ข่าวนี้ที่ 1

เอกชนรุมหั่นเป้าจีดีพี หวั่นโควิดลากยาวฉุดทั้งปีโตต่ำกว่า 1%

เอกชนรุมหั่นเป้าจีดีพี หวั่นโควิดลากยาวฉุดทั้งปีโตต่ำกว่า 1%

    ภาคเอกชนประสานเสียงหั่นเป้าจีดีพีปีนี้ หลังเศรษฐกิจไทยได้รับผลกระทบจากโควิดมากกว่าคาด CIMBT ปรับลดจีดีพีปีนี้เหลือโต 1.3% จากเดิม 1.9% มองหากโควิดระบาดยาวถึงไตรมาส 4 อาจจะโตต่ำกว่า 1% ด้าน"ศูนย์วิจัยกสิกรฯ" จ่อหั่นจีดีพีปีนี้อีกครั้ง หลังมองแนวโน้มเป็นขาลงมากกว่าฟื้นตัว ขณะที่ ธปท.คาดเศรษฐกิจกลับสู่ปกติไตรมาส 1/66

*** CIMBT หั่นจีดีพีปีนี้เหลือโต 1.3% โควิดฉุดศก.

    ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด(มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า จากการระบาดของโควิด -19 ระลอก 3 ที่มีแนวโน้มยาวนาน ประกอบกับการฉีดวัคซีนล่าช้า หรือ วัคซีนยังมีประสิทธิภาพไม่เต็มที่ มีผลต่อเนื่องให้การระบาดของโควิด-19 ระลอกอื่นๆ กำลังจะเกิดขึ้นตามมา ขณะเดียวกัน ไวรัสกลายพันธุ์ และ ปัจจัยการฟื้นตัวของตลาดโลก สำนักวิจัยฯ จึงได้ปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจของไทยปี 64 จากโต 1.9% เหลือโต 1.3%
    “เราคาดว่าจะเปิดประเทศได้บางส่วนในเดือนต.ค. แต่หากกรณีเลวร้ายสุด การระบาดลากยาวไปถึงไตรมาส 4/64 จะเห็นจีดีพีต่ำกว่า 1% แต่คงไม่ติดลบ เพราะมีการส่งออกหนุน ตลอดจนมาตรการของรัฐซึ่งที่ออกมาสามารถพยุงได้ในระดับหนึ่ง แต่อยากให้ใช้นโยบายคลังมากกว่านโยบายการเงิน การลดดอกเบี้ยช่วยได้ระยะสั้น ซึ่งอยากให้ช่วยตรงจุด คือ ซอฟท์โลน ธปท. ต้องให้แบงก์ลดเงินนำส่ง FIDF เพื่อให้แบงก์ไปลดดอกเบี้ยเงินกู้ลง อันนั้นจะสามารถช่วยเหลือคนที่ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริงได้” ดร.อมรเทพ กล่าว

*** หั่นจีดีพีปี 65 เหลือโต 4.2% จากเดิม 5.1%

    ดร.อมรเทพ กล่าวว่า สำนักวิจัยฯยังได้ปรับลดประมาณการขยายตัวทางเศรษฐกิจปี 65 จากโต 5.1% เหลือโต 4.2% ในขณะที่การส่งออกปีนี้คาดขยายตัว15.5% และ ปี 65 ขยายตัว 10.5%
    ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยยังเผชิญปัจจัยเสี่ยงเสริมเข้ามา ได้แก่  การใช้จ่ายที่ ซึม และ นิ่ง  ความไม่เท่าเทียม จากการฟื้นตัวในระดับที่ต่างกัน ของกลุ่มคนรายได้น้อย กลุ่ม SME กลุ่มคนประกอบอาชีพอิสระ  การเปลี่ยนมุมมองด้านโลกาภิวัตน์ (reversed globalization) สงครามการค้าสหรัฐ-จีน ทวีความกดดันขึ้นอีกครั้ง หลังเศรษฐกิจยักษ์ใหญ่ G7 ร่วมมือกันกดดันจีน และประสิทธิภาพของวัคซีน การวางแผนฉีดวัคซีนให้ถึง 100 ล้านโดส ต้องติดตามว่าวัคซีนที่ได้รับสามารถป้องกันไวรัสกลายพันธุ์ได้หรือไม่ 
    อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจไทยจะฟื้นเร็วกว่าที่คาดหากปัจจัยเร่ง ได้แก่ สร้างความเชื่อมั่น หากมีการเร่งฉีดวัคซีนโดยเร็ว ควบคู่ไปกับเอกชนเข้าถึงวัคซีนทางเลือกรวดเร็ว  ฟื้นแรงงานภาคเกษตร หลังปิดกิจกรรมเศรษฐกิจ คนย้ายถิ่นฐานกลับบ้าน เตรียมแผนรับนักท่องเที่ยวปีหน้า เร่งทำ Bubble Tourism กับต่างประเทศ และเร่งการใช้จ่ายภาครัฐให้ตรงจุด บรรเทาปัญหาแรงงานด้วยการเร่งประกันสังคมชดเชยรายได้ ดูแล SME ให้สามารถจ่ายเงินเดือนพนักงาน มีค่าชดเชยรายได้ที่หายไป 

*** ศูนย์วิจัยกสิกรฯ จ่อหั่นจีดีพีลง จากเดิมคาดโต 1.8% 

    นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย"ว่า ขณะนี้ศูนย์วิจัยฯ อยู่ระหว่างประเมินผลกระทบเศรษฐกิจ ภายหลังจากสถานการณ์โควิด-19 ยืดเยื้อ และประกาศคุมเข้มในพื้นที่ 6 จังหวัด ในกรุงเทพฯ และปริมณฑล ซึ่งเบื้องต้นการประกาศคุมเข้ม หรือ มาตรการกึ่งล็อกดาวน์ ใน 6 จังหวัดนั้น คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อจีดีพีประมาณ 0.25% ขณะที่จีดีพีทั้งปีนั้น หากพิจารณาจากสถานการณ์ในตอนนี้ คาดว่าจะเป็นไปในทิศทางขาลงจากที่ประมาณการไว้ 1.8% 

    "ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ทั้งการควบคุมพื้นที่ หรือตัวเลขผู้ติดเชื้อที่ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่องนั้น จึงมองว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้ น่าจะไปในทิศทางขาลงมากกว่า แต่จะปรับลงเท่าไหร่นั้น คงยังไม่สามารถระบุได้ในตอนนี้ คงต้องรอติดตามสถานการณ์ของเดือนก.ค. อีกครั้งว่าจะมีทิศทางอย่างไร ส่วนหากกรณีเลวร้ายมากๆ สถานการณ์โควิดลากยาวไปถึงสิ้นปี เศรษฐกิจก็ยังโต แต่อาจจะน้อย แต่ถามว่าติดลบหรือไม่ คงไม่ เพราะปีนี้ถ้าเทียบกับปีที่แล้วคือฐานต่ำมาก ติดลบ 6% กว่า ดังนั้นหากปีนี้จะติดลบ สถานการณ์จะต้องแย่กว่าปีที่แล้วค่อนข้างมาก"นางสาวณัฐพร กล่าว 

    ส่วนการเปิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์จะส่งผลในเชิงบวกต่อจีดีพีหรือไม่นั้น ถ้าพิจารณาจากตัวเลขนักท่องเที่ยวเข้ามาขาแรก 24 คน นั้นคงไม่ แต่การเปิดภูเก็ต แซนด์บ็อกซ์จะเป็นในแง่โครงการนำร่องมากกว่า

*** ธปท.ชี้ศก.ไทยฟื้นตัวช้า กลับสู่ปกติไตรมาส 1/66 
        
    นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในวารสารพระสยาม ของ ธปท. ฉบับเดือนพ.ค.-มิ.ย. 64 ว่า จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยืดเยื้อ ส่งผลให้คาดว่า เศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาขยายตัวได้ก่อนโควิด-19 ได้ คือช่วงไตรมาส 1/66 ซึ่งเป็นผลจากลักษณะโครงสร้างทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 5 ปีขึ้นไปกว่าจะฟื้นตัวได้เท่าก่อนโควิด
    ดังนั้น สิ่งที่สำคัญ คือ การออกมาตรการช่วยเหลือและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ ซึ่งที่ผ่านมา ธปท.ได้ออกมาตรการเป็นแบบปูพรม แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน การช่วยเหลือแบบปูพรมทุกคนอาจไม่เหมาะสม และอาจมีผลข้างเคียงในระยะยาว ดังนั้น การช่วยเหลือแบบเจาะจงสำหรับผู้ที่ต้องการได้รับความช่วยเหลือนั้นจะมีความเหมาะสมมากกว่า 
     "ตอนแรก มองว่าผลกระทบจากวิกฤตโควิด 19 'แรงแต่สั้น' มาตรการรอบแรกจึงทำแบบปูพรม แต่จะเห็นว่าวิกฤตวันนี้หนัก ยืดเยื้อ และมีผลกระทบไม่เท่าเทียม การฟื้นตัวจึงแตกต่างกัน เช่น ภาคอุตสาหกรรมและการส่งออกเริ่มฟื้นตัวแล้ว แต่ภาคบริการโดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยวยังไม่มีรายได้ เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยเข้ามาเที่ยวไทยปีละ 40 ล้านคน ตอนนี้เหลือ 0 หรือในกลุ่มลูกหนี้รายย่อย มนุษย์เงินเดือนบางส่วนได้รับผลกระทบไม่มาก เพราะยังมีเงินเดือน มีสวัสดิการอยู่ แต่แรงงานรายวันได้รับผลกระทบเต็ม ๆ ฉะนั้น มาตรการแบบปูพรมจึงไม่เหมาะ เพราะอาจมีผลข้างเคียงในระยะยาวต่อวินัยของลูกหนี้ จึงเป็นที่มาของการออกแบบมาตรการเพื่อแก้ไขในจุดที่เป็นปัญหา (targeted)"นายเศรษฐพุฒิ กล่าว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด