ข่าวนี้ที่ 1

SET ส่อแววทดสอบ 1,250 จุด ผวาการเมือง-โควิดระลอก 2

SET ส่อแววทดสอบ 1,250 จุด ผวาการเมือง-โควิดระลอก 2

     โบรกฯ มอง SET สัปดาห์นี้ (14-18 ก.ย.) อ่อนตัวลงต่อเนื่อง กังวลโควิดรอบ 2 หลังพบนักบอลไทยลีกติดเชื้อ ส่วนอุณภูมิการเมืองระอุ เหตุนับถอยหลังชุมนุมใหญ่ 19 ก.ย.นี้ คาดแนวรับลึกสุด 1,255 จุด พร้อมเปิดโผหุ้นน่าเก็บ ที่ยัง Laggard - พื้นฐานเด่น- ปลอดภัยจากการเมือง       

    ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ (14-18 ก.ย.63) เป็นช่วงที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง หลังจากมี 2 ปัจจัยในประเทศเข้ามากดดัน อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นความกังวลต่อการระบาดของโควิด-19 ระรอก 2  หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขออกมาแถลงว่าพบนักฟุตบอลไทยลีก ติดเชื้อโควิดเมื่อวันศุกร์ที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา  

    ส่วนอีกหนึ่งปัจจัยมาจากการเมืองในประเทศ ที่สุดสัปดาห์นี้ (19 ก.ย.63) กลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม นัดชุมนุมใหญ่ “19 กันยา ทวงอำนาจคืนราษฎร” และจะเป็นการชุมนุมแบบค้างคืนครั้งแรกของกลุ่มนักศึกษา หลังจากที่เริ่มชุมนุมตั้งแต่ปลายเดือนก.ค.63 ที่ผ่านมา  

    โดยตลาดหุ้นไทยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (11 ก.ย.63) ปิดที่ระดับ 1,279.96 จุด ลดลง 10.93 จุด หรือ -0.85% มูลค่าการซื้อขาย  44,155.99 ล้านบาท โดยสัดส่วนการซื้อขายสุทธิ นักลงทุนรายกลุ่มมีดังนี้ นักลงทุนสถาบันในประเทศขายสุทธิ 1,148.71 ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 279.12 ล้านบาท นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 749.90 ล้านบาท นักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 1,619.49 ล้านบาท 

* หยวนต้า คาด SET เปิดสัปดาห์ดิ่งแรง  

    นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ในสัปดาห์หน้ายังคงแกว่งตัว Side Way Down มองแนวรับและแนวต้านอยู่ระหว่าง 1,260 - 1,320 จุด 

    ขณะที่ การพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศไทยอีกครั้ง คาดว่าจะไม่ทำให้ดัชนีปรับตัวลงแรงในสัปดาห์หน้า เนื่องจากที่ผ่านมาระบบสาธารณสุขของไทย แสดงให้เห็นศักยภาพในการติดตามผู้ป่วย และผู้ใกล้ชิดได้อย่างรวดเร็ว แต่ในวันนี้ (11 ก.ย.63) ที่ดัชนีปรับตัวลง สาเหตุหลักยังมาจากตลาดหุ้นโลกที่ยังไม่สดใสมากนัก และยังอยู่ในช่วงปรับฐาน เช่นหุ้นสหรัฐฯ

    ส่วน สถานการณ์การเมือง มองว่านักลงทุนยังคงจับตาดูการชุมนุมในวันที่ 19 ก.ย.63 ทำให้บรรยากาศการลงทุนสัปดาห์หน้า คาดว่าจะไม่มีสีสันมากนัก 

    สำหรับกลยุทธ์ลงทุน แนะนำรอซื้อเก็งกำไร ช่วงดัชนีปรับตัวลงในระดับ 1,260 - 1,270 จุด ซึ่งแนะนำหุ้นกลุ่มยานยนต์ เพราะราคาปรับตัวลงไปพอสมควร และยังฟื้นตัวไม่มาก แต่เริ่มเห็นสัญญาณฟื้นตัวแล้ว โดยเลือก AH และ SAT เป็น Toppick 

* ฟินันเซียฯ แนะเก็บหุ้น Lagrad อย่างโรงไฟฟ้า - อาหาร  

    ด้าน นักวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส มองว่าดัชนีหุ้นไทยสัปดาห์หน้ายังแกว่งตัว Side Way อยู่ในกรอบ 1,270 - 1,305 จุด ซึ่งยังต้องติดตามข่าวการพบผู้ติดเชื้อโควิด-19 ในประเทศอีกครั้ง โดยมองว่ามีโอกาสที่จะเกิดการแพร่ระบาดรอบ 2 ในประเทศได้ ส่วนปัจจัยการเมืองที่ยังมีความตึงเครียดอยู่ในขณะนี้ จะเป็นปัจจัยกดดันดัชนีหุ้นไทยตลอดเดือน ก.ย.นี้ 

    สำหรับ กลยุทธ์ลงทุน แนะนำกลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้า และอาหาร เครื่องดื่ม เนื่องจากราคายัง Lagrad โดยแนะนำ GULF, GPSC, BGRIM, OSP, TU และ GFPT เป็น Toppick 

* โนมูระฯ มองอาจเห็นแนวรับ 1,255 จุด  

    นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า ภาพรวมตลาดในสัปดาห์ยังมีปัจจัยที่ต้องติดตาม ทั้งในและต่างประเทศ โดยในต่างประเทศที่ต้องติดตาม คือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐ และการเยียวยาหลังโควิด-19

    นอกจากนี้ ยังต้องติดตามเรื่องการผลิตของตัววัคซีนในสหรัฐที่มีข่าวก่อนหน้านี้ด้วยว่าจะมีทิศทางอย่างไร ขณะเดียวกันยังต้องติดตาม brexit ในยุโรปที่เป็นปัจจัยที่ต้องกลับมาจับตาอีกครั้งหนึ่งด้วย

    ขณะที่สถานการณ์ในประเทศนั้น ยังคงอยู่ที่สถานการณ์โควิด-19 ที่มีผู้ติดเชื้อภายในประเทศ  นอกจากนี้ ยังต้องติดตามปัญหาการเมือง หรือการชุมนุมที่จะเกิดขึ้น ในช่วงวันที่ 19 ก.ย. นี้ ว่าสถานการณ์จะเป็นอย่างไร
    
    สำหรับดัชนีในสัปดาห์หน้า ให้แนวรับไว้ที่ 1,255-1,267 จุด ขณะที่แนวต้านที่ 1,300-1,310 จุดส่วนกลุ่มที่น่าสนใจเช่น อิเล็กทรอนิกส์ เช่น HANA - SMT กลุ่มส่งออก เช่น TU และ กลุ่มเครื่องดื่ม เช่น SAPPE-ICHI-XO        
    
* เปิดสถิติช่วงชุมนุม บาทอ่อน-ต่างชาติทิ้งหุ้นหนัก          

     บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส เผยผ่านบทวิเคราะห์ว่า  จากการศึกษาข้อมูลอดีตในช่วงเวลา 1 เดือนแรกของเหตุการณ์การชุมนุมสำคัญๆ พบว่า มีหลายปัจจัยที่กดดัน ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนมากกว่าปกติ ดังนี้

    ค่าเงินบาทมักอ่อนค่า ในช่วงเวลา 1 เดือน หลังมีการชุมนุม ค่าเงินบาทอ่อนค่าเฉลี่ย 2.2% แนวโน้มการอ่อนค่าของเงินบาท มีส่วนกดดันให้ Fund Flow มีโอกาสชะลอการไหลเข้า เนื่องจากทำให้เกิดการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนได้

     ต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยหนัก ในช่วงเวลา 1 เดือนหลังมีการชุมนุมต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยเฉลี่ย -2.08 หมื่นล้านบาท แสดงให้เห็นว่าต่างชาติไม่ชอบความเสี่ยง และมักจะลดน้ำหนักลงเวลาเกิดความไม่แน่นอนทางการเมือง

    เบี้ยประกันความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ไทย (CDS Spread 5 ปี) เร่งตัวขึ้นทุกรอบที่มีการชุมนุม ในช่วง 1 เดือนหลังชุมนุมเฉลี่ยราว 25 bps. สะท้อนให้เห็นถึงภาพความเสี่ยงของการผิดนัดชำระหนี้ที่สูงขึ้น ส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินสูงตามขึ้นไปด้วย

    SET Index ตอบสนองเชิงลบ ปรับตัวลดลงเฉลี่ย 3.9% ในช่วง 1 เดือนหลังชุมนุม ประเด็นทั้งหลายทั้งปวงที่กล่าวมา เป็นตัวกดดันให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนและปรับตัวลดลงมากกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ

* เปิดหุ้น หลบการเมือง เน้นพื้นฐานเด่น - ต่างชาติถือน้อย  

    ดังนั้นนักลงทุนจะต้องติดตามประเด็นการเมืองอย่างใกล้ชิด ส่วนกลยุทธ์การลงทุน เพื่อที่จะฝ่าวิกฤตนี้ไปได้ แนะนำสะสมหุ้นพื้นฐานแข็งแกร่ง ที่สำคัญคือ ต่างชาติถือครองน้อยกว่าค่าเฉลี่ยตลาดฯ เพื่อลดความผันผวนจากแรงขายของต่างชาติ อย่าง SVI, DCC, MCS, BEM, STGT และ DCC โดย Top pick ในวันนี้ยังเลือก BEM, MCS

หุ้น  Fair Value  PER 20F Div Yield 20F Foreign Holding
      (%) (%)
SVI 3.8 12.09 2.42 2.41
DIF N/A N/A 7.1 7.18
DCC 2.85 14.63 5.67 8.49
MCS 17.8 7.59 6.39 8.82
BEM 10 61.58 1.06 9.25
STGT 100 9.79 4.08 10.99
CRC 33.5 149.24 0.27 12.81

    สรุปคือ ตลาดหุ้นไม่ค่อยชอบความไม่แน่นอน โดยเฉพาะเหตุการณ์ทางการเมือง ที่หัวเรือในการขับเคลื่อนมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ อาจทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ อีกมุมหนึ่งฝ่ายวิจัยได้ศึกษาถึงผลกระทบในอดีตช่วงเวลาที่มีเหตุร้อนแรงทางการเมือง พบว่า เงินบาทอ่อนค่า ซึ่งภาวะดังกล่าวมักจะทำให้ Fund Flow ไหลออก และกดดันให้ตลาดหุ้นไทยผันผวนกว่าตลาดหุ้นอื่นๆ 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด