หุ้นฮ็อต

| 21 กุมภาพันธ์ 2561 | 09:17

EPG เจอมรสุม กดราคาหุ้นนิวโลว์รอบ 2 ปีครึ่ง

        EPG นิวโลว์รอบ 2 ปีครึ่ง ผิดหวังงบไตรมาสล่าสุดวูบ 45% หลังเจอปัจจัยลบรุมล้อม ทั้งเงินบาทแข็งค่า และต้นทุนเพิ่มตามราคาน้ำมัน ขณะที่นักวิเคราะห์เสียงแตกมองเป็นทั้งโอกาสและความเสี่ยง

        ราคาหุ้น บริษัท อีสเทิร์นโพลีเมอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EPG ร่วงแตะ 8.25 บาท ลดลงต่อเนื่องจนทำจุดต่ำสุดในรอบเกือบ 2 ปีครึ่ง โดยช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับตัวลดลงมาแล้วกว่า 20%
        EPG ประกอบธุรกิจหลักโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) มีการลงทุนหลักในธุรกิจแปรรูปพลาสติก ได้แก่ (1) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายฉนวนยางกันความร้อนและความเย็น ดำเนินการโดย บริษัท แอร์โรเฟลกซ์ จำกัด (AFC) ซึ่งเป็นบริษัทแกน ภายใต้เครื่องหมายการค้า "AEROFLEX" (2) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ชิ้นส่วนตกแต่งรถยนต์ ดำเนินการโดย บริษัท แอร์โรคลาส จำกัด (ARK) ภายใต้เครื่องหมายการค้า "AEROKLAS" และ (3) ธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติก ดำเนินการโดย บริษัท อีสเทิร์น โพลีแพค จำกัด (EPP) ภายใต้เครื่องหมายการค้า "EPP"
        ปัจจัยกดดันราคาหุ้น EPG มาจากกำไรไตรมาส 3 งวดปี 60/61 (ต.ค. – ธ.ค. 60) ซึ่งทำได้เพียง 182.37 ล้านบาท ลดลงถึง 44.8% จากงวดเดียวกันของปีก่อน และยังเป็นการลดลงติดต่อกันถึง 6 ไตรมาส ส่งผลให้กำไรรวมทั้งปีนี้มีโอกาสที่จะลดลงเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน
        ประเด็นสำคัญที่ฉุดผลประกอบการลงมาในครั้งนี้ บริษัทชี้แจงว่าเกิดจากต้นทุนการขายสินค้าที่เพิ่มขึ้นถึง 14% จากปีก่อน ขณะที่รายได้รวมเพิ่มขึ้นเพียง 3% ส่วนใหญ่เป็นผลจากราคาวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น และโดยเฉพาะการใช้กำลังการผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์พลาสติกที่ยังต่ำกำลังการผลิตขนาดประหยัด (Economy of Scale) ด้วยเหตุนี้ส่งผลให้ความสามารถในการทำกำไรของ EPG ลดลงอย่างเห็นได้ชัด โดยล่าสุดอัตรากำไรสุทธิของ EPG ลดลงมาอยู่ที่ 10.27% จากช่วง 2 ปีที่ผ่านมาซึ่งเคยอยู่ที่ระดับ 14-15%
        ทั้งนี้ กำไรสุทธิของ EPG ในช่วง 9 เดือน อยู่ที่ 759.17 ล้านบาท ลดลง 31.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และมีแนวโน้มที่ผลประกอบการทั้งปีนี้จะลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน โดยกำไรสุทธิงวดปี 59/60 อยู่ที่ 1,380.98 ล้านบาท ขณะที่งวดปี 58/59 อยู่ที่ 1,413.47 ล้านบาท
        จากปัจจัยกดดันที่เข้ามารุมเร้า ทั้งเงินบาทแข็งค่า ต้นทุนเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมัน ส่งผลให้นักวิเคราะห์พร้อมใจกันหั่นเป้ากำไรปี 60/61 และ 61/62 ลงกว่า 20%
        บล.เคทีบี (ประเทศไทย) ระบุว่า กำไรสุทธิไตรมาส 3 (ต.ค. - ธ.ค. 60) ต่ำกว่าที่เราและตลาดคาดไว้มาก จากรายได้ที่ต่ำกว่าคาด โดยเฉพาะธุรกิจ EPP ที่ยังมีทิศทางชะลอตัว จากการแข่งขันที่สูงขึ้น ส่วนธุรกิจ Aeroflex และ Aeroklas ได้รับผลกระทบจากค่าเงินบาทที่แข็งค่า นอกจากนั้น ยังได้รับผลกระทบจากต้นทุนวัตถุดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นตามทิศทางราคาน้ำมัน กระทบอัตรากำไรขึ้นต้นลดลงเหลือเพียง 24.7% ต่ำสุดในรอบ 14 ไตรมาส
        ทั้งนี้ จากปัจจัยลบดังกล่าว เราปรับลดคาดการณ์กำไรสุทธิปี 60/61 ลงจากเดิม 21% เป็น 983 ล้านบาท (ลดลง 29% จากปีก่อน) และได้ปรับลดคาดการณ์กำไรปี 61/62 ลงจากเดิม 22% เป็น 1,150 ล้านบาท (กลับมาเติบโต 17%) โดยคาดว่าการบริโภคในประเทศจะฟื้นตัวขึ้น หนุนรายได้ธุรกิจ EPP กลับมาเติบโตได้ 
        ด้าน บล.เออีซี ระบุว่า กำไรปกติ 9 เดือนที่ผ่านมา คิดเป็นเพียง 62% ของทั้งปี ซึ่งต่ำเกินไป จากยอดขายบรรจุภัณฑ์ที่แย่กว่าคาดและอัตรากำไรขั้นต้นที่ต่ำลง โดยรวมจึงปรับลดประมาณการณ์กำไรปกติปี 60/61 - 61/62 ลงเฉลี่ยปีละ 26.3% ทำให้กำไรรวมในปีนี้น่าจะอยู่ที่ 1,056 ล้านบาท หดตัว 25.2% ซึ่งเราคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 เป็นต้นไป หนุนด้วย 
        1) การเติบโตของธุรกิจฉนวนยางฯ ยังอยู่ในเกณฑ์ดี จากแผนขยายตลาดในเอเชียมากขึ้น พร้อมกับรับรู้ผลบวกจากเครื่องจักรผลิตไลน์ใหม่ประสิทธิภาพสูงของ AEROFLEX USA 2) เตรียมขยายกำลังผลิต Canopy เพื่อรองรับคำสั่งซื้อของลูกค้าทั้งในไทยและต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น และ 3) การฟื้นตัวของยอดขายบรรจุภัณฑ์หลังผ่านช่วงไว้อาลัยทำให้คาดจะเริ่มเห็นการจัดกิจกรรมที่คึกคักมากขึ้น ขณะที่ปี 61/62 คาดกำไรปกติจะพลิกโต 28.1% จากพัฒนาการที่ดีขึ้นของทั้ง 3 ธุรกิจหลัก และคาด TJM จะสร้างกำไรเป็นปีแรก หลังผ่านกระบวนการปรับโครงสร้างในปีนี้ และเริ่มเห็น Synergy กับ Flexiglass ที่มีตัวแทนจำหน่าย และผู้กระจายสินค้าในออสเตรเลียกว่า 100 ราย
        อย่างไรก็ดี จากการสำรวจคำแนะนำการลงทุน พบว่านักวิเคราะห์ต่างมีมุมมองที่แตกต่างกันออกไป มุมหนึ่งคือ EPG มีความเสี่ยงจากปัจจัยลบที่เข้ามา ส่วนอีกมุมหนึ่งมองว่าเป็นโอกาสที่จะเข้าลงทุนได้
        บล.เคทีบี (ประเทศไทย) แนะนำ ขาย ให้ราคาเป้าหมาย 9 บาท แม้ยังคงทิศทางภาพรวมธุรกิจในระยะยาวเป็นบวก แต่ผลการดำเนินงานระยะสั้นยังคงถูกกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น
        บล.เออีซี แนะนำ ซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 11.5 บาท โดยมองว่าราคาหุ้นที่อ่อนตัวลงกว่า 18.3% จากปลายปีก่อน ได้สะท้อนผลดำเนินงานที่อ่อนแอในช่วงไตรมาส 3 ไปแล้ว และเราคาดธุรกิจบรรจุภัณฑ์จะฟื้นตัวตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 เป็นต้นไป จากการบริโภคในประเทศที่ฟื้นตัวดีขึ้น และคาดว่า EPG จะทยอยปรับราคาสินค้าให้เหมาะสมกับราคาวัตถุดิบได้มากขึ้น โดยอาศัยความโดดเด่นในเรื่องนวัตกรรม    
        บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) แนะนำ “ซื้อเก็งกำไร” ให้ราคาเหมาะสมปี 61/62 ที่ 10.50 บาท หลังราคาหุ้นปรับตัวลงมากว่า 19% ในช่วง 1 เดือน (ณ วันที่ 12 ก.พ. 60) สะท้อนความอ่อนแอของผลการดำเนินงานไปมากแล้ว และราคาน้ำมันดิบที่อ่อนตัวลงในช่วงนี้อาจช่วยให้ราคาหุ้น EPG ฟื้นตัวได้

        ถือเป็นช่วงมรสุมรุมเร้าอย่างแท้จริงสำหรับ EPG ซึ่งล้วนแต่เป็นปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นค่าเงินและราคาน้ำมัน ฉะนั้นแล้วหลังจากนี้บริษัทคงจะต้องพิสูจน์ให้นักลงทุนได้เห็นว่า จุดแข็งของบริษัทอย่าง ‘นวัตกรรม’ จะช่วยให้ผลประกอบการฟื้นตัวกลับมาได้เร็วเพียงใด

RECOMMENDED NEWS

ข่าวยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด