ข่าวนี้ที่ 1

กูรูฟันธง กนง. คงดอกเบี้ยที่ 0.50% ลุ้นหั่นเงินนำส่ง FIDF

กูรูฟันธง กนง. คงดอกเบี้ยที่ 0.50% ลุ้นหั่นเงินนำส่ง FIDF

    นักวิเคราะห์ประสานเสียง! คาดที่ประชุม กนง. วันที่ 23 มิ.ย.นี้ มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 0.50% หนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ แต่แนะจับตาการปรับเป้าจีดีพี การออกมาตรการลดหนี้ครัวเรือน ช่วยประชาชน รวมถึงการส่งสัญญาณลดเงินนำส่ง FIDF เพื่อเปิดทางให้แบงก์พาณิชย์ลดดอกเบี้ยเงินกู้ ด้านหุ้นไทยผันผวนหนัก ระหว่างวันดัชนีหลุด 1,600 จุด สัปดาห์นี้ประเมินแนวรับ 1,580 จุด

 

***CIMBT คาด กนง.คงดอกเบี้ย 0.5% แบงก์ลุ้นลดเงินนำส่ง FIDF

    นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า คาดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ในวันที่ 23 มิ.ย.นี้ จะมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ระดับปัจจุบันที่ 0.5% แต่จะต้องติดตามการส่งสัญญาณของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต่อด้วย เนื่องจากภาพรวมเศรษฐกิจน่าจะโตช้ากว่าที่คาดไว้ก่อนหน้า จากการระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่ยืดเยื้อ ขณะที่การเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติอาจไม่ได้มามากจากที่คาดไว้ก่อนหน้า และมีโอกาสที่ธปท.จะปรับลดอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ปีนี้ลงต่ำกว่า 2%

    อย่างไรก็ตามเศรษฐกิจยังมีตัวสนับสนุน คือ การส่งออกที่ฟื้นตัวเร็วกว่าที่คาดตามการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐและจีน รวมถึงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐที่อัดฉีดเข้ามา ซึ่งถือเป็นตัวผยุงเศรษฐกิจที่สำคัญ

    นอกจากนี้ แม้กนง.จะคงดอกเบี้ยไว้ แต่สิ่งที่ต้องติดตามคือ นโยบายการเงินที่สอดรับกับที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วงเรื่องภาระหนี้ภาคเอกชนที่ยังสูง ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้ที่ ธปท.จะปรับลดอัตราเงินนำส่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและสถาบันการเงิน (FIDF) ซึ่งถือเป็นอีกเครื่องมือหนึ่ง ที่จะทำให้สถาบันการเงินสามารถปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับธุรกิจและครัวเรือนได้

 

*** บล.โนมูระฯ แนะจับตาธปท.ออกมาตรการช่วยเหลือลูกหนี้

    นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน  คาดว่ากนง.จะมีมติให้คงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ 0.5% ต่อปีเช่นกัน และตลาดคงรอดูประเด็นสำคัญว่า ธปท. จะปรับคาดการณ์จีดีพีไว้ในกรอบไหนบ้าง โดยเชื่อว่าทางกนง.คงยังไม่มีการส่งสัญญาณปรับเปลี่ยนนโยบายการเงินอะไร เนื่องจากมองว่าเศรษฐกิจไทยยังต้องใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยต่ำต่อไป และคาดว่าจะใช้นโยบายดังกล่าวถึงปี 65 

    แต่สิ่งที่ต้องจับตาคือ นโยบายการช่วยเหลือลูกหนี้ใหม่ๆ มีอะไรอีกหรือไม่ เนื่องจากสัญญาณสัปดาห์ก่อน ทำให้กลุ่มคอนซูเมอร์ไฟแนนซ์ กลุ่มบัตรเครดิต กลุ่มจำนำทะเบียน และกลุ่มแบงก์ได้รับจิตวิทยาลบ จากกรณีที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการกลาโหม ได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปเร่งศึกษาและหามาตรการในการลดดอกเบี้ย เพื่อช่วยเหลือลูกหนี้ต่อไป ซึ่งในเรื่องดังกล่าวจะต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

*** ศูนย์วิจัยกสิกรฯ คาดกนง. คงดอกเบี้ยที่ 0.5% คงจีดีพีที่ 1.5-2%

    ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ประเมินว่าในการประชุม กนง. จะพิจารณาคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ 0.50% เพื่อสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยยังคงเผชิญความเสี่ยงอย่างมากจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่ยังมีจำนวนผู้ติดเชื้อยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ประกอบกับอัตราการฉีดวัคซีนที่ยังคงไม่แน่นอน แม้ว่าการปูพรมฉีดวัคซีนจะทำให้อัตราที่เร่งขึ้นถึง 2-3 เท่าตัวจากเดือนก่อนๆ

    ขณะที่มาตรการทางการเงินแบบผ่อนคลายยังคงมีความจำเป็นในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจท่ามกลางความเสี่ยงที่ยังอยู่ในระดับสูง สำหรับแรงกดดันจากเงินเฟ้อคงจะยังมีจำกัด แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อไทยเร่งตัวขึ้นในเดือนเม.ย.และพ.ค.ถึง 3.4% และ 2.4% YoY ตามลำดับ โดยถูกขับเคลื่อนจากราคาพลังงานและราคาอาหารสดบางชนิด ประกอบกับฐานที่ต่ำเป็นหลัก โดยเมื่อมองไปข้างหน้าอัตราเงินเฟ้อไทยมีแนวโน้มที่จะยังคงเป็นบวก แต่คาดว่าจะทยอยปรับลดลงในครึ่งหลังของปีนี้สอดคล้องกับทิศทางอัตราเงินเฟ้อโลก

    ทั้งนี้ ในการประชุมครั้งนี้จะมีแถลงประมาณการเศรษฐกิจ ซึ่งคาดว่ากนง.น่าจะยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 64 ที่ราว 1.5-2.0% สอดคล้องกับคาดการณ์ในรายงาน กนง. เดือนพ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งมองว่าหากในปีนี้สามารถฉีดวัคซีนได้ 64.6 ล้านโดสตามแผนการเดิมเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 1.5% แต่หากสามารถเร่งฉีดวัคซีนได้ 100 ล้านโดส เศรษฐกิจไทยจะขยายตัวที่ 2.0%

 

*** ลุ้นธปท.ออกมาตรการเฉพาะจุด ลดภาระหนี้ครัวเรือน

    ส่วนธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) น่าจะยังคงมุ่งเน้นการใช้มาตรการที่ตรงกลุ่มเป้าหมายและสอดคล้องกับลักษณะปัญหาเพื่อลดภาระหนี้สินของภาคครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ซึ่งยังอยู่ในวิสัยทัศน์ที่สามารถทำได้ ขณะที่การปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอาจยังไม่มีความจำเป็น ทั้งนี้การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นทางเลือกหนึ่งที่จะช่วยลดภาระทางการเงินของครัวเรือน

    อย่างไรก็ดีคาดว่าธปท.น่าจะเลือกที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดมากกว่าการใช้มาตรการทั่วไปอย่างการปรับลดดอกเบี้ยนโยบาย โดยการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายอาจยังไม่มีความจำเป็นในสถานการณ์ปัจจุบันและธปท.น่าจะต้องการเก็บกระสุนไว้ใช้ในยามเศรษฐกิจแย่ลง ท่ามกลางความสามารถในการดำเนินนโยบายการเงิน (policy space) ที่มีจำกัด 

    นอกจากนี้หากลดดอกเบี้ยในภาวะที่เงินเฟ้อขาขึ้นและธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ส่งสัญญาณถอนนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเร็วกว่าที่คาด จะทำให้เมื่อเผชิญสถานการณ์ที่มีแรงกดดันให้ต้องเพิ่มดอกเบี้ยจะมีต้นทุนที่สูง โดยนโยบายการเงินของเฟดที่เปลี่ยนไปในทิศทางเข้มงวดมากขึ้นจะส่งผลให้มีเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่ (Emerging markets) ซึ่งจะสร้างแรงกดดันต่อธปท. ในการคงนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายในระยะข้างหน้า

 

*** หุ้นไทยวานนี้(21 มิ.ย.)ผันผวนรุนแรง จับตาแนวรับ 1,580 จุด

    ด้านภาวะการลงทุนตลาดหุ้นไทยวานนี้(21 มิ.ย.) ดัชนีเคลื่อนไหวผันผวนรุนแรง โดยดัชนีปรับตัวลดลงต่ำสุดที่ระดับ 1,590.55 จุด หรือลดลง 22 จุด ก่อนรีบาวน์ขึ้นมาปิดตลาดที่ระดับ 1,601.13 จุด ลดลง 11.85 จุด มีมูลค่าการซื้อขาย 83,153.17 ล้านบาท โดยหุ้นไทยปรับตัวลดลงตามตลาดหุ้นโลกที่ดิ่งแรง เนื่องจากนักลงทุนกลับมากังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ(เฟด)จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าคาด โดยอาจจะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ยในปี 65 รวมถึงการส่งสัญญาณลดมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ(QE)

    นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน กล่าวว่า ภาพรวมตลาดหุ้นในสัปดาห์นี้ประเมินกรอบแนวรับไว้ที่ 1,580-1,590 จุด แต่หากสัญญาณเงินทุนไหลออกยังมีอย่างต่อเนื่อง อาจมีแนวรับที่แย่กว่าที่คาดการณ์ไว้ หรือแนวรับถัดไปที่ 1,569 จุด โดยมองว่าตลาดสัปดาห์นี้ยังมีความผันผวนจากแรงกดดันจากผู้ส่งสัญญาณนโยบายการเงินในหลายประเทศที่ออกมาสร้างความรู้สึกลบให้กับตลาด







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด