ข่าวนี้ที่ 1

ก.ล.ต.คัดเกรดนักเทรดคริปโทฯ "แพลงก์ตอน-กุ้งฝอย"หมดสิทธิ์ซิ่ง

ก.ล.ต.คัดเกรดนักเทรดคริปโทฯ

    ก.ล.ต.เปิดรับฟังความเห็น ร่างหลักเกณฑ์คุณสมบัตินักลงทุนคริปโทฯ กำหนดคุณสมบัติด้านฐานะการเงิน ต้องมีรายได้ 1 ลบ./ปี ขึ้นไป มีความรู้และประสบการณ์ลงทุนในคริปโทฯ หรือ ลงทุนในหุ้น-ฟิวเจอร์ ไม่น้อยกว่า 2 ปี และทำแบบทดสอบได้คะแนนไม่ต่ำกว่า 80% หากคุณสมบัติไม่ผ่านห้ามลงทุนโดยตรง แต่ให้ลงทุนผ่าน "ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล" เท่านั้น ด้าน "ผู้ประกอบการ" หวั่นกระทบลูกค้า - มูลค่าซื้อขายลดลง 

*** ก.ล.ต. เปิดรับฟังความเห็น คุณสมบัติผู้ลงทุนในคริปโทฯ

    สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์(ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า ก.ล.ต.ได้มีแนวคิดที่จะออกเกณฑ์ในการกำหนดคุณสมบัติผู้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี (cryptocurrency) เนื่องจากเห็นว่า คริปโทฯ เป็นนวัตกรรมทางการเงินรูปแบบใหม่ ที่มีความผันผวนสูง การลงทุนจึงต้องอาศัยความรู้ ความเข้าใจและความสามารถรับความเสี่ยงจากการได้รับผลขาดทุนจากการลงทุนได้ 

    ทั้งนี้ การกำหนดคุณสมบัติของผู้ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี เพื่อให้มีกลไกคุ้มครองผู้ลงทุนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ โดยจะเปิดรับฟังความคิดเห็นจาก ประชาชนและผู้เกี่ยวข้อง ตั้งแต่วันนี้ไปจนถึงวันที่ 27 มีนาคม 2564 และจะจัดเสวนา เพื่อรับฟังความคิดเห็นผ่านทางเฟซบุ๊กไลฟ์ เพจ “สำนักงาน กลต.” ในวันที่ 24 มีนาคม 2564

    ก.ล.ต.คาดว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ภายในไตรมาส 3 ปี 2564 เป็นต้นไป โดยประชาชนสามารถเข้าไปแสดงความคิดเห็นได้ว่าเห็นด้วยหรือไม่กับแนวคิดนี้ 

*** ต้องมีรายได้ปีละไม่ต่ำกว่า 1 ลบ.-เคยลงทุนคริปโทฯ

    สำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า ในเบื้องต้น ก.ล.ต.ได้กำหนดคุณสมบัตินักลงทุนคริปโทฯ ไว้ดังนี้
    (1) คุณสมบัติในด้านฐานะการเงิน ได้แก่ 
    ก.มีรายได้ต่อปี (ไม่นับรวมกับคู่สมรส) ตั้งแต่ 1 ล้านบาทขึ้นไป หรือ 
    ข.มีสินทรัพย์สุทธิ (ไม่นับรวมมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัยประจำ) ตั้งแต่ 10 ล้านบาทขึ้นไป หรือ 
    ค.มีมูลค่าการลงทุนในหลักทรัพย์ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า หรือสินทรัพย์ดิจิทัล (port size) ตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป 
    (2) คุณสมบัติด้านความรู้ 
    โดยจะต้องเป็นผู้ลงทุนที่มีประสบการณ์ลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซี หรือมีประสบการณ์ลงทุนในหลักทรัพย์ หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ไม่น้อยกว่า 2 ปี หรือ เป็นบุคลากรในธุรกิจตลาดทุน เช่น ผู้แนะนำการลงทุน ผู้วางแผนการลงทุน นักวิเคราะห์การลงทุน เป็นต้น หรือ เป็นผู้ทดสอบผ่านหลักสูตรด้านการลงทุน CFA,CISA,CAIA,CFP เป็นต้น
    ไม่เพียงแค่คุณสมบัติในด้านฐานะการเงิน และ ด้านความรู้เท่านั้น แต่เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ลงทุนมีความรู้ความเข้าใจที่เพียงพอ ก.ล.ต.จึงเห็นควรกำหนดให้ผู้ลงทุนต้องผ่านการทดสอบความรู้ (knowledge test) ก่อนการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัล โดยผู้ประกอบการจะต้องจัดให้มีการทดสอบความรู้ครอบคลุมหัวข้อเรื่องลักษณะ ความเสี่ยง และผลตอบแทนของสินทรัพย์ดิจิทัล และจะสามารถเริ่มให้บริการแก่ผู้ลงทุนได้ต่อเมื่อผู้ลงทุนมีคะแนนการทดสอบความรู้ในแต่ละหัวข้อไม่น้อยกว่า 80%

*** คุณสมบัติไม่ผ่าน ห้ามลงทุนคริปโทฯโดยตรง

    สำนักงาน ก.ล.ต. ระบุว่า ผู้ลงทุนที่ไม่มีคุณสมบัติตามที่กำหนด "จะไม่สามารถลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีได้โดยตรง" โดยสามารถลงทุนในคริปโทเคอร์เรนซีได้ผ่านผู้ที่ได้รับอนุญาตประกอบธุรกิจ "ผู้จัดการเงินทุนสินทรัพย์ดิจิทัล" (DA Fund manager) เท่านั้น ทั้งนี้ ในการเปิดบัญชีใช้บริการใหม่ ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลต้องกำหนดจำนวนเงินขั้นต่ำในการเปิดบัญชีไม่ต่ำกว่า 1,000 บาท

             อย่างไรก็ตาม ขอบเขตการบังคับใช้กฎเกณฑ์ในการกำหนดคุณสมบัติผู้ลงทุนนี้จะไม่นำไปใช้กับคริปโทเคอร์เรนซี ที่ผู้ออกมีกลไกการกำหนดมูลค่าไว้กับสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงปลอดภัย รวมถึงส่วนผสมของทรัพย์สินดังกล่าว เช่น สกุลเงิน (fiat currency) พันธบัตรรัฐบาล ทองคำ เป็นต้น (stable coin)

*** ผู้ประกอบการหวั่นกระทบลูกค้า

    นายปรมินทร์ อินโสม  ผู้ก่อตั้งและกรรมการ บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น ผู้ให้บริการศูนย์ซื้อขายสกุลเงินดิจิทัลแบรนด์ "SatangPro" เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า หากมองในมุมของสำนักงาน ก.ล.ต. ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า มีความเป็นห่วงนักลงทุนและต้องการคุ้มครองนักลงทุนไม่ให้เกิดความเสียหาย เนื่องจากนักลงทุนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในระยะต้นปีมานี้ ส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในตลาด ซึ่งมีความผันผวนสูงมาก 

    " ถ้าผมสวมหมวก ก.ล.ต. ก็เป็นที่เข้าใจได้ว่า ทำไมถึงออกร่างเกณฑ์นี้ขึ้นมา เพราะถ้าเกิดความเสียหายขึ้น รายย่อยที่ยังไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัล  บางครั้งก็อาจจะโยนความผิดไปที่ผู้บริการ Exchange และอาจจะต่อเนื่องไปถึงสำนักงาน ก.ล.ต. ซึ่งเป็นผู้ที่ให้ใบอนุญาตกับ Exchange ด้วย 
    และผมเชื่อว่า ร่างเกณฑ์ใหม่นี้ คนน่าจะแห่ไปแสดงความคิดเห็นกันเยอะ เพราะว่าเดือดร้อนกันถ้วนหน้า น่าจะเข้าไปแสดงความคิดเห็นมากกว่าเกณฑ์เฮียริ่งเรื่องแบนไพรเวซีคอยน์ที่ออกมาก่อนหน้านี้เสียอีก" นายปรมินทร์ กล่าว 

    อย่างไรก็ตาม หากมองในมุมของผู้ประกอบการ ยอมรับว่า หากเกณฑ์นี้มีผลบังคับใช้จริงจะทำให้กระทบในด้านลบทั้งลูกค้าน้อยลง  มูลค่าการซื้อขายในตลาดลดลง และนำไปสู่รายได้ของ Exchange ลดลง ที่สำคัญนักลงทุนรายย่อยที่มีคุณสมบัติไม่ครบเงื่อนไขในการเปิดบัญชี ส่วนหนึ่งอาจจะหันไปเปิดบัญชีซื้อขายกับเว็บเทรดในต่างประเทศแทน

    "แต่หากจะมองในแง่บวก กฎเกณฑ์นี้ จะช่วยคัดกรองรายย่อยที่ไม่มีความรู้ความเข้าใจในเรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลเลย และเข้ามาลงทุนบนความไม่รู้ ตรงนี้ก็จะลดปัญหาหรือความยุ่งยากในการให้บริการของผู้ประกอบการลงไปได้ เนื่องจากเกณฑ์ใหม่ จะทำให้ผู้ที่จะเข้ามาในตลาดนี้เป็นผู้ที่พอจะมีความรู้เรื่องสินทรัพย์ดิจิทัลในระดับหนึ่ง และหากเกิดความเสียหายจากการลงทุน อย่างน้อยพวกเขาเข้าใจ เพราะมีความรู้ในเรื่องนี้" 

*** เกณฑ์รายได้ 1 ลบ./ปี สูงเกินไป
    
     นายเอกลาภ ยิ้มวิไล ผู้ร่วมก่อตั้ง และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ซิปเม็กซ์ (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า เห็นด้วยกับการให้การศึกษา การให้ความรู้นักลงทุน แต่ไม่เห็นด้วยในส่วนอื่นๆ โดยเฉพาะเกณฑ์รายได้ 1 ล้านบาท ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูง เพราะคนส่วนใหญ่ในประเทศไทยไม่ได้มีรายได้ต่อปีสูงขนาดนี้ อยู่ในช่วง 300,000-400,000 บาท ทำให้จำกัดโอกาสในการลงทุนของนักลงทุนรายย่อย 
     
    "ผมมองว่ามาตรฐานสูง เกินไป ดูเหมือนไม่ใช่เป็นการดูแลนักลงทุน แต่เป็นการปิดโอกาสนักลงทุนมากกว่า เพราะเงินของประชาชนที่หามาได้เขาควรจะมีสิทธิ์ตัดสินใจลงทุนได้เอง ไม่ใช่ถูกควบคุมว่า ลงทุนได้หรือลงทุนไม่ได้ 

    อย่างหุ้นในตลาด เช่น OR ก็วิ่งเป็น 100% ก็ไม่เห็นจะมีปัญหา หรืออย่าง DELTA เต็มที่ก็ติดแคชบาลานซ์ ซึ่งในส่วนของบัญชีซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซี มันก็เป็นแบบแคชบาลานซ์อยู่แล้ว มีเงินเท่าไหร่ก็ซื้อได้เท่านั้น และความเสี่ยง ถ้าเราดูหวยเวลาซื้อหวยถ้าไม่ถูกก็คือหมดเลย แต่ Digital Asset อาจจะขาดทุนก็จริงแต่ไม่ใช่เงินจะหายทั้งหมด"  นายเอกลาภ กล่าว 

    นายเอกลาภ กล่าวด้วยว่า  สิ่งที่จะเกิดขึ้นหากเกณฑ์นี้มีผลบังคับใช้ คือ เงินจะไหลออกไปนอกประเทศ และกระทบต่อภาพใหญ่ของเศรษฐกิจ และคงยากแล้วที่ไทยจะเป็นศูนย์กลางสินทรัพย์ดิจิทัลแห่งเอเชีย ตลาดคริปโทเคอร์เรนซี มีแนวโน้มคึกคัก เมื่อนักลงทุนถูกจำกัดโอกาสในการลงทุนก็อาจจะหาช่องทางไปซื้อขายในแพลตฟอร์มของต่างประเทศ ซึ่งไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของสำนักงาน ก.ล.ต. ประเทศไทย หากนักลงทุนเกิดความเสียหายก็จะยิ่งเกิดปัญหาตามมาหนักกว่าเดิม เพราะไม่สามารถมาเรียกร้องให้ ก.ล.ต.ไทยช่วยเหลือได้ ที่สำคัญจะเกิดธุรกิจใต้ดินมากยิ่งขึ้น 

    "พวกธุรกิจใต้ดิน รับเงินสดไปซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลให้ เป็นนอมินี หนักสุดก็มี scam หลอกเอาเงินไปลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัล เพราะคนไม่มีทางเลือก เปิดบัญชีไม่ผ่านแต่อยากลงทุน ปัญหาอาจจะตามมามากกว่าเดิมก็ได้"นายเอกลาภ กล่าว 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด