ข่าวนี้ที่ 1

SET ยังไม่จบรอบขาขึ้น มีลุ้นทดสอบ 1,550 จุด

SET ยังไม่จบรอบขาขึ้น มีลุ้นทดสอบ 1,550 จุด

    โบรกฯ ประสานเสียง SET สัปดาห์หน้า (14-18 ธ.ค.63) รับฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง หลังเริ่มใช้วัคซีนต้านโควิด หนุนกิจกรรมเศรษฐกิจเดินหน้า ติดตามนโยบายการเงินจากเฟด ประเมินแนวต้าน 1,500-1,550 จุด แนะรอจังหวะดัชนีย่อตัวเพื่อเข้าซื้อลงทุน

    ตลาดหุ้นไทยสัปดาห์นี้ซื้อขายเพียง 2 วันทำการ(8-9 พ.ย.63) แต่การซื้อขายยังคงร้อนแรงหนุนดัชนีฯ ทะลุระดับแนวต้านจิตวิทยาที่ 1,500 จุดได้ โดยวันพุธที่ 9 ธ.ค.63 ปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,482.67 จุด เพิ่มขึ้น 3.75 จุด หรือ 0.25% มูลค่าการซื้อขาย 123,396 ล้านบาท 

    ขณะที่สัดส่วนซื้อขายนักลงทุนแต่กลุ่มพบว่า นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 2,573.60 ล้านบาท นักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 1,683.71ล้านบาท บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ซื้อสุทธิ 172.76 ล้านบาท และนักลงทุนรายย่อยซื้อสุทธิ 4,084.55ล้านบาท ขณะที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่าในสัปดาห์หน้า (14-18 ธ.ค. 63) ดัชนีฯ ยังมีโอกาสขึ้นทดสอบแนวต้าน 1,540 และ 1,550 จุด จากฟันด์โฟลว์ช่วยหนุน 

** SET สดใสฟันด์โฟลว์หนุนต่อเนื่อง  

    นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ฟินันเซีย ไซรัส จำกัด เปิดเผยว่าภาพรวมดัชนีตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์หน้า มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้นรับเม็ดเงินนักลงทุนต่างชาติไหลเข้ามาต่อเนื่อง เก็งกำไรรับข่าวดีวัคซีนล่วงหน้า เพราะถึงแม้ว่าการใช้วัคซีนในประเทศไทยจะเริ่มเห็นในช่วงไตรมาส2/64 แต่ประเด็นดังกล่าวช่วยตอกย้ำให้เห็นว่าภาพรวมของเศรษฐกิจในประเทศไทยกำลังฟื้นตัว รวมถึงการเปิดน่านฟ้าอาจกลับมาดำเนินการได้ตามปกติ หนุนให้กิจกรรมเศรษฐกิจกลับมา 

    สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ที่นักลงทุนต่างชาติขายหุ้นไทยมากสุดในกลุ่ม ไทย,อินโดนีเซีย,ฟิลิปปินส์(TIP) โดยในช่วงปีนี้ต่างชาติขายสุทธิไปประมาณ 3 แสนล้านบาท แต่ซื้อหุ้นไทยเพียง 4 หมื่นล้านบาท จึงคาดว่าหลังจากนี้ยังมีแรงซื้อเข้ามาต่อเนื่องช่วยหนุนดัชนี 

    ด้านค่าเงินบาทแม้ภาพรวมยังคงแข็งค่า หลังทิศทางเงินดอลลาร์มีโอกาสอ่อนค่าจากมาตรการภาครัฐ แต่คาดว่าธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) หรือกระทรวงการคลัง อาจมีมาตรการประคองให้เงินบาทไม่แข็งค่าไปกว่า 30 บาท/ดอลลาร์ในช่วงระยะยาว โดยมาตรการดังกล่าวมองว่าไม่รุนแรงและไม่เป็นการแทรกแซงค่าเงิน เนื่องจากสหรัฐฯ ยังคงจับตาประเด็นดังกล่าวซึ่งอาจตัดสิทธิ์หรือคว่ำบาตรประเทศไทยได้ 

** ดัชนีฯ ผันผวนมากขึ้น ลุ้นเห็นแนวต้าน 1,540 จุด 

    นายวีระวัฒน์ ยังกล่าวอีกว่า กรอบการเคลื่อนไหวของดัชนีในสัปดาห์หน้า(14-18ธ.ค.63) มีโอกาสเห็นความผันผวนมากขึ้น ให้กรอบแนวต้าน 1,500 จุด แนวต้านถัดไป 1,540 จุด แนวรับแรก 1,470 จุด รับถัดไป 1,455 จุด กลยุทธ์การลงทุนแนะนำให้นักลงทุนที่มีต้นทุนในระดับดัชนี 1,200-1,300 จุด ยังคงถือต่อในระยะกลางและยาวได้ ส่วนนักลงทุนเน้นเก็งกำไรแนะนำให้รอจังหวะดัชนีอ่อนตัวลงมาบริเวณแนวรับ 1,455 จุด เข้าซื้อลุ้นการฟื้นตัว

    โดยแนะนำหุ้น 3 กลุ่มที่ภาพรวมยังปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่าตลาดได้แก่ หุ้นสื่อสาร ADVANC ซึ่งถือว่าปรับตัวเพิ่มขึ้นน้อยกว่ากลุ่มพลังงานและธนาคารพาณิชย์, กลุ่มค้าปลีก MAKRO รับมาตรการคนละครึ่ง หนุนการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (SSSG) มากขึ้น และหุ้น CPALL ที่ขึ้นน้อยกว่าตลาด และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ได้แก่ ORI,AP ซึ่งยังมีทิศทางกำไรเติบโตดี และกลุ่มลูกค้ายังเป็นระดับกลางถึงบนช่วยหนุน 

    สำหรับปัจจัยที่นักลงทุนต้องติดตามในช่วงสัปดาห์หน้า ได้แก่ ผลประชุมธนาคารกลางยุโรป (ECB) เรื่องนโยบายการเงิน และการอนุมัติการใช้งานวัคซีน ในประเทศหลัก ๆ ทั้ง สหรัฐฯ และยุโรป และการติดเชื้อในประเทศเพราะหากตัวเลขติดเชื้อพุ่งสูง อาจเป้นปัจจัยลบกระทบดัชนีฯ 

** แนะรอซื้อหุ้นพลังงาน-ปิโตร ช่วงราคาย่อ ลุ้นงบปี 64 ฟื้น 

    นายณรงค์เดช จันทรไพศาล นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน - ปัจจัยทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไอร่า จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า สัปดาห์หน้าดัชนีหุ้นไทย (SET Index) ยังอยู่ในช่วงขาขึ้น แต่มีโอกาสย่อตัวลงเล็กน้อยตามแรงขายทำกำไรของนักลงทุนบางส่วน 

    อย่างไรก็ตาม SET Index ยังมี Sentiment เชิงบวก หนุนจาก 3 ปัจจัย ประกอบด้วย วัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ บริษัทไฟเซอร์และไบโอเอ็นเทค ที่พร้อมฉีดในช่วงสัปดาห์หน้า, ธนาคารกลางสหรัฐฯ (FED) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมสัปดาห์หน้า และยังคาดว่า FED จะใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายยาวไปจนถึงปี 64 ประกอบกับ ร่างงบประมาณเยียวยาผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 ของสหรัฐฯ

    ทั้งนี้ ประเมินกรอบแนวรับ และแนวต้าน SET Index ในช่วงสัปดาห์หน้าอยู่ที่ 1,450/1,455 - 1,500/1,550 จุด ขณะที่กลยุทธ์การลงทุน แนะนำรอซื้อหุ้นในกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภค และปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ ช่วงที่ราคาหุ้นย่อตัวตามดัชนี ประกอบด้วย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT, บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP, บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC และ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส จำกัด (มหาชน) หรือ IVL เนื่องจากคาดว่าผลการดำเนินงานปี 64 จะฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด