ข่าวนี้ที่ 1

BGRIM จ่อปิดดีลโรงไฟฟ้า 500-1,000MW ใช้งบ 1.5-3 หมื่นลบ.

BGRIM จ่อปิดดีลโรงไฟฟ้า 500-1,000MW ใช้งบ 1.5-3 หมื่นลบ.

    'บี.กริม เพาเวอร์ (BGRIM)' เตรียมปิดดีลซื้อิกจการและร่วมทุนโรงไฟฟ้า 500-1,000 MW ภายในปีนี้ คาดใช้งบลงทุน 1.5-3 หมื่นลบ. มีทั้งโครงการในไทย มาเลเซีย และเกาหลีใต้ ระบุศึกษานำโรงไฟฟ้าเวียดนามเข้าตลาดหุ้น หวังระดมเงินต่อยอดการลงทุน พร้อมวางงบลงทุน 10 ปี ราว 2.5-3 แสนลบ. ดันกำลังการผลิตแตะ 1 หมื่นMW 

*** จ่อปิดดีล M&A - โรงไฟฟ้า 500-1,000 MW ใช้งบ 1.5-3 หมื่นลบ. 

    นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริการการเงินและบัญชี บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยในงาน Opportunity Day เปิดเผยว่าในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทคาดว่าจะบรรลุข้อตกลงโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ (กรีนฟิลด์) และการซื้อกิจการโรงไฟฟ้า (M&A) ทั้งในและต่างประเทศเข้ามาเพิ่มเติม โดยปัจจุบันมีโอกาสใหม่รวมประมาณ 500-1,000 เมกะวัตต์ (WM) ซึ่งคาดว่าจะใช้เงินลงทุนเฉลี่ย 1 ล้านดอลลาร์ต่อ 1 MW หรือประมาณ 15,000 -30,000 ล้านบาท

    สำหรับโครงการที่บริษัทอยู่ระหว่างเจรจาดีล M&A และคาดว่าจะได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในช่วงครึ่งปีหลังนี้ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าประเภท SPP ในประเทศไทยจำนวน 3-4 โครงการ กำลังการผลิตประมาณเฉลี่ย 300-350 MW และมีโอกาสที่จะเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าได้อีก 200-300 MW ขณะที่ยังมีโครงการโรงไฟฟ้าในต่างประเทศ อาทิ โครงการโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติในประเทศมาเลเซีย ขนาดกำลังผลิต 200-250 MW ซึ่งจะมีการหาพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุน และยังมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมในประเทศเกาหลีใต้ในเฟสที่ 1 ขนาดกำลังการผลิต 100-150 MW ซึ่งอยู่ระหว่างเจรจากับพันธมิตรและมีโอกาสต่อยอดการลงทุนร่วมกับพันธมิตรในโครงการอื่นๆเพิ่มเติมอีกด้วย

*** ศึกษานำโรงไฟฟ้าเวียดนามเข้าตลาดหุ้น 

    นายนพเดช  กล่าวว่า บริษัทยังเตรียมทางเลือกช่องทางการระดมทุนที่หลากหลายทั้งการกู้เงินจากธนาคาร,การระดมทุนผ่านตราสารทุนและตลาดตราสารหนี้ อาทิ การออกกรีนบอนด์และการออกอินฟราสตรัคเจอร์ ฟันด์ รวมถึงยังมีการศึกษาช่องทางการนำโรงไฟฟ้าของบริษัทในเวียดนาม เข้าระดมทุนในตลาดหุ้นไทยหรือตลาดหุ้นเวียดนามในอนาคต หลังปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าในเวียดนามกว่า 1,000 MW และมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติที่สนใจเข้าไปรวมลงทุนเพิ่มอีก 2,000-3,000 MW รวมถึงมีธุรกิจสายส่งในประเทศเวียดนามอีกด้วย

    ขณะที่โครงการในประเทศเวียดนามหลังจากที่ก่อนหน้านี้ได้พัฒนาโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ไปแล้วนั้น ตอนนี้มีโอกาสที่จะพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้ากังหันลม ซึ่งจะเป็นโรงไฟฟ้าที่ก่อสร้างใหม่กำลังผลิตประมาณ 100-150 MW และสำหรับในระยะถัดไปในอนาคตมีแผนจะก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ (Gas to Power) ขนาดกำลังการผลิต 2,000-3,000 MW ซึ่งขณะนี้กำลังรอความชัดเจนจากรัฐบาลเวียดนามในแผนการผลิตไฟฟ้า รวมถึงมีโอกาสที่จะพัฒนาโรงไฟฟ้าแห่งใหม่ในกลุ่มประเทศอื่นๆ อาทิ ยุโรป,สหรัฐฯ,อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

*** วางงบ 10 ปี(ปี73) มูลค่า 2.5-3 แสนลบ. ลงทุนโรงไฟฟ้าแตะ 1 หมื่น MW 

    นายนพเดช กล่าวว่า ส่วนแผนการลงทุนตามเป้าหมายในช่วง 10 ข้างหน้า (ปี73) บริษัทคาดว่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 250,000-300,000 ล้านบาท ในการพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ๆ เพื่อทำให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ในปี 73 จะมีโรงไฟฟ้าแตะระดับ 10,000 MW และมีรายได้ระดับ 1 แสนล้านบาทต่อปี โดยในส่วนของด้านฐานะการเงินของบริษัทจะพยายามคุมอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ให้ไม่เกินระดับ 2 เท่า และจะคุมหนี้สินต่อทุนต่อเงินกู้แต่ละโครงการให้ไม่เกิน 3 เท่า

***  ครึ่งปีหลังต้นทุนก๊าซสูงกระทบกำไร แต่ทั้งปียังเติบโตสูง 

    บริษัท หลักทรัพย์ เอเชีย เวลท์ จำกัด เปิดเผยว่า แนวโน้มผลประกอบการไตรมาส 3/64  มีโอกาสอ่อนตัว จากการขายไฟฟ้าให้กับ EGAT และการรับรู้รายได้จากโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ในเวียดนาม ที่เป็น Low season รวมไปถึงต้นทุนเชื้อเพลิง (ราคาก๊าซ) ในการผลิตไฟฟ้าที่ปรับเพิ่ม เป็นปัจจัยกดดันผลประกอบการช่วงครึ่งปีหลัง 64  

    อย่างไรก็ตามบริษัทจะเริ่มผลิตไฟฟ้าในโครงการบ่อทอง วินด์ฟาร์ม (โรงไฟฟ้าพลังงานลม) หน่วยที่ 1 และ 2 กำลังผลิตรวม 16 เมกะวัตต์ ในเดือน ส.ค. 64 ประเมินกำไรสุทธิปี 64 อยู่ที่ 2,712 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 25% เมื่อเทียบปี 63 โดยให้ราคาเป้าหมาย 53 บาท แนะนำซื้อ เพราะยังน่าสนใจจากจาก Valuation ที่ Laggard และยังไม่ตอบรับการเติบโตของผลประกอบการ ขณะที่คาดว่าผลประกอบการยังมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องในปี 64-65 

    ด้านบริษัท หลักทรัพย์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า คาดต้นทุนก๊าซ BGRIM จะสูงขึ้นในครึ่งปีหลัง 64 ด้วยราคาก๊าซธรรมชาติมีแนวโน้มปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ โดยในไตรมาส 3/64 คาดเพิ่มขึ้น 9%จากไตรมาสก่อนหน้า เป็น 260 บาท./MMBTU และในไตรมาส 4/64 เพิ่มขึ้น 3% จากไตรมาสก่อนหน้าเป็น 267 บ./MMBTU ทำให้คาดกระทบกำไรราว -79 ล้านบาทในไตรมาส 3/64 และกระทบราว -26 ล้านบาท ในไตรมาส 4/64 ในกรณีที่ไม่ปรับขึ้น Ft ตาม   

    อย่างไรก็ตามด้วยฐานเปรียบเทียบที่ต่ำในไตรมาส 3-4/63 ประกอบกับมีโรงไฟฟ้าใหม่คือ Wind Farm ขนาด 16 เมกะวัตต์ เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์(COD) ตั้งแต่ ส.ค. 64 ทำให้คาดว่ากำไรในครึ่งหลังของปียังจะเติบโตสูงเมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน แนะนำซื้อเก็งกำไร เป้าราคา 46.50 บาท 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด