หุ้นฮ็อต

| 22 มีนาคม 2561 | 09:14

BANPU กลับสู่พื้นฐาน จับตาบันทึกค่าปรับในงบ Q1/61

          ส่องพื้นฐาน BANPU หลังปลดล็อคคดีโรงไฟฟ้าโครงการหงสา โบรกฯ มองความเสียหายน้อยกว่าคาด ขณะที่ราคาถ่านหินระดับสูงยังเป็นอัพไซด์ จับตาผลกระทบบันทึกค่าปรับในไตรมาส 1/61 

          ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) หรือ BANPU ร่วงลงจากระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีที่ 24.20 บาท เมื่อต้นเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา ล่าสุดปิดการซื้อขายอยู่ที่ 20.80 บาท 
          BANPU ดำเนินธุรกิจหลัก คือ ธุรกิจถ่านหิน ธุรกิจไฟฟ้า และธุรกิจพลังงานทดแทน โดยมีการลงทุนในประเทศไทย ,อินโดนีเซีย ,จีน ,ออสเตรเลีย ,ลาว ,มองโกเลยี, สิงคโปร์, ญี่ปุ่น และสหรัฐอเมริกา
          ราคาหุ้น BANPU เคยขึ้นไปทำจุดสูงสุดตลอดกาลที่ราว 65 บาทในปี 54 ก่อนลงมาทำจุดต่ำสุดในรอบ 10 ปี ที่ราว 10 บาท ในปี 59 เป็นผลสะท้อนจากกำไรสุทธิ่ปรับลดลงจากระดับ 2.4 หมื่นล้านบาทในปี 53 พลิกเป็นขาดทุน 1.5 พันล้านบาทในปี 58 ก่อนจะเริ่มมีกำไรอีกครั้งที่ 1.6 พันล้านบาท และ 7.9 พันล้านบาท ในปี 59 และ 60 ตามลำดับ เช่นเดียวกับราคาหุ้นที่กระเตื้องขึ้นมาอยู่ระดับราว 20 บาท 
          ประเด็นที่กดดันหุ้น BANPU มาตลอดในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ไม่ใช่เรื่องของผลการดำเนินงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีเรื่องคดีฟ้องร้องโครงการโรงไฟฟ้าหงสา ที่เพิ่งสิ้นสุดไปเมื่อกลางเดือน มี.ค. 61 ที่ผ่านมา โดยศาลฎีกามีคำสั่งให้กลุ่ม BANPU จ่ายค่าเสียหาย 1.5 พันล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5%ต่อปี หรือราว 2.7 พันล้านบาท ให้กับกลุ่มงานทวีซึ่งเป็นผู้ฟ้องร้อง กล่าวหาว่าบริษัทฯ หลอกลวงให้เข้าร่วมทำสัญญาร่วมทุน เพื่อต้องการได้ข้อมูลสัมปทานเหมืองถ่านหิน และรายงานผลการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินลิกไนต์ ที่เมืองหงสา ประเทศลาว
          หลังคดีความสิ้นสุดลง นักวิเคราะห์ต่างลงความเห็นว่าหุ้น BANPU ควรกลับเข้าสู่พื้นฐาน โดยในส่วนของผลการดำเนินงาน มีแนวโน้มดีขึ้นตามราคาถ่านหิน ในขณะที่ค่าปรับ 2.7 พันล้านบาทถือว่าน้อยกว่าที่คาด พร้อมกับคำแนะนำ ซื้อ
          บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ระบุ  3 เหตุผลที่แนะนำ ซื้อ หุ้น BANPU  1) มูลค่าความเสียหายจากคดีหงสาเพียง 2.7 พันล้านบาท ต่ำกว่าที่ตลาดประเมินไว้ก่อนหน้าราว 7.0-8.0 พันล้านบาท และจะบันทึกทันทีใน 1Q61 นี้ 2) กลับมามองปัจจัยพื้นฐานอีกครั้ง คาดกำไรปกติปีนี้เติบโตกว่า 33% YoY บนสมมติฐานราคาถ่านหินเฉี่ยที่ US$90/ตัน ขณะที่ YTD ราคาถ่านหินเฉลี่ย US$105/ตัน ถือเป็น Upside Risk ต่อประมาณการ แม้ว่า 3) ราคาหุ้น YTD +17% แต่ซื้อขาย PER61 เพียง 7.9 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต และราคาหุ้นยัง laggard เมื่อเทียบกับหุ้นลูกอย่าง ITMG ที่ +31% บวกกับผลตอบแทนจากเงินปันผลงวดปี 2561 ที่ 4.6%
          บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ชี้ว่า คำตัดสินของศาลฎีกามีข้อสรุปว่ากลุ่ม BANPU มีความผิด แค่หนึ่งในสี่ข้อกล่าวหา ประมาณการผลกระทบจะมีเพียงแค่ 0.49 บาทต่อหุ้น อิงจากสัดส่วนจ่ายที่เท่าๆ กันจากสามบริษัทที่เกี่ยวข้องในกลุ่ม ในขณะนี้คดีนี้ก็ไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป จึงคาดว่าราคา BANPU จะวิ่งอีกครั้งเพื่อสะท้อนแนวโน้มกำไรที่จะโตแข็งแกร่งใน FY18F 
          คงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมาย SOP ที่ 26.5 บาท ปัจจัยผลักดันราคาอาจเป็น ราคาถ่านหินที่สูงขึ้น และกำไรที่โตขึ้นจากหงสา
          ด้าน บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง ระบุการตัดสินของศาลเป็นการปลดล็อคปัจจัยหลักที่กดดันหุ้น BANPU ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา เราเชื่อว่าหุ้น BANPU จะกลับมาปรับตัวสะท้อนปัจจัยพื้นฐาน หลังความเสี่ยงจากคดีโรงไฟฟ้าหงสาที่หมดไป เชิงปัจจัยพื้นฐานเรายังคงแนะนำ Trading Buy ราคาเป้าหมาย SOTP 24 บาท ประมาณการของเราต่ำกว่าค่าเฉลี่ย Consensus จากสมมติฐานราคาถ่านหินที่ต่ำกว่าราคาเฉลี่ย YTD ที่ 107 เหรียญต่อตัน จาก Sensitivity ของเราแสดงให้เห็นว่าทุก 5 เหรียญต่อตันที่ราคาถ่านหินปรับตัวขึ้นจะส่งผลบวกต่อผลประกอบการปี 2561 ของ BANPU 5% หรือสะท้อนเป็นมูลค่า BANPU 1 บาทต่อหุ้น หากใช้สมมติราคาปรับขึ้น 5 เหรียญต่อตันในระยะยาว
          ขณะที่ผู้บริหาร BANPU แถลงข่าวชัดเจนว่าจะบันทึกค่าปรับทันทีในงบไตรมาส 1/61 โดยหาร 3 บริษัท  คิดเป็นมูลค่าที่ต้องรับผิดชอบบริษัทละ 900 ล้านบาทเท่านั้น
          นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร BANPU เผยเตรียมจ่ายเงินต้น 1,500 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี นับจากวันฟ้อง (3 ก.ค.50) คิดเป็นมูลค่ารวมทั้งสิ้นประมาณ 2,700 ล้านบาท ตามคำสั่งศาลฎีกาทันที 
          พร้อมยืนยันการจ่ายเงินค่าเสียหายจะไม่กระทบกับแผนการดำเนินงานและจะไม่มีการปรับประมาณการณ์ใดๆ ทั้งสิ้น เนื่องจากเงินชดเชยดังกล่าวถือว่าต่ำมาก เมื่อเทียบกับกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี และค่าเสื่อม (EBITDA) ของทั้งกลุ่มบริษัทฯ ที่ทำได้กว่า 3.2 หมื่นล้านบาทต่อปี
          นอกจากนี้ หลังมรสุมผ่านพ้นไป BANPU ยังประกาศการลงทุนใหม่ในธุรกิจจัดเก็บพลังงานอีกด้วย
          BANPU แจ้งตลาดหลักทรัพย์ ว่าคณะกรรมการอนุมัติลงทุนในธุรกิจจัดเก็บพลังงานของสิงคโปร์ โดยเข้าถือหุ้น 44.84% ของบริษัทนิว รีซอสเซส เทคโนโลยี จำกัด หรือ New Resources Technology Pte. Ltd. (NRT) ซึ่งมีมูลค่าประมาณ 33.2 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยประมาณ 1,038 ล้านบาท 

          BANPU นับเป็นหุ้นที่นักลงทุนรายย่อยให้ความสนใจ ทั้งจากแนวโน้มธุรกิจและบางส่วนอาจติดหุ้นอยู่บนยอดดอย แม้ว่าหลังจบสิ้นคดีความแรงกดดันต่อหุ้นจะน้อยลงไป แต่การบันทึกค่าใช้จ่ายในไตรมาส 1/61 นี้ ก็ยังต้องจับตาว่าจะกระทบกับกำไรมากน้อยแค่ไหน นอกจากนี้การขึ้นเครื่องหมาย XD เพื่อรับปันผลครึ่งหลังปี 60 ที่ 0.35 บาทต่อหุ้น ในวันที่ 10 เม.ย. นี้ ก็ต้องระวังว่าอาจจะทำให้ราคาหุ้นร่วงลงมาอีกครั้ง

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด