หุ้นฮ็อต

| 9 มีนาคม 2561 | 09:15

BGRIM หุ้นร่วงหนัก จับตาเป็นวิกฤติหรือโอกาส

          BGRIM โบรกฯ มองกำไรปีนี้โตจำกัด แม้กำลังผลิตเพิ่มแต่ค่าเงินบาทกดดัน จับตาอาจเป็นโอกาสเก็บหลังเริ่มมีอัพไซด์จากราคาเหมาะสม ขณะที่ระยะยาวกำไรยังคงเติบโตต่อเนื่องจาก กำลังการผลิตไฟฟ้าที่จะทยอยเพิ่มเข้ามาจากโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง

          ราคาหุ้น บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM ร่วงหนักพร้อมปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นเกินปกติ โดยวานนี้ราคาร่วงแตะ 25.25 บาท ก่อนปิดที่ 25.50 บาท ปริมาณหุ้นที่ซื้อขายเพิ่มขึ้นกว่า 573% เทียบค่าเฉลี่ย 5 วันทำการก่อนหน้า
          BGRIM ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) โดยมีบริษัท บี.กริม เพาเวอร์ (แหลมฉบัง) 1 จำกัด เป็นบริษัทแกน บริษัทประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและขายไฟฟ้า ไอน้ำ และธุรกิจที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและต่างประเทศ
          BGRIM เพิ่งเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 19 ก.ค. 60 ราคาไอพีโอ 16 บาท โดยในช่วงแรกที่เข้าเทรด หุ้นไม่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากนัก เนื่องจากราคาขาย IPO ค่อนข้างเต็มมูลค่าที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้ ก่อนที่จะเริ่มพลิกเป็นขาขึ้น หลังแจ้งการเซ็นสัญญาขายไฟเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง รวมไปถึงการเริ่มก่อสร้างโครงการใหม่ตามแผน
          ผลการดำเนินงาน BGRIM ปี 59 มีกำไรสุทธิ 1,380.25 ล้านบาท ก่อนเพิ่มเป็น 2,126 ล้านบาทในปี 60 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 54% พร้อมประกาศจ่ายเงินปันผล 0.30 บาท ขึ้น XD วันที่ 20 มี.ค. นี้ 
          แรงเทขาย BGRIM ที่กดหุ้นร่วงหนัก ทำให้เกิดคำถามว่าเป็นโอกาสในการซื้อหุ้นหรือไม่ เพราะราคาเริ่มมีอัพไซด์จากราคาเหมาะที่นักวิเคราะห์ประเมินไว้สูงสุดถึง 39 บาท 
          บล.หยวนต้า(ประเทศไทย) ระบุ BGRIM รายงานกำไรสุทธิ 4Q60 ที่ 457 ล้านบาท พลิกจากขาดทุน YoY แต่ -20% QoQ และ ต่ำกว่าที่เราคาดเล็กน้อย ส่วนทั้งปี 2560 กำไรสุทธิเท่ากับ 2,126 ล้านบาท เติบโต 54% YoY จาก 1) รับรู้ผลการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าที่ COD ไปปี 2559 เต็มปี 2) ได้อานิสงค์จากการปรับเพิ่มขึ้นของค่า Ft สองรอบในปีที่แล้ว 3) ค่าเงินบาทที่แข็งค่าทำให้มีกำไร FX 1,113 ล้านบาท +387% YoY
          เราประเมินกำไรสุทธิปี  2561 จะเติบโตเป็น 2,245 ล้านบาท (+6% YoY) โดยการเติบโตค่อนข้างจำกัด แม้มีปัจจัยหนุนจากกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่ทิศทางของค่าเงินบาทอาจจะส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายทางการเงิน
          ขณะที่ในระยะยาวคาดว่ากำไรยังคงเติบโตต่อเนื่องจากกำลังการผลิตไฟฟ้าที่จะทยอยเพิ่มเข้ามาจากโครงการที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง คาดว่า ณ สิ้นปี 2561 บริษัทจะมีกำลังผลิตติดตั้งราว 2,091 MW (คิดเป็นสัดส่วนของการถือหุ้นที่ 1,197 MW) และจะทยอยเพิ่มเข้ามาอีกช่วงปี 2561-2565 อีก 422 MW
          คงคำแนะนำ "ซื้อเก็งกำไร" ด้วยราคาเหมาะสม ณ สิ้นปี 2561 ที่ 32.40 บาท เนื่องจากปีนี้จะมีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 27% YoY และโครงการใหม่ที่จะ COD ในอีก 4 ปีข้างหน้า หนุนกำลังการผลิตให้เพิ่มขึ้นอีก 20% จากฐานกำลังการผลิตสิ้นปี 2561 ขณะที่ยังมี Upside จากการลงทุนในโครงการและธุรกิจใหม่เพิ่มเติม บริษัทประกาศจ่ายเงินปันผลที่ 0.30 บาท (XD วันที่ 20 มีนาคม 2561)
          ด้าน บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี ระบุว่า กำไร 4Q17 ลดลง 19.4% qoq เป็น 458 ล้านบาท เนื่องจากค่าใช้จ่ายทางการเงินที่ไม่เกิดขึ้นสม่ำเสมอจาก infrastructure fund ABPIF มูลค่า 281 ล้านบาท
          การดำเนินงานของ SPP แข็งแกร่งด้วย EBITDA marginที่สูงขึ้นจาก tariff ที่โตขึ้น และประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าใหม่ที่ดีขึ้น (ABP5 และ BPWHA1) และการลดต้นทุน 
          ทั้งนี้กำไร 2017 ต่ำกว่าที่เราคาด 32% (แต่ เหนือกว่าที่ตลาดคาด 9.3%) เนื่องจากดอกเบี้ยที่ไม่ปกติมูลค่า 328 ล้านบาท
          อัตราการเติบโตของกำลังผลิตของ BGRIM อยู่ที่ 7.7% CAGR ซึ่งเรามองว่าจะช่วยสนับสนุนอัตรากำไรเติบโตที่ 30% ใน FY17-20F
          คงคำแนะนำ ซื้อ ที่ราคาเป้าหมายวิธี DCF ที่ 39 บาท (WACC 5.4%)
          ล่าสุด BGRIM แจ้งทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับ กฟภ.-กฟผ.ในโครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 7 โครงการ รวม 30.83 MW โดยแบ่งเป็นโครงการร่วมลงทุนกับองค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก (“อผศ.”) จำนวน 5 โครงการ กาลังการผลิตรวม 23.58 เมกะวัตต์ และเป็นผู้สนับสนุนโครงการของสหกรณ์ภาคการเกษตร 2 โครงการ กำลังการผลิตรวม 7.25 เมกะวัตต์
           
          แม้ว่ากำไรปีนี้ของ BGRIM จะเติบโตอย่างจำกัด จากค่าเงินบาทที่กดดัน แต่แนวโน้มในระยะยาว กำลังผลิตที่เพิ่มขึ้นได้ตามแผน ขณะที่ราคาเริ่มมีอัพไซด์เพิ่มขึ้น ก็อาจเป็นโอกาสสำหรับนักลงทุนที่เล็งหุ้นตัวนี้ไว้อยู่

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด