ข่าวนี้ที่ 1

RATCH ทุ่ม 6.7 พันลบ.ผนึกเครือสหพัฒน์ เทคฯ SCG ขยายธุรกิจไฟฟ้า

RATCH ทุ่ม 6.7 พันลบ.ผนึกเครือสหพัฒน์ เทคฯ SCG ขยายธุรกิจไฟฟ้า

    "ราช กรุ๊ป" ผนึกความร่วมมือกลุ่มสหพัฒน์ ขยายธุรกิจผลิตไฟฟ้า เทคโอเวอร์ SCG แบ่งเป็นซื้อหุ้น 40.29% มูลค่า 3.41 พันลบ.จากกลุ่มสหพัฒน์ฯ-นักลงทุนรายอื่นรวม 34 ราย พร้อมซื้อหุ้นเพิ่มทุน 208.69 ล้านหุ้น ที่ราคาหุ้นละ 5.75 บาท ส่งผลถือหุ้นเป็น 51% โดยเทนเดอร์ฯ หุ้นที่เหลืออีก 570.21 ล้านหุ้น มูลค่า 3.27 พันลบ.รวมเฉียด 6.7 พันลบ. ด้าน SCG ลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่ 73 MW ในนิคมสหพัฒน์ ศรีราชา มูลค่า 2.47 พันลบ. ฟาก "บี.กริม เพาเวอร์" เข้าลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม 3 โครงการ กำลังการผลิต 360 MW

*** RATCH จ่อทุ่มเฉียด 6.7 พันลบ.เทคโอเวอร์หุ้น SCG
                         
    นางสาวชูศรี เกียรติขจรกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ RATCH เปิดเผยว่า บริษัทได้เข้าทำสัญญาซื้อหุ้นสามัญในบริษัท สหโคเจน (ชลบุรี) จำกัด (มหาชน) หรือ SCG จากผู้ถือหุ้น SCG จำนวน 34 ราย ซึ่งรวมถึงบริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 384,789,131 หุ้น คิดเป็น 40.29% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ SCG ก่อนการออกและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน ในราคาหุ้นละ 5.75 บาท คิดเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 2,212,537,503.25 บาท

    และสัญญาจองซื้อหุ้นเพิ่มทุน SCG เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 208,695,652 หุ้น มูลค่าที่ตราไว้หุ้นละ 1.00 บาท (คิดเป็น 17.93% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ SCG ภายหลังจากการออกและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ SCG ให้แก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement)) ในราคาจองซื้อหุ้นละ 5.75 บาท คิดเป็นเงินจำนวนทั้งสิ้น 1,199,999,999 บาท

    ภายหลังการเข้าทำธุรกรรม บริษัทฯ จะได้มาซึ่งหุ้นสามัญของ SCG เป็นจำนวนรวมทั้งสิ้น 593,484,783 หุ้น คิดเป็นสัดส่วนการถือหุ้น 51% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ SCG ภายหลังจากการออกและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน ส่งผลให้ SCG มีสถานะเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ

    การเข้าลงทุนในครั้งนี้ เพื่อสร้างพันธมิตรทางธุรกิจที่แข็งเเกร่งระหว่างบริษัทฯ และกลุ่มสหพัฒน์ ที่จะยังคงสัดส่วนการถือหุ้นใน SCG อย่างมีนัยสำคัญ ผนึกกำลังกันเสริมสร้างธุรกิจผลิตไฟฟ้าของ SCG ให้มีความแข็งแกร่งและเติบโตอย่างยั่งยืนเต็มศักยภาพต่อไป รวมทั้ง ยังเป็นการเปิดโอกาสเพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถในโครงการอื่นๆ ในอนาคต

*** ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตเป็น 1 หมื่นเมกฯ ภายในปี 68 
                        
    การลงทุนในครั้งนี้ เป็นไปตามเป้าหมายการเพิ่มกำลังการผลิตรวมของบริษัทฯที่ 10,000 เมกะวัตต์ และมูลค่ากิจการรวม 200,000 ล้านบาท ภายในปี 68 และสอดคล้องกับกลยุทธ์การเติบโตอย่างยั่งยืนทั้งในธุรกิจผลิตไฟฟ้า ระบบสาธารณูปโภคพื้นฐาน และธุรกิจเกี่ยวเนื่องอื่นๆ ต่อไป โดยบริษัทฯ จะใช้เงินทุนกู้ หรือเงินทุนหมุนเวียนในบริษัทฯ เพื่อเป็นทุนสำหรับการเข้าลงทุนในครั้งนี้

    ทั้งนี้ ภายหลังจากที่เงื่อนไขบังคับก่อนภายใต้สัญญาซื้อขายหุ้นและเงื่อนไขบังคับก่อนภายใต้สัญญาจองซื้อหุ้นดังกล่าวแล้ว ซึ่งรวมถึงการที่ SCG ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหุ้นที่ออกใหม่ต่อ PP บริษัทฯ มีหน้าที่ต้องทำคำเสนอซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมดของ SCG เป็นจำนวนทั้งสิ้น 570,210,869 หุ้น (คิดเป็น 49% ของหุ้นที่ออกและจำหน่ายได้แล้วทั้งหมดของ SCG ภายหลังจากการออกและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน) ในราคาเดียวกันกับราคาซื้อขายตามธุรกรรมการซื้อขายหุ้น โดย SCG ไม่มีหลักทรัพย์แปลงสภาพแต่อย่างใด 

    ความสำเร็จของการร่วมทุนครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทฯ ในการรักษาและสร้างฐานธุรกิจผลิตไฟฟ้าในประเทศไทยให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยตั้งเป้าที่จะลงทุนโรงไฟฟ้าขนาดเล็กประเภทโคเจนเนอเรชั่นที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์และมีลูกค้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าและไอน้ำแน่นอนแล้ว สำหรับโรงไฟฟ้าสหโคเจน ปัจจุบันได้ผลิตไฟฟ้าจำหน่ายแก่ลูกค้าอุตสาหกรรม รวมกว่า 70 แห่ง รวมถึงในเครือของสหพัฒน์ด้วย นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มว่า ความต้องการไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมจะเพิ่มมากขึ้น ตามจำนวนลูกค้าของสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์ที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังเห็นโอกาสและศักยภาพที่จะพัฒนาธุรกิจต่อยอดรองรับการเปลี่ยนผ่านของระบบจำหน่ายไฟฟ้าไปสู่สมาร์ทกริด และ/หรือไมโครกริดในอนาคตด้วย

    “บริษัทฯ มีความยินดีกับความสำเร็จครั้งนี้ ซึ่งโรงไฟฟ้าสหโคเจน เป็นโครงการประเภทโคเจนเนอเรชั่น ในประเทศไทยแห่งที่ 7 ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นยังเป็นจุดเริ่มต้นของความเป็นหุ้นส่วนเชิงกลยุทธ์กับกลุ่มสหพัฒน์ ซึ่งเป็นผู้นำธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคของประเทศไทย ตอบสนองกลยุทธ์ด้านพันธมิตรอย่างยั่งยืนของบริษัทฯ และมีนัยสำคัญต่อความสำเร็จของเป้าหมายการเป็นบริษัทชั้นนำด้านพลังงานและระบบสาธารณูปโภคพื้นฐานที่มุ่งเน้นการสร้างมูลค่าในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิก ทั้งสองฝ่ายต่างมีจุดมุ่งหมายเดียวกันและพร้อมที่จะผนึกความแข็งแกร่งและความเชี่ยวชาญในทุกด้านร่วมกันขยายฐานธุรกิจผลิตไฟฟ้าและที่เกี่ยวข้อง โดยเสริมความแข็งแกร่งบริษัท สหโคเจน (ชลบุรี) จำกัด (มหาชน) ให้เป็นกลไกขับเคลื่อนเป้าหมายดังกล่าว บริษัทฯ ขอขอบคุณกลุ่มสหพัฒน์ที่เชื่อมั่นในบริษัทฯ จนนำมาสู่ความสำเร็จในวันนี้ รวมทั้งความร่วมมือที่กำลังพัฒนาต่อเนื่องในอนาคต” นางสาวชูศรี กล่าว    
                       

    นายวิชัย กุลสมภพ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหพัฒนาอินเตอร์โฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPI กล่าวว่า โรงไฟฟ้าสหโคเจนในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์-ศรีราชา ถือเป็นหนึ่งในโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก ระบบโคเจนเนอเรชั่นรุ่นแรกของประเทศไทย การได้มีพันธมิตรอย่าง ราช กรุ๊ป ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เข้ามาร่วมลงทุนในการขยายธุรกิจเป็นสิ่งที่น่ายินดี และสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้กับโรงงานในสวนอุตสาหกรรมเครือสหพัฒน์-ศรีราชาได้ในระยะยาว อีกทั้งยังสามารถสร้างโอกาสในการลงทุนใหม่ๆ กับกลุ่มราช กรุ๊ป ในอนาคตต่อไป         

*** SCG ลุยโรงไฟฟ้า 73MW ในนิคมสหพัฒน์ 2.47 พันลบ.- COD ปี 67 
                        
    นายวรยศ ทองตัน กรรมการผู้จัดการ บริษัท สหโคเจน (ชลบุรี) จำกัด (มหาชน) หรือ SCG  กล่าวว่า คณะกรรมการได้มีมติอนุมัติการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ขนาด 30 เมกกะวัตต์  เพื่อทดแทนสัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับปัจจุบันที่จะหมดอายุลงในเดือนเม.ย.67 

    ดังนั้นบริษัทจึงจำเป็นที่จะต้องลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมใหม่ ตั้งอยู่บนที่ดินของบริษัทในสวนอุตสาหกรรมสหพัฒน์ ศรีราชา ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าสุทธิ 73 เมกะวัตต์ และไอน้ำ 75 ตันต่อชั่วโมง โดยได้มีมติอนุมัติทำสัญญาว่าจ้างออกแบบและจัดหาอุปกรณ์ กับ Jurong Engineering Limited ประเทศสิงคโปร์ และสัญญาจ้างเหมาก่อสร้างกับ บริษัท ไทยจูรอง เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด มูลค่าสัญญารวมทั้งสิ้นประมาณ 2,476.19 ล้านบาท (อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยนที่ 33.25 บาทต่อเหรียญสหรัฐ) สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมใหม่   เพื่อให้เป็นไปตามเงื่อนไขของการต่ออายุสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวกับ กฟผ. 

    โดยคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในเดือนเม.ย. 65 หลังจากบริษัทได้รับใบอนุญาตต่างๆ ที่จำเป็นต่อการก่อสร้างโครงการโรงไฟฟ้าใหม่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้รับการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แล้ว โดยการก่อสร้างจะใช้ระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 24 เดือน และคาดว่าจะเริ่มดำเนินการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ (Commercial Operation) ในเดือนเม.ย.67 เป็นต้นไป

    สำหรับผลประโยชน์ที่ SCG จะได้ คือ  เมื่อโครงการโรงไฟฟ้าใหม่ดังกล่าวแล้วเสร็จและเริ่ม COD บริษัทจะมีรายได้ในการจำหน่ายไฟฟ้าให้ กฟผ. ตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า อายุสัญญา 25 ปี ขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้าตามสัญญา 30 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นไปตามเงื่อนไขของสัญญาดังกล่าว  รวมถึงเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้าให้กับโรงงานอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในอนาคต

    บริษัทจะได้รับสิทธิประโยชน์จากค่าก๊าซธรรมชาติในราคาของผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กสำหรับกาลังการผลิตไฟฟ้าสุทธิใหม่เป็นจำนวน 73 เมกะวัตต์ และ ไอน้ำ 75 ตันต่อชั่วโมง  โดยแหล่งที่มาของเงินทุนที่ใช้ในการลงทุนจะมาจากกระแสเงินสดภายในของบริษัทและเงินกู้ยืมสถาบันการเงิน ในสัดส่วนประมาณ 30% และ 70% ตามลำดับ โดยปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการขอสินเชื่อเงินกู้ยืมจากสถาบันการเงิน

*** BGRIM ลงทุนโรงไฟฟ้าความร้อน 3 โครงการ กำลังผลิตรวม 360 MW

    ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า บริษัท ยูนิเวนเจอร์ บีจีพี จำกัด หรือ UVBGP บริษัทร่วมทุนของ BGRIM และ UV ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 45% และ 55% อยู่ระหว่างการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ บริษัท อีสเทอร์น โคเจนเนอเรชั่น จำกัด หรือ E-COGEN ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัท อีสเทอร์น พาวเวอร์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ EP เพื่อให้ได้มาซึ่งการถือหุ้น 100% ในบริษัท เอสเอสยูที จำกัด หรือ SSUT และ 74.5-100% ในบริษัท พีพีทีซี จำกัด หรือ PPTC ซึ่งเป็นเจ้าของโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม (Combined Cycle Cogeneration Power Plants) รวมทั้งสิ้น 3 โครงการ กำลังการผลิต 360 เมกะวัตต์

    ทุกโครงการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโครงการละ 90 เมกะวัตต์กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นระยะเวลา 25 ปี และจำหน่ายไฟฟ้าและไอน้ำให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมในนิคมอุตสาหกรรม โดยคาดการณ์ว่าการเข้าซื้อหุ้นทั้งหมดของ UVBGP ใน E-COGEN จะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2564

    บริษัท ยูนิเวนเจอร์ บีจีพี จำกัด เป็นการร่วมมือกันระหว่าง BGRIM และ UV ในการร่วมลงทุนในธุรกิจพลังงานที่สนับสนุนธุรกิจการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์และการลงทุนอื่น อันครอบคลุมโครงการพลังงานในรูปแบบต่าง ๆ เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา โครงการผลิตไฟฟ้าจากเซลล์แสงอาทิตย์ติดตั้งบนทุ่นลอยนํ้า โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าแบบผสมผสาน บริการ Energy Solution และโครงการสมาร์ทกริด โดยตั้งเป้าขยายกำลังผลิตไฟฟ้าสู่ 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568

    การเข้าลงทุนของ UVBGP ใน SSUT และ PPTC สะท้อนหลักการดำเนินธุรกิจโดยเน้นถึงความร่วมมือกัน (partnership) ที่ยึดมั่นมาตลอดของ บี.กริม รวมถึงความมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมามากกว่า 25 ปี และยังสอดคล้องกับยุทธศาสตร์การขยายธุรกิจและการให้บริการด้านสาธารณูปโภคแบบครบวงจรของ บี.กริม เพาเวอร์ โดยจะใช้หลักการความเป็นมืออาชีพ (professionalism) ในการปรับปรุงเพิ่มประสิทธิภาพของโรงไฟฟ้าทั้ง 3 โครงการนี้อย่างต่อเนื่องในอนาคตด้วย







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด