ข่าวนี้ที่ 1

สศช.คาดจีดีพีปีนี้ติดลบแค่ 6% "บริโภค-ส่งออก"เริ่มฟื้นตัว

สศช.คาดจีดีพีปีนี้ติดลบแค่ 6%

"สศช." มองเศรษฐกิจไทยดีขึ้น คาดปีนี้ติดลบแค่ 6% จากเดิมคาดติดลบ 7.3-7.8% และปีหน้ากลับมาขยายตัว 3.5-4.5% หลังไตรมาส 3/63 เศรษฐกิจไทยติดลบแค่ 6.4% ดีกว่าคาด หลังรัฐคลายล็อกดาวน์ หนุนการใช้จ่าย-การลงทุนเพิ่มขึ้น ด้าน"รมว.คลัง" สั่งรัฐวิสาหกิจจัดทำแผนเร่งเบิกจ่ายงบประมาณปี 64 ให้ได้ตามเป้า

*** ปรับจีดีพีปีนี้ดีขึ้น เป็นติดลบ 6%

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ดีขึ้น เป็นติดลบ 6% จากเดิมคาดติดลบ 7.3% ถึงติดลบ 7.8% และคาดว่าในปี 64 จะกลับมาขยายตัวได้ 3.5-4.5%

     ด้านการส่งออกปีนี้คาดว่าจะติดลบ 7.5% และกลับมาขยายตัวได้ 4.2% ในปี 64 ส่วนการนำเข้าปีนี้คาดติดลบ 13.8% ส่วนปีหน้าคาดโต 5.3%

     สำหรับดุลบัญชีการค้าปีนี้คาดเกินดุล 38.3 พันล้านดอลลาร์ และปีหน้าคาดเกินดุล 37.9 พันล้านดอลลาร์ ขณะที่ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้คาดเกินดุล 14 พันล้านดอลลาร์ และปีหน้าคาดเกินดุล 13.9 พันล้านดอลลาร์

    อัตราเงินเฟ้อทั่วไปปีนี้ คาดจะติดลบ 0.9% และปีหน้าคาดว่าจะอยู่ในช่วง 0.7-1.7%

    โดยมองว่า เศรษฐกิจไทยในปี 64 คาดว่าจะมีแรงสนับสนุนจากการปรับตัวดีขึ้นของอุปสงค์ภายในประเทศ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจและปริมาณการค้าโลก แรงขับเคลื่อนจากภาครัฐจากการเบิกจ่ายภายใต้กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีและมาตรการทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังมีแรงขับเคลื่อนจากฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกติในปีนี้

***  Q3/63 จีพีพีติดลบแค่ 6.4%

    นายดนุชา กล่าวถึงเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/63 ติดลบ 6.4% ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ติดลบ 12.2%  โดยการส่งออกติดลบ 8.2%  และนำเข้าติดลบ 17.8% ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปติดลบ 0.7%

    โดยไตรมาส 3/63  พบว่า การใช้จ่ายของภาครัฐและการลงทุนภาครัฐขยายตัวมากขึ้น การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน รวมถึงการส่งออกสินค้าปรับตัวลดลงในอัตราที่น้อยกว่าในไตรมาสก่อน โดยการบริโภคภาคเอกชน ลดลง 0.6% ดีกว่าไตรมาสก่อนที่ลดลง 6.8%

     ทั้งนี้ การบริโภคที่ปรับดีขึ้น เป็นผลจากการผ่อนคลายมาตรการปิดสถานที่และยกเลิกการจำกัดการเดินทางในประเทศ และการดำเนินมาตรการช่วยเหลือ เยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและฟื้นฟูเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจและการใช้จ่ายภายในประเทศกลับมาฟื้นตัวได้

     " ตั้งแต่ช่วงคลายมาตรการล็อกดาวน์เครื่องชี้ต่างๆเริ่มปรับดีขึ้น ตลาดส่งออกในหลายตลาดมีตลาดที่บวกคือสหรัฐ แต่หลายตลาดแม้ยังติดลบก็ติดลบน้อยลงมาก ส่วนนี้จะส่งผลให้เศรษฐกิจไทยในปีนี้เป็นไปได้”นายดนุชา กล่าว

*** จับตาโควิดรอบ 2-หนี้ครัวเรือน

    การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยยังมีข้อจำกัดและปัจจัยเสี่ยงที่อาจส่งผลต่อกระทบ ประกอบด้วย 1.ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในหลายประเทศ ขณะเดียวกันยังมีความไม่แน่นอนของการค้นพบวัคซีนและยารักษาทั้งความไม่แน่นอนทางด้านประสิทธิภาพและระยะเวลาที่จะใช้ในการค้นพบ จนอาจทำให้ประเทศต่างๆ ต้องกลับมาดำเนินมาตรการควบคุมการระบาดในบางพื้นที่อีกครั้ง

     2.เงื่อนไขด้านการจ้างงานและฐานะการเงินของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ซึ่งจะเป็นแรงกดดันต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคธุรกิจ โดยสถานการณ์การว่างงานในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาพบว่า มีคนว่างงานทั้งส้น 7.37 แสนคน คิดเป็นอัตราการว่างงาน 1.9%
 
    สัดส่วนหนี้ครัวเรือน ณ ไตรมาส 2 อยู่ที่ 83.8% เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนที่อยู่ที่ 80.2% ซึ่งมีแนวโน้มที่จะเป็นข้อจำกัดต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายภาคครัวเรือนและการลงทุนของภาคธุรกิจ

     3.ความเสี่ยงจากสถานการณ์ภัยแล้ง ที่อาจส่งผลต่อปริมาณน้ำที่ไม่เพียงพอกับการทำการเกษตรในปีเพาะปลูก 63/64 โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลผลิตข้าวนาปรังที่อาจจะไม่สามารถเพาะปลูกได้ในบางพื้นที่

     4.ความผันผวนของเศรษฐกิจและการเงินโลก โดยมีเงื่อนไขในเศรษฐกิจโลกที่จะต้องติดตามและประเมินสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งทิศทางและแนวนโยบายของประธานาธิบดีคนใหม่สหรัฐ นโยบายเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ นโยบายการค้าระหว่างประเทศ และนโยบายด้านความมั่นคงที่จะส่งผลในหลายมิติ

    นอกจากนี้ยังต้องจับตาการฟื้นตัวของการค้าโลก ภูมิศาสตร์ในการตั้งฐานการผลิตของผู้ประกอบการ ปัญหาความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์โดยเฉพาะในภูมิภาคตะวันออกกลาง การออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักรที่มีแนวโน้มจะออกแบบไม่มีข้อตกลง

     ขณะเดียวกัน ยังต้องติดตาม เสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่เปราะบาง โดยเฉพาะในประเทศที่มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และความผันผวนของเงินลงทุนระหว่างประเทศภายใต้ความไม่แน่นอนของสถานการณ์การแพร่ระบาด ซึ่งจะส่งผลต่อความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนและแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก 

*** ห่วงเงินบาทแข็งค่า
 
     ภายใต้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก คาดว่าเงินลงทุนจะย้ายออกจากสินทรัพย์ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลระยะยาว ทองคำ ไปยังสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนที่สูงขึ้นและจะทำให้เงินทุนไหลเข้ากลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้นจนสร้างแรงกดดันต่ออัตราแลกเปลี่ยน

     อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความเปราะบางของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและเสถียรภาพทางเศรษฐกิจที่อาจ    ได้รับผลกระทบหากการแพร่ระบาดมีความรุนแรงและยืดเยื้อมากขึ้น จนส่งผลให้เงินลงทุนไหลออกจากประเทศกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็วได้
     
     สำหรับการแข็งค่าเงินเงินบาทนั้น จะเป็นไปตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกที่จะส่งผลให้เงินทุนระหว่างประเทศมีแนวโน้มไหลออกจากสินทรัพย์ปลอดภัยเข้าสู่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่มากขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์ โดยประเมินว่าค่าเงินบาทปีนี้เฉลี่ยที่ระดับ 31.3 บาทต่อดอลลาร์ และในปี 64 คาดว่าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีมีแนวโน้มจะอยู่ในช่วง 30.3-31.3 บาทต่อดอลลาร์ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากปีนี้

     ด้านราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปีนี้คาดอยู่ที่ 41.8 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และในปีหน้าคาดว่าจะอยู่ในช่วง 41-51 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ปัจจัยสนับสนุนจากการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเป็นสำคัญ รวมถึงแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในปีหน้า ส่งผลให้ความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกเพิ่มขึ้น

     ขณะที่รายรับจากนักท่องเที่ยวในปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 0.46 ล้านล้านบาท  ปีหน้าคาดว่าจะอยู่ที่ 0.49 ล้านล้านบาท  จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่ที่ 5 ล้านคน ภายใต้สมมติฐานที่วัคซีนป้องกันไวรัสโควิด-19 จะสามารถผลิตออกมาเริ่มใช้ได้ในช่วงไตรมาส 3/64 และจะสามารถใช้ได้อย่างเผยแพร่ตั้งแต่ไตรมาส 4/64 ส่งผลให้คาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติจะสามารถเดินทางเข้ามามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงครึ่งปีหลัง

*** คลังมองศก.พ้นจุดต่ำสุดแล้ว

     นายพรชัย ฐีระเวช ที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจการเงิน สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ในฐานะรองโฆษกกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า  การที่ สศช. ประกาศเศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/63 ติดลบ 6.4% ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้เดิม และปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาส 2/63 ที่หดตัว12.1%  แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว

     กระทรวงการคลังมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยจะปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่เหลือของปี 63 และสามารถกลับมาขยายตัวเป็นบวกได้อีกครั้งในปี 64 โดยกระทรวงการคลังจะพิจารณาปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 63 และ 64 อีกครั้ง ณ สิ้นเดือนม.ค. 64

  สำหรับการดำเนินมาตรการในระยะต่อไปจะมุ่งเน้นการสนับสนุนการขยายตัวทางเศรษฐกิจ การรักษาระดับการจ้างงาน การเร่งรัดการใช้จ่ายของภาครัฐและรักษาเสถียรภาพการคลัง เพื่อสนับสนุนให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยมีความต่อเนื่องและยั่งยืน
 
 *** เร่งรัฐวิสาหกิจเบิกงบปี 64 ตามเป้า 

      นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ได้เร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจเบิกจ่ายงบลงทุนให้ได้ 95% ของงบประมาณที่ได้รับการอนุมัติที่ 2.85 แสนล้านบาท ขณะที่ปี 63 คาดว่าจะเบิกจ่ายได้ 95% จากงบ 3.7 แสนลบ. โดยช่วงที่ผ่านมาเบิกจ่ายไปแล้ว 80-82%       

     นอกจากนี้ ยังให้ สคร. เร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่ร่วมทุนกับภาคเอกชน (PPP) ซึ่งตั้งแต่ปี 59 - ปัจจุบัน ได้อนุมัติโครงการฯ ไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท ทั้งที่กำลังก่อสร้าง และอยู่ระหว่างจัดซื้อจัดจ้าง ให้ติดตามเป็นพิเศษไม่ให้เกิดความล่าช้า     
 
    ทั้งนี้ได้มอบหมายรัฐวิสาหกิจจัดทำแผนการใช้จ่ายปี 64 และ 65 ใหม่ ไปพร้อมกัน 2 ปี เนื่องจากปี 63 ที่ผ่านมามีรัฐวิสาหกิจทุกแห่งได้รับผลกระทบจากโควิด-19  จึงให้พิจารณาการใช้จ่ายระยะต่อเนื่องในปี 64 เพื่อเป็นฐานของปี 65 ต่อไป

*** KBANK มองจีดีพีปีนี้ติดลบ 7%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงายว่า เศรษฐกิจไทยไตรมาส 3/63 หดตัวดีกว่าที่ตลาดคาดที่ติดลบ 8% โดยกิจกรรมทางเศรษฐกิจในไตรมาสที่ 3 ที่ฟื้นตัวดีส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากความต้องการที่สะสมมาจากช่วงก่อนหน้าหลังจากมีการผ่อนปรนมาตรการล็อกดาวน์ในหลายประเทศรวมถึงไทย และมีแรงหนุนของการส่งออกที่หดตัวน้อยกว่าที่ประเมิน 

     ทั้งนี้ เศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4/2563 คาดว่าจะยังหดตัวอยู่ใกล้เคียงกับไตรมาสที่ 3/63  ท่ามกลางมาตรการกระตุ้นการใช้จ่ายครัวเรือนของภาครัฐเป็นปัจจัยสนับสนุน  

    ทำให้ปรับประมาณการส่งออกปี 63 เป็นติดลบ 7% ในขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐทั้งการบริโภคและการลงทุนก็ขยายตัวดีกว่าคาด และภาพรวมเศรษฐกิจไทยปี 63 มีแนวโน้มหดตัวไม่ต่ำกว่า 7% 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด