ข่าวนี้ที่ 1

กูรูคาด SET เดือนก.ย.บวกกรอบจำกัด ยังมีแรงส่งจากฟันด์โฟลว์

กูรูคาด SET เดือนก.ย.บวกกรอบจำกัด ยังมีแรงส่งจากฟันด์โฟลว์

 

       กูรูคาดหุ้นไทยเดือนก.ย.64 ยังมีแนวโน้มขาขึ้น แต่อยู่ในกรอบจำกัด หลัง SET เดือนส.ค.พุ่งขึ้นแรงจนอัพไซด์จำกัด มองกรอบดัชนีในเดือนนี้อยู่ที่ 1,600-1,680 จุด รับอานิสงส์ฟันด์โฟลว์ไหลเข้า รัฐทยอยคลายล็อกดาวน์ แนะคงน้ำหนักลงทุนในธีมเปิดเมืองเป็นหลัก

*** บล.ยูโอบี คาด SET เดือนก.ย. มีแนวรับ 1,600 จุด-แนวต้าน 1,650 จุด

       นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ประเมินดัชนีตลาดหุ้นไทยเดือนก.ย. มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น และ ฟื้นตัวได้ แต่อาจไปได้ไม่ไกล แม้ว่าสถานการณ์โควิดจะดีขึ้น การระดมฉีดวัคซีนทำได้ดี จนนำไปสู่การคลายล็อกดาวน์ 
ในขณะที่ภาพผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนไตรมาส 3/64 ตลาดรับรู้ว่าจะออกมาไม่ดี เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์ 

      “ บรรยากาศตลาดหุ้นเดือนก.ย. จะคล้ายๆ กับ เดือนมี.ค. ปลายเดือนพ.ค. ต้นเดือนมิ.ย. ที่แกว่งตัวขึ้นได้ แต่ฟื้นตัวไม่แรง โดยให้แนวรับไว้ที่ 1,600 จุด แนวต้าน 1,650 จุด ไม่เกิน 1,680 จุด บวกลบ ไม่เกิน 30-50 จุด”

*** แนะเก็งกำไรหุ้นปลอดภัย-หุ้นเปิดเมือง  

      นายกิจพณ กล่าวต่อว่า สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกหุ้นในกลุ่มปลอดภัย และ เปิดเมือง โดยหุ้นปลอดภัยจะเป็นกลุ่มไฟฟ้า และ สื่อสาร ประกอบด้วย บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF , บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC , บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ ADVANC

      ส่วนหุ้นเปิดเมือง ประกอบด้วย บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN , บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC , บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT และ บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR

*** บล.กสิกรไทย แนะจับตา 3 ประเด็นหลัก

      นายสรพล วีระเมธีกุล ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กสิกรไทย เปิดเผยว่า แนวโน้มหุ้นเดือนก.ย. มีโอกาสปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยมีปัจจัยหลักที่ต้องติดตามอยู่ 2-3 ข้อ อย่างแรก คือ  สหรัฐฯ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานฯ ซึ่งถ้าหากอยู่ที่ 800,000-1,000,000 ตำแหน่ง จะส่งผลดีต่อภาพรวม 
ในขณะที่จีนต้องติดตามว่าจะมีการส่งสัญญาณ หรือ ถอนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ หลังตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตประจำเดือนส.ค. ออกมาอยู่ที่ระดับ 50.1 จุด ลดลงจากตัวเลข 50.4 จุดในเดือน ก.ค. สะท้อนว่าเศรษฐกิจจีนอาจมีการชะลอตัว

      ส่วนสถานการณ์โควิดในประเทศ หลังรัฐประกาศคลายล็อกดาวน์ ต้องติดตามจำนวนผู้ติดเชื้อ หากต่ำกว่า 20,000 รายต่อวัน ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะสามารถยืนเหนือ 1,600 จุดได้ แต่หากคลายล็อกดาวน์แล้วพบว่า จำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้นจะกระทบต่อความเชื่อมั่นได้ โดยเดือนก.ย. ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 1,610-1,660 จุด 

      สำหรับปัจจัยที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์โควิดในประเทศ โดยหากมีการเร่งฉีดวัคซีน และ จำนวนผู้ติดเชื้อลดลง จะส่งผลต่อความเชื่อมั่นนักลงทุน และ นำไปสู่การปรับประมาณการจีดีพี และ กำไรบริษัทจดทะเบียนในปีนี้เพิ่มขึ้นได้  

*** แนะลงทุนกลุ่มไฟแนนซ์-อิเล็กทรอนิกส์

       นายสรพล กล่าวเพิ่มเติมว่า หุ้นที่ควรลงทุน คือ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น บริษัท เคซีอี อีเลคโทรนิคส์ จำกัด (มหาชน) หรือ KCE และ กลุ่มไฟแนนซ์ อย่าง บริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) หรือ JMT และ บริษัท เมืองไทย แคปปิตอล จำกัด (มหาชน) หรือ MTC

*** บล.เอเซีย พลัส คาดดัชนีปรับตัวเพิ่มขึ้น

      บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เอเซีย พลัส ระบุว่า ภาวะตลาดหุ้นไทยในเดือน ก.ย.64 คาดเคลื่อนไหวในกรอบ 1,560 1,650 จุด มีโอกาสปรับขึ้นต่อเนื่องจากเดือนส.ค.ที่ดีดตัวขึ้นมาสวนทางกับที่คาดการณ์ไว้ โดย (2-28 ส.ค.) ปรับเพิ่มกว่า 89 จุด (+5.9%) 

      โดยมาจากแรงซื้อในช่วงปลายเดือนตอบรับปัจจัยเชิงบวก การจัดหาวัคซีนที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญสำหรับในช่วงที่เหลือของปี 64 และ บูสเตอร์โดสปี 65 , จำนวนผู้ติดเชื้อโควิดลดลง และ เก็งกำไรหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการคลายมาตรการล็อกดาวน์เริ่ม 1 ก.ย. สอดคล้องกับตัวเลขประมาณการจำนวนผู้ติดเชื้อคาดว่าทำจุดสูงสุดไปแล้วในช่วงกลางเดือน ส.ค. ทำให้เชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจไทยในปี 64 จะไม่เกิดภาวะหดตัวต่อเนื่องจากปี 63

       สำหรับปัจจัยบวกจากเดือน ส.ค. มองเป็น Sentiment บวกที่ต่อเนื่องถึงเดือน ก.ย. ประกอบกับ การส่งสัญญาณของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ที่เป็นบวกต่อตลาดหุ้น โดยเฟดจะปรับลดวงเงินโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ก่อนสิ้นปี 64 แต่ยังไม่เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ย จึงลดแรงกดดันต่อตลาดหุ้น ขณะที่ต้นเดือน ก.ย. ต้องติดตามการคัดสรรประธานเฟดที่จะหมดวาระในเดือน ก.พ.65 หากมีการเปลี่ยนแปลงจะสร้างความไม่แน่นอนให้กับภาพรวมการลงทุน

*** เพิ่มน้ำหนักการลงทุนหุ้นเป็น 60%

       บล.เอเซีย พลัส ระบุเพิ่มว่า กลยุทธ์การลงทุนปรับเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นเป็น 60% เลือกอย่างแรก Oil Play เลือก PTTEP , PTT, TOP, IRPC และ PTTGC และ Re-opening Play เลือก PTG, CRC และ PLANB และ ค่าเงินบาทกลับมาแข็งค่า เลือก GPSC , WHAUP และ TVO ขณะที่เลือกหุ้นเด่นในเดือน ก.ย.564 ได้แก่ PTG, HMPRO, PACO และ KBANK

*** บล. หยวนต้า คาดดัชนีเคลื่อนไหวในกรอบ 1,640-1,650 จุด

       นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า เดือนกันยายนมองตลาดอาจจะผันผวนจากปัจจัยต่างประเทศ เช่น จีน หลังออกมาตรการควบคุมบริษัทเกมในประเทศ ซึ่งสุดท้ายจะส่งผลต่อเศรษฐกิจจีน ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจชะลอทำให้ประเทศอื่นอาจได้รับผลกระทบตามไปด้วย ส่วนสหรัฐฯ ยังมีการเมืองระหว่างประเทศ จากคู่กรณีต่าง ๆ เช่นประเทศตะวันออกกลาง

      "กลางดือน ก.ย.ให้ระวังปัจจัยภายนอกประเทศ เพราะตอนนี้ตลาดทั่วโลกสวยหรูหมด ทำนิวไฮ แต่อาจมีสิ่งไม่คาดฝันเกิดขึ้นเสมอ ดังนั้นช่วงเดือนก.ย. อาจจะมีภาพ 9-1"นายณัฐพล กล่าว

      สำหรับกรอบการเคลื่อนไหว 1,640-1,650 จุด ถือเป็นระดับที่ตลาดหุ้นไทยเข้าสู่จุดสมุดล ลดภาวะ outperform แนวรับ 1,600-1,610 จุด โอกาสปรับขึ้นไปถึง 1,700 มีน้อยมาก เพราะยังขาดแรงส่ง และ การขึ้นของหุ้นยังกระจุกตัว ไม่ได้กระจายตัว จึงเป็นลักษณะการเก็งกำไรมากกว่า 

      นอกจากนี้ ให้ระวังผลประกอบการไตรมาส 3/64 โดยตลาดหุ้นไทยยังมีการเคลื่อนไหวลักษณะ sideway ไม่ได้เป็นขาขึ้นชัดเจน โดยการลงทุนเน้นหุ้น underperform กลุ่มสื่อสาร  คือ ADVANC หรือ หุ้นสื่อสารตัวเล็ก MFEC กลุ่มโรงไฟฟ้า คือ BGRIM , UV กลุ่มค้าปลีก-บริการ CPALL , หุ้นเล็ก ZIGA ,TAPAC และ ไม่แนะนำหุ้นในกลุ่มภาคการผลิต เพราะน่าห่วงในช่วงไตรมาส 3/64
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด