ข่าวนี้ที่ 1

SET ดิ่งแรง 34 จุด หวั่นดอกเบี้ยกลับทิศ-ฝรั่งขายหมื่นลบ.

SET ดิ่งแรง 34 จุด หวั่นดอกเบี้ยกลับทิศ-ฝรั่งขายหมื่นลบ.

   หุ้นไทย(5 พ.ค.)ดิ่งแรง 33.91 จุด กังวลดอกเบี้ยกลับทิศเป็นขาขึ้น กดดันฟันด์โฟลว์ไหลออก ฝรั่งขายสุทธิ 1 หมื่นลบ. ขณะที่การระบาดของโควิด-19 ในประเทศยังรุนแรง ฉุดศก.และความเชื่อมั่น ประเมินแนวรับแรก 1,530 จุด แนวรับถัดไป 1,500 จุด ด้าน กนง.ยังคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% จี้รัฐเร่งจัดหา-ฉีดวัคซีน ขณะที่เงินเฟ้อเดือนเม.ย.64 แตะ 3.41% พุ่งสูงสุดรอบ 8 ปี

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หุ้นไทยวานนี้(5 พ.ค.) ปรับตัวลดลงแรง โดยปิดตลาดที่ 1,549.22 จุด ลดลง 33.91 จุด (-2.14%) ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 127,109.24 ล้านบาท โดยในช่วงบ่ายดัชนีปรับลงไปต่ำสุดที่ระดับ 1,547.35 จุด ด้านนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิกว่า 10,475.57 ล้านบาท,บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 2,064.22 ล้านบาท,นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 637.34 ล้านบาทและนักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 13,177.14 ล้านบาท

 

***โบรกฯคาด SET ดิ่งแรง กังวลดอกเบี้ยกลับทิศเป็นขาขึ้น

    นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ และ หัวหน้าสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์เอเชีย พลัส จำกัด เปิดเผยกับ “สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย” ว่า สาเหตุที่หุ้นไทยปรับตัวลดลงแรง เป็นผลมาจากสหรัฐฯอาจปรับขึ้นดอกเบี้ย และกังวลการระบาดของโควิด-19 ในประเทศ อย่างไรก็ตามฝ่ายวิจัยยังไม่ปรับดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้ใหม่ โดยยังคงเป้าหมายไว้ที่ 1,670 จุด ส่วนสำหรับกลุ่มหุ้นที่น่าลงทุนคือ กลุ่มโภคภัณฑ์ และกลุ่มที่ควรหลีกเลี่ยงคือ กลุ่มท่องเที่ยว,กลุ่มโรงแรม และกลุ่มสายการบิน

    “ดัชนีร่วงลงแรงวันนี้มาจาก 2 สาเหตุหลัก ทั้งดอกเบี้ย และ โควิด โดยสิ่งที่หนุนตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมา คือ กระแสเงินทุน และ ถ้าหากมีข่าวเข้ามามีผลให้โฟลว์ไหลออกได้ ซึ่งรอบนี้มีผลต่อตลาดจริง แต่เชื่อว่ากระทบระยะสั้น และ ชั่วคราวเท่านั้น ทำให้เราไม่ได้ปรับเป้าหมายดัชนีปีนี้ลง โดยกรอบบนประเมินไว้ที่ 1,670 จุด และ กรอบล่างประเมินไว้ที่ 1,550 จุด แต่หากหลุดกรอบล่างไปแตะที่ 1,530 จุด ก็เป็นจุดที่ควรเข้าทยอยซื้อหุ้น” นายเทิดศักดิ์ กล่าว

    นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลทุน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่าปัจจัยที่ทำให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแรงมาจาก 2 สาเหตุ ไม่ว่าจะเป็นความกังวลถึงสถานการณ์ดอกเบี้ยสหรัฐที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ส่งผลให้มีแรงเทขายหุ้นในตลาดเกิดใหม่ และ พันธบัตรรัฐบาลไทย ก็ถูกเทขายเช่นกัน

    “ดอกเบี้ยไทยคาดว่าคงอยู่ที่เดิม แต่ความเสี่ยงมีมากขึ้น หากดอกเบี้ยสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ในขณะที่โควิดในประเทศก็ต้องติดตามว่าจะรุนแรงแค่ไหน ควบคุมได้หรือไม่ โดยไตรมาส 2 นี้เราเชื่อว่าดัชนีจะเคลื่อนไหวในกรอบ 1,600-1,620 จุด แต่อาจย่อตัวลงมาอยู่ในระดับ 1,500-1,450 จุดได้ ซึ่งหุ้นกลุ่มปิโตรเคมียังน่าลงทุนในช่วงนี้ เช่น IRPC,SCC และKSL” นายกรภัทร กล่าว

 

*** กนง.คงดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.5% หวั่นจีดีพีปีนี้โตแค่ 1%

    นายทิตนันท์ มัลลิกะมาส ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และในฐานะเลขานุการคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมกนง.มีมติเอกฉันท์ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 0.5% ต่อปี โดยประเมินว่าเศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงมากจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3 ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายในประเทศและแนวโน้มการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว

    ทั้งนี้ในการประชุม กนง.ในครั้งนี้ ได้พิจารณาถึงการกระจายวัคซีนและผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 กรณี คือ กรณีที่ 1 หากจัดหาและกระจายวัคซีนได้ตามเป้าหมาย หรือ ครบ 100 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะขยายตัวได้ 2% มีนักท่องเที่ยวจากต่างชาติประมาณ 1.2 ล้านคน และปีหน้าคาดว่าจะขยายตัวได้ 4.7% นักท่องเที่ยวต่างชาติ 15 ล้านคน
    
    กรณีที่ 2 หากจัดหาและกระจายวัคซีนได้ตามแผนเดิม แต่ฉีดได้ 64.6 ล้านโดส คาดว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 1.5% นักท่องเที่ยว 1 ล้านคน และปีหน้าจีดีพีจะขยายตัว 2.8% นักท่องเที่ยว 12 ล้านคน และจะเกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจประมาณ 3% ของจีดีพี หรือ คิดเป็นมูลค่า 4.6 แสนล้านบาท และกรณีที่ 3 หากจัดหาและกระจายวัคซีนได้ช้ากว่าแผนเดิมซึ่งน้อยกว่า 64.6 ล้านโดส คาดว่าจีดีพีปีนี้จะขยายตัว 1% และปีหน้าคาดขยายตัว 1.1% เท่านั้น หรือ คาดว่าจะกระทบต่อเศรษฐกิจคิดเป็น 5.7% ต่อจีดีพี หรือประมาณ 8.9 แสนล้านบาท

    "ปัจจุบัน กนง. ยังไม่ได้มีการปรับลดประมาณการเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ แต่ยอมรับว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้ากว่าที่ประเมินไว้ จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ระลอกใหม่ แต่ทั้งนี้ ยังคงต้องติดตามการประเมินการปรับประมาณการอีกครั้งในรอบถัดไป 23 มิ.ย. 64" นายทิตนันทิ์ กล่าว

 

*** พาณิชย์ เผยเงินเฟ้อทั่วไปเม.ย. 64 อยู่ที่ 3.41% สูงสุดในรอบ 8 ปี

    นายวิชานัน นิวาตจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่าเงินเฟ้อทั่วไปเดือนเม.ย. 64 อยู่ที่ 3.41% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลับมาขยายตัวครั้งแรกในรอบ 14 เดือน และขยายตัวสูงสุดในรอบ 8 ปี 4 เดือน เป็นผลจากราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ประกอบกับมาตรการลดค่าครองชีพด้านสาธารณูปโภคของรัฐสิ้นสุดลง รวมทั้งอาหารสดหลายชนิดปรับตัวสูงขึ้นตามผลผลิตที่ลดลง

 

*** FETCO เผยดัชนีความเชื่อมั่นนลท.วูบ 14.6% หั่นจีดีพีเหลือโต 1.5-2.5%

    นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการ สภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) เปิดเผยผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนประจำเดือนพ.ค.64 ว่าดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุนในอีก 3 เดือนข้างหน้าอยู่ที่ระดับ 124.37 จุด ปรับตัวลดลง 14.6% จากเดือนก่อน แต่ยังคงอยู่ในเกณฑ์ “ร้อนแรง” อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจัยที่ฉุดความเชื่อมั่นนักลงทุนมากที่สุด ได้แก่ สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ในไทย รองลงมาคือการถดถอยของเศรษฐกิจในประเทศและสัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือน

    นอกจากนี้ยังได้ปรับลดจีดีพีไทยปีนี้เหลือ 1.5-2.5% จากเดิมคาด 2.7% โดยคาดว่าภาครัฐจะมีการกระจายวัคซีนที่ดีและมีการอัดฉีดเม็ดเงินเข้ามาในระบบประมาณ 2 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้จีดีพีโตตามเป้าหมายที่คาดไว้ และในปีหน้าจีดีพีจะเติบโตได้ที่ 4% เพราะฉะนั้นในครึ่งปีหลังนี้จะเห็นเม็ดเงินไหลเข้าตลาดเกิดใหม่มากขึ้น เนื่องจากหากนักลงทุนเชื่อว่าเศรษฐกิจไทยปีหน้าจะฟื้นตัวและมีความชัดเจนในการเปิดประเทศมากขึ้น







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด