ข่าวนี้ที่ 1

MINT ครึ่งปีแรกขาดทุนหมื่นลบ.-ผู้บริหารลั่นพ้นจุดต่ำสุด

MINT ครึ่งปีแรกขาดทุนหมื่นลบ.-ผู้บริหารลั่นพ้นจุดต่ำสุด

    "ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล" เผยไตรมาส 2/63 ขาดทุน 8.44 พันลบ. ครึ่งปีขาดทุนทะลุ 1 หมื่นลบ. เหตุโควิด-19 กระทบธุรกิจอาหาร โรงแรม พร้อมปรับใช้มาตรฐานบัญชีใหม่ TFRS16 ด้านผู้บริหาร เชื่อธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เห็นแนวโน้มฟื้นตัว แจงเปิดบริการโรงแรมแล้ว 70% -ร้านอาหารกว่า 90%

*** ผลงาน Q2/63 ขาดทุน 8.44 พันลบ.

    บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT สรุปผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 พลิกขาดทุน 8,447.63 ล้านบาท ลดลง 572.95% เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,786.01 ล้านบาท

    ผลการดำเนินงานไตรมาส 2/63 ลดลงเป็นผลขาดทุนอย่างมีนัยสำคัญจากการระบาดของโรค COVID-19 ซึ่งการระบาดของโรคส่งผลกระทบมากที่สุดในช่วงไตรมาส 2 ปี 63 เมื่อหลายประเทศ ซึ่งรวมถึงประเทศไทย ได้มีการออกมาตรการการปิดประเทศอย่างเข้มงวด

    บริษัท มีผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงาน ซึ่งไม่นับรวมผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชี TFRS16 จำนวน 6.9 พันล้านบาท ในไตรมาส 2/63 เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิจากการดำเนินงานที่เป็นบวก 2.1 พันล้านบาทในไตรมาส 2 ปี 62 โดยการลดลงดังกล่าวเป็นผลโดยตรงมาจากการดำเนินธุรกิจอย่างจำกัดของทั้งสามธุรกิจ (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเดือนเมษายนและพฤษภาคม) 

    เนื่องจากต้องปิดโรงแรม ร้านอาหาร และร้านค้าไลฟ์สไตล์ส่วนใหญ่ทั่วโลกเป็นการชั่วคราว ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม รายได้เฉลี่ยต่อห้องต่อคืนของกลุ่มโรงแรมที่บริษัทเป็นเจ้าของเองและเช่าบริหารลดลง 99% และปรับตัวดีขึ้นเป็นลดลง 89% ในเดือนมิถุนายน เนื่องจากโรงแรมเริ่มกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้งเพื่อที่จะปรับตัวกับการปิดให้บริการธุรกิจเหล่านี้

    บริษัทฯ ได้ดำเนินมาตรการการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรวดเร็วและเข็มงวด ซึ่งสามารถลดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า 50% ในไตรมาส 2/63 เมื่อเทียบกับไตรมาส 2/62 ส่งผลให้มีผลการดำเนินงานที่ปรับตัวดีขึ้นในแต่ละเดือน จากผลขาดทุนจากการดำเนินงาน ซึ่งนับรวมผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชี TFRS16 จำนวน 2.8 พันล้านบาทในเดือนเมษายน เป็น 2.4 พันล้านบาทในเดือนพฤษภาคม และ 2.0 พันล้านบาท ในเดือนมิถุนายน

*** ครึ่งปีแรกขาดทุนทะลุ 1.02 หมื่นลบ.
        
     ส่วนงวด 6 เดือน ปี 63 ขาดทุนสุทธิ 10,221 ล้านบาท ลดลง 531% เทียบกับงวดเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 2,369.14 ล้านบาท 

    สำหรับช่วงครึ่งแรกของปี 63 มีผลขาดทุนจากการดำเนินงานก่อนผลกระทบจากการบังคับใช้มาตรฐานการบัญชี TFRS16 จำนวน 9.7 พันล้านบาท เมื่อเทียบกับกำไรสุทธิ 2.7 พันล้านบาทในช่วงครึ่งแรกของปี 62 

*** ผู้บริหารมั่นใจธุรกิจผ่านจุดต่ำสุดแล้ว เห็นแนวโน้มฟื้น

    นายดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT กล่าวว่า มีความผิดหวังกับผลประกอบการในไตรมาสที่ 2 นี้ แต่บริษัทได้มีการดำเนินมาตรการต่างๆ เพื่อลดผลกระทบต่อผลการดำเนินงานของเรา โดยบริษัทมีการดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงานในช่วงเวลาอันท้าทายนี้

    ในขณะเดียวกัน บริษัทได้เสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับฐานะทางการเงินและรักษากระแสเงินสด โดยบริษัทเชื่อว่าเราได้ผ่านช่วงที่เลวร้ายที่สุดมาแล้ว และเมื่อสถาการณ์ของโลกดีขึ้น MINT มีความมุ่งมั่นที่จะกลับมาสร้างการเติบโตของธุรกิจ และกลับมาสร้างผลตอบแทนเชิงบวกให้กับผู้ถือหุ้นอีกครั้ง

    ในไตรมาส 3/63 MINT มุ่งมั่นที่จะเร่งการกลับมาเปิดให้บริการธุรกิจในเครืออีกครั้งเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ปรับตัวดีขึ้นและประเทศต่างๆ เริ่มผ่อนคลายมาตรการการปิดประเทศลง

    แผนกลยุทธ์และการดำเนินการบริหารจัดการสภาพคล่องและฐานะทางการเงินในเวลาที่เหมาะสม เป็นบทพิสูจน์ของแผนการที่มีประสิทธิภาพในไตรมาส 2 ปี 63 ยังคงให้ความสำคัญกับการรักษากระแสเงินสดและสภาพคล่อง ด้วยการดำเนินมาตรการการลดค่าใช้จ่ายต่างๆ และการควบคุมค่าใช้จ่ายในการลงทุน ณ สิ้นเดือนกรกฎาคม มีเงินสดในมือประมาณ 36 พันล้านบาท และวงเงินสินเชื่อจำนวน 26 พันล้านบาท ซึ่งรวมกันแล้วจะเพียงพอต่อการดำเนินธุรกิจในอนาคต

    นอกจากนี้ ความสำเร็จในการออกหุ้นกู้ที่มีลักษณะคล้ายทุนจำนวน 300 ล้านเหรียญสหรัฐในไตรมาส 2/63 ช่วยให้ฐานส่วนของผู้ถือหุ้นของ MINT แข็งแกร่งขึ้นถึงแม้ว่าบริษัทจะมีผลขาดทุนสุทธิจากการดำเนินงานในช่วงไตรมาสดังกล่าว ส่งผลให้อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยจาก 1.61 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 1/63 เป็น 1.64 เท่า ณ สิ้นไตรมาส 2/63

    อีกทั้ง เมื่อช่วงต้นไตรมาส 3/63 ประสบความสำเร็จในการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนเกือบ 1 หมื่นล้านบาท รวมถึงได้ออกใบสำคัญแสดงสิทธิซึ่งบริษัทคาดว่าจะมีจำนวนผู้ใช้สิทธิในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้บริษัทมีส่วนของผู้ถือหุ้นเพิ่มอีกจำนวน 5 พันล้านบาทในช่วงสามปีข้างหน้า ดังนั้นจึงคาดว่าแผนการระดมทุนแบบเบ็ดเสร็จดังกล่าวจะเสริมสร้างความแข็งแกร่งของฐานส่วนของผู้ถือหุ้น ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากสภาวะตลาดที่ท้าทายต่อไปในอนาคต

*** เปิดบริการโรงแรมแล้ว 70% -ร้านอาหารกว่า 90%
    
    ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนพฤษภาคม เมื่อหลายประเทศเริ่มเปิดพรมแดน ด้วยมาตรการการปิดประเทศที่ผ่อนคลายลง และเริ่มกลับมาดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ MINT จึงได้กลับมาดำเนินธุรกิจทั่วโลก ณ ปัจจุบัน มากกว่า 70% ของโรงแรมทั้งหมดทั่วโลก และมากกว่า 90% ของร้านอาหารทั้งหมดได้กลับมาเปิดให้บริการ และมีผลการดำเนินงานที่ดีขึ้นในแต่ละสัปดาห์

    ทั้งนี้ MINT มีเป้าหมายที่จะกลับมาเปิดให้บริการโรงแรมและร้านอาหารทั้งหมดภายในไตรมาส 4 ปี 63 และจะผลักดันยอดขายเชิงรุก ในขณะที่มีการดำเนินธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น กลยุทธ์เฉพาะหน้าของไมเนอร์ โฮเทลส์คือการมุ่งเน้นไปที่การท่องเที่ยวภายในประเทศที่แข็งแกร่งในช่วงที่มีการปิดพรมแดนระหว่างประเทศ ตามด้วยการเพิ่มจำนวนแขกเข้าพักจากนักท่องเที่ยวภายในภูมิภาคเมื่อประเทศต่างๆ เริ่มเปิดประเทศ และขยายตัวไปยังนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศเมื่อสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ปรับตัวดีขึ้น
    
    ในขณะที่ ไมเนอร์ ฟู้ดจะยังคงใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลและแพลตฟอร์มบริการจัดส่งอาหารเพื่อผลักดันยอดขาย โดยต่อยอดจากแนวโน้มที่เพิ่มขึ้นของยอดขายผ่านทางแพลตฟอร์มดังกล่าวในช่วงการปิดประเทศจากการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 ในขณะที่ยกระดับประสบการณ์การรับประทานอาหารภายในร้านอาหารของลูกค้าและเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ การเปิดตัว “Cloud Kitchens” ในช่วงไตรมาสดังกล่าวนับเป็นอีกหนึ่งความสำเร็จที่สำคัญของไมเนอร์ ฟู้ดในการขยายพื้นที่การให้บริการของแบรนด์ต่างๆ ของบริษัท







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด