ข่าวนี้ที่ 1

BBL โชว์กำไร Q2/64 โต 106% - TTB ยังตั้งสำรองฯเข้ม

BBL โชว์กำไร Q2/64 โต 106% - TTB ยังตั้งสำรองฯเข้ม

      

      "ธนาคารกรุงเทพ(BBL) เผย Q2/64 มีกำไร 6.36 พันลบ. โต 105.64% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน หลังรายได้พุ่งจากการวมแบงก์เพอร์มาตา - สินเชื่อโต 2.2%  และตั้งสำรองฯลดลง ส่งผลครึ่งปีแรก 64 มีกำไร 1.33 หมื่นลบ. โต 23.4% ด้าน“ธนาคารทหารไทยธนชาต(TTB)” เผย Q2/64 มีกำไร 2.5 พันลบ. ลดลง 18.1% เมื่อเทียบ Q2/63 หลังตั้งสำรองฯเพิ่มขึ้น รายได้ดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมลดลงเล็กน้อย ส่วน 6 เดือนแรกปีนี้ มีกำไร 5.3 พันลบ. ลดลง 26.8% 

*** BBL กำไร Q2/64 โต 105.64% หลังรวมแบงก์เพอร์มาตา-ตั้งสำรองลดลง
   
       ธนาคารกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือ BBL เปิดเผยผ่าน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.)ว่า ไตรมาส 2/64 ธนาคารมีกำไร 6,356.76 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 105.64% จากงวดเดียวกันปี 63 ที่มีกำไร 3,094.98 ล้านบาท  

       ใน Q2/64 ธนาคารมีรายได้จากการดำเนินงานเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบ Q2/63 มาจากการรวมรายได้ของธนาคารเพอร์มาตา ประกอบกับการเพิ่มขึ้นของรายได้ค่าธรรมเนียมสินเชื่อและค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ ขณะที่ผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นลดลง โดยธนาคารยังคงพิจารณาปัจจัยผลกระทบสำหรับสถานการณ์การระบาดโควิด-19 ขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้นจากการรวมค่าใช้จ่ายของธนาคารเพอร์มาตา

        อย่างไรก็ตาม หากเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า (Q1/64) ธนาคารมีกำไรลดลง 8.2%  จากการตั้งสำรองเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความไม่แน่นอนจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ยังคงยืดเยื้อ  แต่รายได้จากการดำเนินงานยังเพิ่มขึ้น ทั้งรายได้ดอกเบี้ยสุทธิตามปริมาณเงินให้สินเชื่อ และรายได้ จากเงินปันผล รวมถึงกำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) ซึ่งเป็นไปตามสภาวะตลาด

*** งวด  6 เดือนปี 64 มีกำไร 1.33 หมื่นลบ.

      สำหรับงวด 6 เดือนปีนี้ BBL มีกำไร 13,279.86 ล้านบาท  เพิ่มขึ้น 23.4% จากงวดเดียวกันปี 63 ที่มีกำไร 10,765.49 ล้านบาท  โดยมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้น 4.8% หลักๆ จากผลของการรวมธนาคารเพอร์มาตาตั้งแต่เดือนพ.ค. 63 และมีรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นจากค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์และค่าธรรมเนียมบริการกองทุนรวมและบริการประกันผ่านธนาคาร

      ด้านสินเชื่อ ณ วันที่ 30 มิ.ย.64 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อ  2,420,305 ล้านบาท เพิ่มขึ้น  2.2% จากสิ้นไตรมาสก่อนและจากสิ้นปีก่อน โดยเพิ่มขนจากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจและสินเชื่อกิจการต่างประเทศ แม้ว่าอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ในระดับทรงตัวที่ 3.7% ธนาคารยังคงมีการตั้งสำรองผลขาดทุนด้านเครดิต เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์การแพร่ ระบาดของโควิด-19 ส่งผลให้อัตราส่วนค่าเผื่อผลขาดทุนด้านเครดิตต่อเงินให้สินเชื่อที่มีการด้อยค่าด้านเครดิตอยู่ในระดับแข็งแกร่งที่ 190.3%

      ธนาคารมีเงินรับฝาก ณ สิ้นเดือนมิ.ย.64 จำนวน 3,046,985ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8.4%จากสิ้นปีก่อน เป็นผลจากการที่ลูกค้าต้องการดำรงสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงในภาวะที่มีความไม่แน่นอนทำให้อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ 79.4% ขณะที่อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้น อัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยอยู่ที่ 18.4% ร้อยละ 15.9% และ 15.0% ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

*** TTB ประกาศกำไร Q2/64 ที่ 2.5 พันลบ. ลดลงทั้ง QoQ-YoY 

       ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB แจ้งผลประกอบการไตรมาส 2/64 โดยมีกำไรสุทธิ 2,534.10 ล้านบาท ลดลง 18.1% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,095 ล้านบาท และ ลดลง 8.9% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/64 ในขณะที่ 6 เดือนแรกปีนี้ มีกำไรสุทธิ 5,316.06 ล้านบาท ลดลง 26.8% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 7,258.39 ล้านบาท

       โดยสาเหตุที่กำไรลดลง มาจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ระบาดเป็นวงกว้าง และ สร้างแรงกดดันต่อรายได้มากขึ้น ตลอดจนการตั้งสำรองที่มากขึ้น ซึ่งไตรมาสนี้ธนาคารตั้งสารองฯ เป็นจำนวน 5,491 ล้านบาท หรือ คิดเป็นอัตราส่วนผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อเงินให้สินเชื่อที่ 161 เบสิสพอยท์ ซึ่งเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.2% จากไตรมาสก่อน และ 10.4% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน สำหรับรอบ 6 เดือนปี 64 ECL อยู่ที่จำนวน 10,971 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 12.7% จากช่วงเวลาเดียวกันปีก่อน 

*** รายได้ดอกเบี้ย-ค่าธรรมเนียม ลดลง หลังปรับโครงสร้างสินเชื่อ

       ทั้งนี้ ในไตรมาส 2/64 ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 12,782 ล้านบาท ลดลง 2.0% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลมาจากอัตราผลตอบแทนจากการให้สินเชื่อลดลง และ ปริมาณเงินให้สินเชื่อชะลอตัว เนื่องจากธนาคารยังคงดำเนินการปรับโครงสร้างสินเชื่อให้เหมาะสมอย่างต่อเนื่อง และ เน้นพอร์ตที่มีคุณภาพ ท่ามกลางการแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย อยู่ที่ 3,118 ล้านบาท ลดลง 11.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

       ส่วนงวด 6 เดือน ธนาคารมีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ 25,654 ล้านบาท ลดลง 5.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน มาจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ยในช่วงปี 63 และ สินเชื่อชะลอตัวท่ามกลางเศรษฐกิจที่มีความผันผวน ส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลง 8% อยู่ที่ 7,089 ล้านบาท ปัจจัยหลักมาจากการลดลงของกำไรสุทธิจากเงินลงทุน ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียม และ บริการสุทธิปรับตัวดีขึ้น

 *** สินเชื่อ-เงินฝาก ชะลอตัว 

       ทางด้านสินเชื่อของ TTB อยู่ที่ 1,359 พันล้านบาท ชะลอลง 2.5% จากสิ้นปีที่แล้ว เป็นไปตามแผนของธนาคารในการปล่อยสินเชื่อใหม่อย่างระมัดระวัง รวมถึงการชำระคืนหนี้ของลูกค้าบรรษัทธุรกิจ
       ส่วนเงินฝากอยู่ที่ 1,324 พันล้านบาท ชะลอลง 3.6% จากสิ้นปีที่แล้ว เป็นผลจากการปรับโครงสร้างเงินฝากภายหลังการรวมกิจการ โดยการปรับลดสัดส่วนเงินฝากประจำ และ แทนที่ด้วยเงินฝากที่เป็นผลิตภัณฑ์หลัก เช่น บัญชี ttb all free และบัญชี ttb no fixed ซึ่งยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงการบริหารสภาพคล่องให้สอดคล้องกับภาวะสินเชื่อชะลอตัว

       จากกลยุทธ์ด้านเงินฝากและการบริหารสภาพคล่อง ส่งผลให้ธนาคารสามารถบริหารต้นทุนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ย(NIM) ในไตรมาส 2 จึงทรงตัวได้ที่ 2.98% ใกล้เคียงกับ 3.00% ในไตรมาสก่อนหน้า และ ทำให้รายได้ดอกเบี้ยสุทธิทรงตัวอยู่ที่ 12,782 ล้านบาท หรือ ลดลงเพียง 0.7% จากไตรมาสก่อน แม้จะอยู่ในช่วงดอกเบี้ยขาลง

*** NPL ขยับขึ้นเล็กน้อย ตามคุณภาพลูกหนี้

       ณ สิ้นเดือนมิ.ย. 64 อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพ (NPL ratio) ตามงบการเงินรวมอยู่ที่ 2.89% เทียบกับ 2.75% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 64 และ  2.50% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 63 การเพิ่มขึ้นของอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพสอดคล้องกับเป้าหมายของธนาคาร และ ส่วนใหญ่มาจากการชะลอตัวของสินเชื่อ และ กลยุทธ์การบริหารสินเชื่อด้อยคุณภาพ โดยคำนึงถึงมูลค่าสินทรัพย์ในระยะยาว ขณะเดียวกันอัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพตาม งบการเงินเฉพาะอยู่ที่ 2.44% เทียบกับ 2.59% ณ สิ้นเดือนมีนาคม 64 และ 2.38% ณ สิ้นเดือนธันวาคม 63 ตามลาดับ

       ธนาคารดำรงเงินกองทุนในระดับแข็งแกร่งมาโดยตลอด โดยสิ้้นเดือนมิ.ย.64 อัตราส่วนเงินกองทุนรวมต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CAR) ตามงบการเงินรวมอยู่ที่ 19.6% และ เงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยง (Tier 1) และ เงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของต่อสินทรัพย์เสี่ยง (CET 1)อยู่ที่ 15.5% และ 14.5% ตามลำดับ ซึ่งเป็นระดับที่สูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

 

 

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด