สำนักข่าว อีไฟแนนซ์ไทย efinanceThai

หุ้น , หุ้นไทย , หุ้นวันนี้ , ตลาดหุ้น , ข่าวหุ้น

หุ้นเด่นวันนี้

| 3 มกราคม 2561 | 13:23

GULF เดินหน้าทำนิวไฮ ดันราคาเกินพื้นฐานปี 61

GULF เดินหน้าทำนิวไฮ ดันราคาเกินพื้นฐานปี 61

    GULF เดินหน้าทำนิวไฮต่อเนื่อง หลังประกาศ COD โรงไฟฟ้า  "กัลฟ์ ทีเอส 4" ขนาด 129.9 MW ด้านนักวิเคราะห์มีมุมมองเชิงบวกต่อการก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศไทย แม้ราคาหุ้นจะเกินพื้นฐานปี 61 ไปแล้ว

    ความเคลื่อนไหวหุ้น บมจ.กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ (GULF) ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในการซื้อขายเช้าวันนี้ โดยราคาเปิดที่ 65.25 บาท ก่อนปรับขึ้นแตะ 68 บาท และปิดการซื้อายภาคเช้าที่ 67.50 บาท เพิ่มขึ้น 2.50 บาท มูลค่าการซื้อขายเป็นอันดับ 1 มรา 3,326 ล้านบาท
    GULF ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ประกอบธุรกิจหลักด้านการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ไอน้ำ และน้ำเย็น และธุรกิจอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยมีบริษัท กัลฟ์ วีทีพี จำกัด (GVTP) เป็นบริษัทแกน
    GULF เพิ่งเข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 6 ธ.ค. 60 ที่ผ่านมา นับเป็น IPO ที่มีมาร์เก็ตแคปสูงสุดในปี 2560 โดยมีราคา IPO ที่ 45 บาท
    ความเคลื่อนไหวราคาหุ้น GULF หลังเข้าซื้อขาย ปรับตัวขึ้นต่อเนื่องแล้วกว่า 51% จากราคาจอง โดยเฉพาะในวันนี้ที่ราคาพุ่งขึ้นอย่างโดดเด่น พร้อมมูลค่าการซื้อขายหนาแน่น หลังจากบริษัทฯ แจ้ง COD โรงไฟฟ้า  "กัลฟ์ ทีเอส 4" ขนาด 129.9 MW
    GULF  แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ว่า โรงไฟฟ้ากัลฟ์ ทีเอส 4 ที่ร่วมทุนกับ WHAUP ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 129.9 เมกะวัตต์(MW) ได้ดำเนินการจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้วตั้งแต่ 1 ม.ค.61 
    โรงไฟฟ้าดังกล่าวตั้งอยู่ในนิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด จ.ระยอง ซึ่งดำเนินโครงการโดยบริษัท กัลฟ์ ทีเอส 4(GTS4) ภายใต้ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายเล็ก(SPP)  
    GTS4 มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) จำนวน 90 MW เป็นเวลา 25 ปี และมีสัญญาระยะยาวเพื่อจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำส่วนที่เหลือให้แก่ลูกค้าอุตสาหกรรม 
    ด้าน บมจ. ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) แจ้งว่า โรงไฟฟ้า กัลฟ์ ทีเอส 4 เป็นโรงไฟฟ้าแห่งที่ 5 ใน Portfolio การร่วมทุนระหว่างกลุ่มบริษัท WHAUP และ บริษัท กัลฟ์ เอ็มพี จำกัด ถัดจากโรงไฟฟ้า กัลฟ์ วีทีพี, โรงไฟฟ้ากัลฟ์ ที เอส 1, โรงไฟฟ้ากัลฟ์ ทีเอส 2 และโรงไฟฟ้ากัลฟ์ ทีเอส 3 ซึ่งได้เริ่มดำเนินการผลิตไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ไปแล้วเมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2560, 8 กรกฎาคม 2560, 1 กันยายน 2560 และ 1 พฤศจิกายน 2560 ที่ผ่านมาตามลำดับ
    สำรวจมุมมองนักวิเคราะห์หลักทรัพย์ พบว่าให้ราคาเหมาะสม GULF ในปี 2561 ที่ 51-58 บาท โดยมีมุมมองเชิงบวกต่อการก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศไทย แม้ว่าราคาปัจจุบันจะเกินพื้นฐานไปแล้วก็ตาม
    บล.กสิกรไทย ระบุในบทวิเคราะห์ว่า เราได้เริ่มต้นวิเคราะห์ GULF เป็นครั้งแรกด้วยคำแนะนำ "ถือ" ที่ราคาเป้าหมายปลายปี 2561 ที่ 58.00 บาท แม้ว่าราคาตลาดของ GULF จะมี upside จำกัดต่อราคาเป้าหมายของเรา 
    อย่างไรก็ตาม เรามีมุมมองเชิงบวกต่อ GULF เนื่องจากบริษัทฯ กำลังก้าวไปสู่การเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนอันดับหนึ่งของประเทศไทยด้วยส่วนแบ่งตลาดสูงถึง 21% ของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าประเภท IPP และ SPP ภายในปี 2567 ซึ่งในช่วงปี 2561-2562 เราคาดว่า GULF จะมีกำลังการผลิตตามสัญญาที่แท้จริงเติบโตอีก 550 MWe หรือเท่ากับ 15% CAGR ในช่วงปี 2560-2562 
    นอกจากนี้เราเชื่อว่าในไตรมาส 4/2560 GULF จะมีกำไรสุทธิเติบโต 604% YoY และ 74% QoQ ขณะเดียวกัน GULF ยังจะมีโอกาสได้ประโยชน์จากความต้องการใช้ไฟฟ้าและไอน้ำจากโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งจะสร้างรายรับส่วนเพิ่มนอกเหนือจากกำลังผลิตตามสัญญาที่มีอยู่ในปัจจุบันได้อีกด้วย 
    ด้าน บล.ทิสโก้ ประเมินมูลค่าที่เหมาะสมสำหรับปี 2018F ของ GULF ไว้ที่ราว 51 – 55 บาท โดยระบุว่าเมื่อโครงการโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างก่อสร้าง/เตรียมการก่อสร้างและอยู่ระหว่างพัฒนาทั้งหมดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ภายในปี 2567 รวมกับโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว กลุ่มบริษัทฯ จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้ง (Installed Capacity) รวมทั้งสิ้น 11,125.6 เมกะวัตต์ คิดเป็นกำลังการผลิตไฟฟ้าติดตั้งตามสัดส่วนความเป็นเจ้าของของบริษัทฯ ทั้งสิ้น 6,329.2 เมกะวัตต์ โดยในปีนี้ GULF ได้มีการเปิดโรงไฟฟ้าทั้งสิ้น 4 แห่งตั้งแต่ Q2 – Q4
    บริษัทมีโรงไฟฟ้าที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและเตรียมการก่อสร้าง 8 โครงการและโครงการ IPP ก๊าซธรรมชาติภายใต้ IPD จำนวน 2 โครงการซึ่งอยู่ระหว่างการเตรียมการก่อสร้างคือ GSRC และ GPD  (กำลังการผลิต 2,500MW และเป็นส่วนของบริษัท 1,855MW) มีต้นทุนเฉลี่ย 5.1 หมื่นล้านบาท/โครงการคาดกำหนดเริ่มต้นขายไฟฟ้าในปี 2564-65 สำหรับ GSRC และ 2566-67 สำหรับ GPD นอกจากนี้ยังมีโรงไฟฟ้า SPP ชีวมวลมูลค่า 2.3 พันล้านบาทมีกำหนดการขายไฟฟ้าประมาณปี 2562
    ตลาดประเมินมูลค่าที่เหมาะสมสำหรับปี 2018F ของ GULF ไว้ที่ราว 51 – 55 บาท แต่อย่างไรก็ตามเราเชื่อว่า GULF ยังมีอัพไซด์จากผลประกอบการ 9M17 ของ GULF อยู่ที่ 2.47 พันล้านบาทซึ่งมากกว่าที่ตลาดคาด และเรามองว่า GULF เป็นหุ้น Growth Stock ของกลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีความมั่นคงในการเติบโตในระยะยาวที่สูงโดยเฉพาะในปี 2564 – 67 ที่โรงไฟฟ้า GSRC และ GPD  (คิดเป็นกำลังการผลิตส่วนของบริษัท 3,710MW) เปิดดำเนินงานจะทำให้ผลประกอบการของ GULF เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเสี่ยงคือข้อพิพาททางกฏหมายของ GPD และ GSRC

    คงต้องจับตาผลการดำเนินงานของ GULF ในไตรมาส 4/60 ที่น่าจะเป็นปัจจัยที่ชี้วัดได้ในระดับหนึ่งว่าหลังจากนี้ GULF จะเป็นหุ้น Growth Stock ได้อย่างที่นักวิเคราะห์คาดการณ์หรือไม่

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด