจจัย กดดันหุ้นในช่วงนี้ด้วย
 

*** กูรูคาดงบโค้งแรกไม่สวย หลังต้นทุนพุ่งไม่หยุด
 

บทวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ฟินันเซีย ไซรัส ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1/65 ของ TU ไว้ที่ 1.4 พันล้านบาท ลดลง 20% จากปีก่อน และ ลดลง 25% จากปีก่อน แม้ว่าปริมาณการขายในช่วงดังกล่าวจะเพิ่มขึ้น ประกอบกับ ทยอยปรับราคาขายขึ้น สอดรับกับต้นทุนที่สูงขึ้น 

แต่สิ่งที่ยังหักล้างผลบวกดังกล่าว คือ ค่าใช้ข่ายไตรมาส 1/65 ของ TU เพิ่มขึ้น 27% จากปีก่อน ซึ่งเป็นระดับที่มากกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ จึงค่าค่าใช้จ่ายในการขายของ TU จะทำระดับสูงสุดในรอบ 16 ไตรมาส ที่ 13.2% ซึ่งเป็นกรอบบนของเป้าบริษัท จากค่าขนส่งไปทวีปยุโรป และ สหรัฐฯ ที่เพิ่มขึ้น 90% และ 220% จากปีก่อน ตามลำดับ

รวมทั้งค่าใช้จ่ายทางการตลาด ที่มีการออกสินค้าใหม่กลุ่ม Innovative Product มากขึ้น ขณะที่ คาดบริษัทร่วมยังมีส่วนแบ่งขาดทุน โดยเฉพาะ Red Lobster ที่ประเมินว่า ไตรมาส 1/65 จะมีผลขาดทุนสุทธิ ทั้งที่เป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจ แต่ปีนี้ได้รับผลกระทบ จากการแพร่ระบาดโควิด-19 สายพันธ์โอไมครอน

สอดคล้องกับ บล.เอเชีย เวลท์ ที่ประเมินกำไรสุทธิไตรมาส 1/65 ของ TU ไว้ที่ 1.6 พันล้านบาท ลดลง 7% จากปีก่อน และ ลดลง 13% จากไตรมาสก่อน มีปัจจัยกดดันจากค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมทั้ง ต้นทุนวัตถุดิบ และ บรรจุภัณฑ์ที่ยังทรงตัวในระดับสูง ส่งผลให้คาดว่า อัตราค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่อยอดขายอยู่ที่ 13.2% สูงขึ้นจากปีก่อน และ ไตรมาสก่อน ที่อยู่ในระดับ 11.7% และ 13.1% ตามลำดับ
    
นอกจากนี้ ยังคาดว่า TU จะรับรู้ส่วนแบ่งขาดทุนจาก Red Lobster ราว 10 ล้านบาท เพราะผลการดำเนินงานของบริษัทร่วมอ่อนตัว จากการได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดโควิด-19 


*** ถ้าจะฟื้นต้องรอลุ้นยาว ช่วงครึ่งหลังปี 65
 

บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองว่า หากผลการดำเนินงานปีนี้ของ TU จะฟื้นตัว คงต้องรอในช่วงไตรมาส 3/65 เป็นต้นไป เพราะเป็นช่วงที่ธุรกิจหลักของ TU เริ่มเข้าสู่ช่วงไฮซีซั่น ประกอบกับ มีความเป็นไปได้ที่ต้นทุนหลัก จะปรับตัวลดลง หากการทำสงครามระหว่างรัสเซีย กับ ยูเครน จบลง 


*** แต่โบรกฯ หั่นเป้ากำไรปี 65 รับต้นทุนสูงเกินคาด 
 

บล.เคทีบีเอสที ระบุว่า ได้ปรับลดประมาณการกำไรสุทธิปี 65 ของ TU ลงจากเดิมอีก 12% เหลือ 7.5 พันล้านบาท หดตัว 6% จากปีก่อน จากสมมติฐาน ปรับ SG&A/Sales เพิ่มขึ้นเป็น 12.5% (เดิม 12%) จากต้นทุนค่าแรง และค่าขนส่งสูงขึ้น ประกอบกับ ปรับประมาณการกำไรส่วนแบ่งจากบริษัทร่วมทั้งจาก Red Lobster และ RBF ลง จากผลการดำเนินงานที่มีแนวโน้มชะลอตัวลง

เช่นเดียวกับ บล.ฟินันเซีย ไซรัส ที่ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 65 ของ TU ลงจากเดิมอีก 18% เหลือ 6.2 พันล้านบาท หดตัว 22% จากปีก่อน มีเหตุผลหลัก จากการได้รับผลกระทบทางอ้อม ของการทำสงครามระหว่างรัสเซีย กับ ยูเครน ส่งผลให้ต้นทุนหลักปรับตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ขณะที่ การปรับขึ้นราคาทำได้ช้ากว่าต้นทุน ส่งผลให้ผลการดำเนินงานงวดครึ่งแรกของปี 65 มีแนวโน้มอ่อนตัว กว่าที่คาดไว้เดิมอย่างมีนัยสำคัญ 

สรุป นักวิเคราะห์ 3 ราย ประเมินกำไรสุทธิปี 65 ของ TU ไว้ดังนี้
 

บล.  กำไรสุทธิปี 65 (ลบ.) %chg YoY
เคทีบีฯ 7,508         -6
เอเชียเวลท์ 7,282         -9
ฟินันเซียฯ 6,241         -22


*** ส่วนใหญ่ยังแนะนำ"ซื้อ" แต่หั่นเป้าราคา
 

จาการสำรวจความคิดเห็นนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ยังคงแนะนำซื้อ แต่ปรับราคาเหมาะสมของ TU ลงจากเดิมพอสมควร สะท้อนจากการปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 65 ลง จากค่าใช้จ่าย และ ต้นทุนที่สูงขึ้น ทั้งจากค่าขนส่ง และ วัตถุดิบ 

บล. คำแนะนำ ราคาเหมาะสมใหม่ (บ.) ราคาเหมาะสมเดิม (บ.)
ฟินันเซียฯ  ซื้อ         25.00 30.00
เอเชียเวลท์ ซื้อ         24.00 24.00
ฟิลลิป  ทยอยซื้อ  21.00   25.00
เคทีบีฯ   ขาย         18.00 27.00
ราคาเฉลี่ย   22.00  26.50


เดิมทีนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า ปี 65 จะเป็นปีที่ TU สามารถทำกำไรสุทธิสูงสุดตลอดกาล (All Time High) ต่อเนื่องได้อีกปี แต่ภายใต้แรงกดดันเรื่องต้นทุนที่สูงกว่าคาด ทำให้โบรกเกอร์ต้องเปลี่ยนมุมมองดังกล่าวเป็นฝั่งเชิงลบมากขึ้น ประกอบกับ ยังหั่นเป้าราคาหุ้น TU ลงจากเดิม ส่งผลให้อัพไซด์แคบลงอีกด้วย



Tags:

TU




ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh




LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด