ข่าวนี้ที่ 1

ไอพีโอ ตบเท้าเข้าเทรด-ขายหุ้น ช่วงครึ่งหลังเดือนก.ค.

ไอพีโอ ตบเท้าเข้าเทรด-ขายหุ้น ช่วงครึ่งหลังเดือนก.ค.

          "ไอพีโอ" แห่เข้า SET ช่วงครึ่งหลังเดือนก.ค.นี้ ไม่หวั่นโควิดยังคงระบาดหนักและขยายวงกว้าง เหตุพื้นฐานแข็งแกร่ง ฝ่าวิกฤตได้ นำโดย"ศรีนานาพร (SNNP)" พร้อมนำหุ้นเข้าเทรดใน SET วันที่ 20 ก.ค. นี้ ด้าน "สยามเทคนิคคอนกรีต (STECH)" เข้าเทรด 23 ก.ค.นี้ ขณะที่ "เอเอ็มอาร์ (AMR)" จ่อขายไอพีโอ 150 ล้านหุ้น 21-23 ก.ค.นี้ 
    
          *** "ศรีนานาพร (SNNP)" เข้าเทรดวันแรก 20 ก.ค. นี้ 

           นายวิวรรธน์ ไกรพิสิทธิ์กุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP เปิดเผยว่า บริษัท พร้อมเตรียมนำหุ้นเข้าซื้อขายวันแรกในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ในวันที่ 20 ก.ค. นี้ หลังปิดการเสนอขายหุ้น IPO จำนวนไม่เกิน 240 ล้านหุ้น หรือคิดเป็นไม่เกิน 25% ของจำนวนหุ้นสามัญที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของบริษัท ภายหลังการเสนอขายหุ้น IPO ครั้งนี้ ที่ราคาเสนอขายสุดท้าย 9.20 บาท ต่อหุ้น ซึ่งได้รับการตอบรับที่ดีมากจากกลุ่มนักลงทุนสถาบันและนักลงทุนรายย่อย ที่เชื่อมั่นในพื้นฐานทางธุรกิจและศักยภาพการดำเนินงานในอนาคต 

          ทั้งนี้ หลังเข้าจดทะเบียนในตลท. บริษัท มุ่งสร้างการเติบโตเป็น 2 เท่า หรือมีรายได้ 8,000 ล้านบาทภายในปี 69 โดยสร้างรากฐานการผลิตและระบบจัดจำหน่ายสินค้าให้ครอบคลุมทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตทั้งในแง่ของกำลังการผลิตและการบริหารจัดการต้นทุนโดยรวม รวมถึงขยายการจัดจำหน่ายสินค้าให้ครอบคลุมภูมิภาคอาเซียน ผ่านบริษัทย่อยในทั้ง กัมพูชา และเวียดนาม

          ปัจจุบันโรงงานในกัมพูชาได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการก่อสร้างโรงงานในประเทศเวียดนาม ซึ่งคาดว่าโรงงานในส่วนที่ 1 จะแล้วเสร็จในปี 2565 และโรงงานทั้งหมดจะแล้วเสร็จช่วงสิ้นปี 2566 ส่งผลให้ SNNP มีฐานการผลิตครอบคลุมทั้งในประเทศไทย กัมพูชา และเวียดนาม รองรับกับแผนการส่งออกสู่ตลาดใหม่ๆ จากปัจจุบันที่ส่งออกไปยัง 5 ทวีป รวมกว่า 35 ประเทศทั่วโลก

          นอกจากนี้ SNNP ยังมุ่งพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีสารสกัดจากกัญชงและกัญชา รวมทั้งผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรอื่นๆ เพื่อเสริมสร้างพอร์ตโฟลิโอให้มีความหลากหลาย รวมถึงแผนต่อยอดแบรนด์ที่เป็นผู้นำตลาด อาทิ เจเล่ เบนโตะ โลตัสขาไก่ เมจิกฟาร์ม และเครื่องดื่มอควาวิตซ์ เป็นต้น โดยมุ่งพัฒนาทั้งรสชาติ ขนาดและราคา ให้เหมาะกับความต้องการและกำลังซื้อของผู้บริโภคทั้งในและต่างประเทศ (Localization)

          *** สยามเทคนิคคอนกรีต (STECH) เข้าเทรด 23 ก.ค.นี้ 

          นายรัฐชัย ธีระธนาวัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วมสายงานวาณิชธนกิจ – ด้านตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจำหน่าย เปิดเผยว่า การจองซื้อหุ้น IPO ของ STECH จำนวน 203,500,000 หุ้น ในราคาหุ้นละ 2.78 บาท ระหว่างวันที่ 13 - 16 ก.ค.ที่ผ่านมา ได้รับความสนใจจากนักลงทุนจองซื้อเข้ามาเกินกว่าจำนวนที่จัดสรร สะท้อนความเชื่อมั่นธุรกิจ และแผนการเติบโตที่ชัดเจน โดยเตรียมเข้าจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) วันที่ 23 ก.ค. 64 นี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง หมวดธุรกิจวัสดุก่อสร้าง

          นางสาวจิรยง อนุมานราชธน กรรมการผู้จัดการ บริษัท เจย์ แคปปิตอล แอดไวเซอรี จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงิน กล่าวว่า STECH มีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ผลประกอบการอยู่ในระดับที่น่าสนใจ จากกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 3 ปีที่ผ่านมา มีการขยายการเติบโตแบบ Growth Stock พร้อม นโยบายการจ่ายปันผลที่ดีในอัตราไม่ต่ำกว่า 40% ของกำไรสุทธิ

          ขณะที่ สถานการณ์โควิดที่เกิดขึ้นในปีที่ผ่านมา พิสูจน์ฝีมือการบริหารจัดการ ด้วยกำไรสุทธิในปี 63 อยู่ที่ 140.60 ล้านบาท เติบโตจากปี 2562 มากกว่า 50% และปีนี้มั่นใจ งานโครงการในมือกระจายอยู่หลายภูมิภาค โรงงานยังเดินหน้าผลิต และเตรียมส่งมอบตามแผน สนับสนุนเป้าหมายการเติบโตของบริษัทฯ ให้เป็นไปตามที่วางไว้ และในสิ้นปีนี้บริษัทฯ จะมีโรงงานเพิ่มเป็น 10 แห่ง ในปี 67 จะมี 11 แห่ง รองรับความต้องการของลูกค้าในงานโปรเจกต์ภาครัฐที่จะทยอยเดินหน้าลงทุนตามแผน

          นายวัฒน์ชัย มงคลศรีสวัสดิ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สยามเทคนิคคอนกรีต จำกัด  (มหาชน) หรือ STECH กล่าวว่า เป้าหมายการเข้ามาระดมทุนในครั้งนี้ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการขยายธุรกิจคอนกรีตอัดแรง เงินที่ได้จากการระดมทุนจำนวนประมาณ 550 ล้านบาท (หลังหักค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง) ส่วนใหญ่จะนำไปใช้ขยายธุรกิจเสาคอนกรีตอัดแรง ประมาณ 298 ล้านบาท ตามโครงการที่วางไว้

          นอกจากนี้ ใช้สำหรับโครงการพัฒนาวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต 10 ล้านบาท และใช้ชำระคืนเงินกู้ระยะสั้นประเภทตั๋วสัญญาใช้เงินจากสถาบันการเงิน 220 ล้านบาท รวมทั้ง นำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงานของบริษัทฯ 22 ล้านบาท ย้ำความเชื่อมั่น STECH เป็นหนึ่งในผู้นำธุรกิจคอนกรีตอัดแรงรายใหญ่ของประเทศ ที่จะเข้ามาสร้างการเติบโต และสร้างผลตอบแทนที่เหมาะสมให้กับนักลงทุน

          *** "เอเอ็มอาร์ (AMR)" จ่อขายไอพีโอ 150 ล้านหุ้น 21-23 ก.ค.นี้ 

          นายดิถดนัย สังขะรมย์ ผู้อำนวยการฝ่ายวาณิชธนกิจ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด ในฐานะที่ปรึกษาทางการเงินและผู้จัดการการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ของ บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด (มหาชน) หรือ AMR เปิดเผยว่า ได้กำหนดราคาเสนอขายหุ้นไอพีโอ AMR จำนวน 150 ล้านหุ้น ในราคาหุ้นละ 6.90 บาท คิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อกำไรสุทธิต่อหุ้น (P/E ratio) เท่ากับ 15.33 เท่า (Post-IPO Dilution) คำนวณจากผลประกอบการ 4 ไตรมาสย้อนหลังของบริษัทฯ ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 63-31 มี.ค. 64 ซึ่งถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสมกับปัจจัยพื้นฐานของบริษัทฯ และมีส่วนลดให้กับนักลงทุน เปรียบเทียบ P/E กลุ่มไอซีทีที่ 25 เท่า และ P/E ตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ 20 กว่าเท่า ถือว่ามีส่วนลดให้กับนักลงทุนพอควร

          โดยจะเปิดให้จองซื้อหุ้นระหว่างวันที่ 21 – 23 ก.ค. 64 และคาดว่าสามารถเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้ในวันที่ 2 ส.ค. 64 โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายว่า "AMR" ในหมวดธุรกิจเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ส่วนสัดส่วนการเสนอขายหุ้น แบ่งเป็น บุคคลตามดุลยพินิจของผู้จัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 40.8% ผู้ลงทุนสถาบัน 34.7% ผู้มีอุปการคุณของบริษัท 12.7% กรรมการ ผู้บริหาร พนักงานของบริษัท 11.9%

          นายมารุต ศิริโก กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอเอ็มอาร์ เอเซีย จำกัด (มหาชน) (AMR) กล่าวว่า การระดมทุนผ่านการขายหุ้นไอพีโอในครั้งนี้ จะทำให้ฐานเงินทุนของบริษัทฯ มีความแข็งแกร่งขึ้น เพิ่มโอกาสการรับงานที่มีมูลค่าระดับมากกว่าพันล้านบาท และสร้างความเชื่อมั่นให้กับพันธมิตรและคู่ค้า โดยเตรียมนำเงินที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาธุรกิจด้านคมนาคมขนส่ง ด้านพลังงานและสาธารณูปโภค และเมืองอัจฉริยะ หรือสมาร์ทซิตี้ เพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) รวมถึงนำไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียน และใช้สำหรับการวิจัยและพัฒนาด้านการให้บริการและต่อยอดเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน

          ในอนาคตการดำเนินธุรกิจของ AMR มีโอกาสที่จะขยายตัวได้อีกมากตามการขยายตัวด้านสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ ทั้งประเภทระบบเทคโนโลยีคมนาคมและการเดินรถไฟฟ้า พลังงานและระบบสื่อสาร โดยภาครัฐเตรียมเปิดประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง และในปัจจุบันบริษัทฯ มี Backlog ในมือแล้วประมาณ 1,451.2 ล้านบาท ซึ่งจะทยอยรับรู้รายได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 1-2 ปี นับจากนี้

        “หลังการเข้าระดมทุนและเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ จะช่วยเพิ่มโอกาสการเติบโตของ AMR ได้เป็นอย่างมาก ซึ่งภาครัฐมีแผนเตรียมเปิดประมูลงานใหม่อย่างต่อเนื่อง ที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ว่าจะเป็นรถไฟรางคู่ รถไฟฟ้าในเมือง รวมไปถึงรถไฟในต่างจังหวัด โดย 20-30% ของโครงการเกี่ยวข้องกับการวางระบบ ทำให้เห็นโอกาสการเติบโตได้อีกมากในช่วงหลาย 10 ปี” นายมารุต กล่าวในที่สุด







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด