ข่าวนี้ที่ 1

PTT จัดสรร OR ให้ผู้ถือหุ้นอัตรา 95:1 กำหนดรายชื่อ 5 ม.ค.64

PTT จัดสรร OR ให้ผู้ถือหุ้นอัตรา 95:1 กำหนดรายชื่อ 5 ม.ค.64

    PTT เคาะอัตราใช้สิทธิซื้อหุ้น 'OR' ที่ 95:1 วางแผนลงทุน 6 ปี คาดใช้เม็ดเงินลงทุน 87,866.9 ล้านบาท ขณะที่โบรกฯ มั่นใจ OR หนุน PTT ให้เป้าสูงสุด 50 บาทต่อหุ้น
    

***PTT เคาะอัตราใช้สิทธิซื้อหุ้น `OR` ที่ 95:1

 
    นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่ บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT เปิดเผยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ว่า ที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติกำหนดอัตราการใช้สิทธิของผู้ถือหุ้น PTT ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้น (Pre-emptive Ratio) บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เบื้องต้นจะอยู่ที่ประมาณ 95 หุ้นสามัญของ PTT ต่อ 1 หุ้น OR โดยสงวนสิทธิที่จะเสนอขายและจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนให้แก่ผู้ถือหุ้นของ PTT ซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทยเท่านั้น

    ทั้งนี้ ได้กำหนดให้วันที่ 5 ม.ค.64 เป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นของ PTT (Record Date) ที่มีสิทธิได้รับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของ OR ที่เสนอขายต่อประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก
    
***ผลประกอบการย้อนหลัง 9 เดือน


    สำหรับผลการดำเนินงาน 9 เดือน พบว่ามีรายได้ 321,922.2 ล้านบาท ลดลงจากปี 62 ที่อยู่ที่ 434,579.0 ล้านบาท และกำไรสุทธิ อยู่ที่ 5,868.5 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนที่อยู่ที่ 8,947.5 ล้านบาท ขณะที่ผลการดำเนินงานย้อนหลัง 3 ปี โดยรายได้ในปี 60 อยู่ที่ 550,717.6 ล้านบาท กำไรสุทธิ 12,671.1 ล้านบาท ปี 61 ที่ 599,173.9 ล้านบาท กำไรสุทธิ 9,493.1 ล้านบาท  และปี 62 ที่ 583,393 ล้านบาท กำไรสุทธิ 10,895.8 ล้านบาท

 
    โดยรายได้จากการขายและการให้บริการของบริษัท ในกลุ่มธุรกิจน้ำมัน ในช่วง 9 เดือน ที่ผ่านมา มียอดขายสุทธิของธุรกิจน้ำมัน 295,423.2 ล้านบาท ลดลง 107,308.3 ล้านบาท หรือลดลง 26.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากราคาขายที่ลดลงของน้ำมันเชื้อเพลิงซึ่งจำหน่ายในตลาดค้าปลีกและตลาดพาณิชย์ของบริษัท และสอดคล้องกับราคาผลิจภัณฑ์ปิโตรเลียมในตลาดโลกที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

 
    ส่วนกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ (Non-oil) ประกอบด้วยรายได้จากธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม และธุรกิจอื่นๆ ในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มี 12,248.8 ล้านบาท ลดลง 199.8 ล้านบาท หรือ 1.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการลดลงของรายได้จากธุรกิจอื่นๆในกลุ่มธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆของบริษัท จากอุปสงค์ที่ลดลงจากการระบาดของไวรัสโควิด-19

 
    ขณะที่กลุ่มธุรกิจต่างประเทศ ประกอบด้วยรายได่จากธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่นๆ ซึ่งดำเนินการโดยบริษัทย่อยของบริษัทฯที่ตั้งอยู่นอกประเทศไทย ซึ่งในช่วง 9 เดือนที่ผ่านมา มียอดขายสุทธิของกลุ่มฯ อยู่ที่ 16,385.2 ล้านบาท ลดลง 9,475.3 ล้านบาท หรือ 36.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการเพิ่มขึ้นของปริมาณจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงในตลาดค้าปลีก

 
    ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 ก.ย. 63 บริษัทมีสินทรัพย์รวมอยู่ที่ 147,212 ล้านบาท ขณะที่หนี้สิ้นรวมอยู่ที่ 106,001.2 ล้านบาท ด้านสัดส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 41,210.8 ล้านบาท 
    
***แผนลงทุน 6 ปี คาดใช้เงิน 87,866.9 ลบ.


    บริษัทฯ มีแผนค่าใช้จ่ายในการลงทุนที่ได้รับการอนุมัติสำหรับปี 63 - 68 รวมประมาณ 87,866.9 ล้านบาท ประกอบด้วย ธุรกิจน้ำมัน โดยจะใช้เม็ดเงินในการขยายเครือข่ายสถานีบริการน้ำมันมากที่สุดถึง 16,078.8 ล้านบาท โดยปัจจุบันใช้จ่ายแล้ว 1,912.5 ล้านบาท ซึ่งบริษัทมีแผนที่จะเปิดสถานีบริการน้ำมันแห่งใหม่ 108 แห่งต่อปี รองลงมาจะเป็นการลงทุนในเครือข่ายคลังเก็บผลิตภัณฑ์และศูนย์กระจายสินค้าสำหรับธุรกิจน้ำมัน คาดใช้เม็ดเงิน 9,007.8 ล้านบาท โดยปัจจุบันใช้จ่ายแล้ว 273 ล้านบาท ด้านการขยายธุรกิจสำหรับการตลาดพาณิชย์ โดยตั้งงบลงทุน 4,209.8 ล้านบาท โดยปัจจุบันใช้จ่ายแล้ว 156.4 ล้านบาท

 
    ส่วนธุรกิจค้าปลีกสินค้าและบริการอื่น ๆ (Non-Oil) แบ่งเป็น การขยายเครือข่ายร้านค้าปลีก (รวมถึงธุรกิจใหม่) ซึ่งบริษัทตั้งงบลงทุน 13,442.8 ล้านบาท โดยปัจจุบันใช้เงินแล้ว 1,162.5 ล้านบาท โดยมีแผนจะเปิดร้านคาเฟ่อเมซอน 418 แห่งต่อปี ร้านเท็กซัส ชิคเก้น  20 แห่งต่อปี และร้านฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ 19 แห่งต่อปี นอกจากนี้ มีแผนจะขยายเครือข่ายร้านสะดวกซื้อจิฟฟี่ และ 7-Eleven ขณะที่โรงงานผลิตและศูนย์กระจายสินค้า ตั้งงบลงทุน 3,269.3 ล้านบาท ปัจจุบันใช้แล้ว 1,027.2 ล้านบาท

 
    ด้านธุรกิจต่างประเทศของบริษัท ในปี 63-68 บริษัทมีแผนจะเปิดสถานีบริการน้ำมันแห่งใหม่ในต่างประเทศ 64 แห่งต่อปี โดยคาดว่าจะใช้งบลงทุน 17,485.4 ล้านบาท และปัจจุบันใช้จ่ายแล้ว 564.5 ล้านบาท  โดยเน้นการขยายสถานีบริการน้ำมัน และเครือข่ายร้านค้าปลีกในต่างประเทศ โดยเฉพาะในเมียนมาร์และเวียดนามเป็นหลัก นอกจากนี้ยังมีอื่นๆ บริษัท ได้วางงบลงทุน 23,524.6 ล้านบาท โดยปัจจุบันใช้จ่ายแล้ว 1,555.4 ล้านบาท

 

***PTT ตั้งงบลงทุน 5 ปี 179,072 ลบ.

 
    ที่ประชุมคณะกรรมการอนุมัติงบลงทุน 5 ปี (ปี 64-68) วงเงินรวม 179,072 ล้านบาท แบ่งเป็น ธุรกิจก๊าซธรรมชาติ 30,552 ล้านบาท ธุรกิจท่อส่งก๊าซธรรมชาติ วงเงิน 13,053 ล้านบาท ธุรกิจการค้าระหว่างประเทศและธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย วงเงิน 2,190 ล้านบาท ธุรกิจเทคโนโลยีและวิศวกรรมและสำนักงานใหญ่ วงเงิน 8,055 ล้านบาท และการลงทุนในบริษัทที่ปตท.ถือหุ้นอยู่ 100% วงเงิน 125,222 ล้านบาท


    นอกจากนี้?ยังได้จัดเตรียมงบลงทุนในอนาคต (Provisional Capital Expenditure) ในระยะ 5 ปีข้างหน้าอีก  331,524 ล้านบาท เพื่อการเติบโต และเสริมสร้างความร่วมมือภายในกลุ่ม ปตท. จากความเชี่ยวชาญของธุรกิจเดิม เช่น โครงการ Southern LNG Terminal และท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า (PDP 2018) การขยายการลงทุนธุรกิจก๊าซธรรมชาติเหลวครบวงจร (LNG Value Chain) ทั้งในประเทศและต่างประเทศ และการเชื่อมต่อระหว่างธุรกิจก๊าซธรรมชาติสู่ธุรกิจผลิตไฟฟ้า (Gas-to-Power)


    
***โบรกฯมั่นใจ OR หนุน PTT

 
    บริษัทหลักทรัพย์ บัวหลวง มีมุมมองว่า การ IPO ของ OR จะเป็นการปลดล็อกมูลค่าของธุรกิจน้ำมันและการค้าปลีก และอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลสูง ขณะที่แผนการลงทุนของ PTT นั้นเป็นการยืนยันการเติบโตอย่างต่อเนื่องในระยะยาว โดยให้ราคาเป้าหมาย PTT ที่ 50 บาท

 
    ขณะที่บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ พัฒนสิน มองเป็นบวกต่อการประกาศวันวันกำหนดรายชื่อฯ ที่ได้สิทธิในการจองซื้อหุ้น OR (Pre-emptive right) อาจส่งให้มีความต้องการหุ้น PTT เพื่อรับสิทธิในการจองซื้อหุ้น IPO ของ OR ในช่วงก่อนวัน XB รวมถึงความคาดหวังต่อ มูลค่าตลาดของ OR หลังเข้าตลาด ที่ส่งให้ PTT (unlock value) หลัง PE มีแนวโน้มที่จะซื้อขาย สูงขึ้นตาม/สูงกว่า คู่แข่งในตลาด ปัจจุบันคู่แข่งที่ PE สูงสุดคือ PTG อยู่ที่ราว 18 เท่า โดยแนะนำซื้อที่ราคาเป้าหมาย 47.5 บาท

    


    







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด