ข่าวนี้ที่ 1

สภาพัฒน์หวั่นจีดีพีหลุด 0.7% -โบรกฯสั่งลดน้ำหนักหุ้นไทย

สภาพัฒน์หวั่นจีดีพีหลุด 0.7% -โบรกฯสั่งลดน้ำหนักหุ้นไทย

   สภาพัฒน์ฯ ห่วงจีดีพีปีนี้หลุด 0.7% หากไตรมาส 3 ยังคุมโควิดไม่ได้ ส่วนปีนี้หั่นเป้าเหลือโต 0.7-1.2% จากเดิม 1.5-2.5% แม้ไตรมาส 2 จีดีพีจะโตได้ 7.5%  จากส่งออก-บริโภคในประเทศหนุน หวังยอดผู้ติดเชื้อจะค่อยๆลดลงช่วงเดือน ก.ย. หลังสูงสุดในเดือนนี้ ยืนยันศก.ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย  ด้าน ASPS ปรับลดน้ำหนักหุ้นไทยเหลือ 25% หลังการแพร่ระบาดรุนแรง ฉีดวัคซัยได้น้อย  แต่ผู้ว่าธปท.ยังมั่นใจศก.ไทยปีนี้โต 0.7% ชี้ติดลบ 2 ปีติดเป็นไปได้ยาก เชียร์รัฐฯกู้เพิ่มอีก 1 ล้านลบ.กระตุ้นศก.ฟื้น

 

*** สภาพัฒน์ฯ หั่นจีดีพีปีนี้เหลือโต 0.7-1.2% 

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยว่า สศช.ปรับประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ของไทยปีนี้เหลือโต 0.7-1.2% โดยมีค่ากลางที่ 1% ภายใต้สมมติฐานในกรณีฐานคือ ไทยสามารถควบคุมการระบาดของไวรัสโควิด-19 ได้ภายในไตรมาส 3 โดยในเดือนส.ค.จะเป็นตัวเลขสูงสุด และจะค่อยๆทยอยปรับตัวลดลงในช่วงเดือนก.ย. และสามารถผ่อนคลายมาตรการควบคุมในหลายพื้นที่ได้มากขึ้นในไตรมาส 4/64

    อีกทั้งการแพร่ระบาดไม่กระทบภาคการผลิตและภาคการท่องเที่ยวอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่การแพร่ระบาดในต่างประเทศไม่ทวีความรุนแรงมากขึ้นจนส่งผลต่อภาคการผลิตและการฟื้นตัวของอุปสงค์และแนวโน้มเศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ตามที่คาดไว้ รวมถึงการกระจายวัคซีนเป็นไปอย่างต่อเนื่องและตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยสามารถจัดหาและกระจายวัคซีนได้ประมาณ 85 ล้านโดส ภายในสิ้นปี 64

 

*** ห่วงจีดีพีปีนี้ต่ำ 0.7% หาก Q3 คุมโควิดไม่ได้

    อย่างไรก็ตามในกรณีที่การแพร่ระบาดภายในประเทศไม่สามารถควบคุมได้ภายในไตรมาส 3 ปีนี้และการแพร่ระบาดในต่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้น จนส่งผลกระทบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกโดยเฉพาะประเทศคู่ค้าและด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญ จะทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวต่ำกว่ากรณีฐานที่ 0.7%

 

***เผยจีดีพี Q2/64 โต 7.5%  ยันศก.ยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย

    ขณะที่ตัวเลขเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2/64 ขยายตัว 7.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และขยายตัว 0.4% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า รวมครึ่งปีแรกเศรษฐกิจไทยขยายตัวได้ 2% และยืนยันว่าเศรษฐกิจไทยยังไม่เข้าสู่ภาวะถดถอย แต่เริ่มเห็นทิศทางที่ลดลง จากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่รุนแรงและขยายวงกว้าง สำหรับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 2 ที่ขยายตัว ถือเป็นการกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 6 ไตรมาส ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกติในช่วงเดียวกันของปีก่อนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกแรกในเดือนเม.ย. 63

    นอกจากนี้ยังเป็นผลจากการบริโภคภาคเอกชนที่ขยายตัวได้ดี โดยการบริโภคกลับมาขยายตัวได้ 4.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานที่ต่ำและปัจจัยสนับสนุนมาตรการเยียวยาและการกระตุ้นการใช้จ่ายของภาครัฐเป็นสำคัญ ด้านการลงทุนรวมขยายตัว 8.1% โดยการลงทุนภาคเอกชนเพิ่มขึ้น 9.2% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ด้านการลงทุนภาครัฐเพิ่มขึ้น 5.6% ส่วนการส่งออกขยายตัว 36.2% จากการส่งออกรถยนต์นั่ง,ชิ้นส่วนและอุปกรณ์ยานยนต์,ชิ้นส่วนเครื่องใช้ไฟฟ้า,ชิ้นส่วนอุปกรณ์และคอมพิวเตอร์ เป็นต้น โดยครึ่งปีแรกส่งออกขยายตัวได้ 19% ด้านการนำเข้าขยายตัว 41.8% สอดคล้องกับระดับกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับสูงกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน และปรับดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้า ขณะที่ครึ่งปีแรกนำเข้าขยายตัวได้ 23.8%

 

*** ASPS หวั่นโควิดกระทบจีดีพี-กำไรบจ.

    ฝ่ายวิจัยบริษัทหลักทรัพย์เอเซียพลัส (ASPS) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า สถานการณ์โควิด-19 ทั่วโลกกลับมาสร้างความกังวลหลังสายพันธ์ Delta ระบาดในหลายประเทศ อย่างไรก็ตามประเทศที่มีการฉีด Vaccine ในสัดส่วนประชากรที่สูงผลกระทบทางเศรษฐกิจจะน้อยกว่า อาทิ ยุโรปและสหรัฐฯ ฝ่ายวิจัยจึงคงคำแนะนำตามเดิม โดยคงน้ำหนักหุ้นต่างประเทศไว้ที่ 35% (มากกว่าตลาดฯ) ส่วนตลาดหุ้นไทยยังมีความกังวลจากการแพร่ระบาดโควิด-19 ที่เร่งตัวขึ้น แต่การฉีดวัคซีนต่ำ (เพราะไม่มี Vaccine เข้ามาในเวลาที่ต้องการ) ทำให้ต้องมีการใช้มาตรการควบคุมที่เข้มงวด ทำให้เกิดดาวไซด์ทั้งประมาณการอัตราการเติบโตของจีดีพี (GDP Growth) และกำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.)

    ทั้งนี้สัญญาณความกังวลเรื่องโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ค่าระวางสายการเดินเรือที่ทำ All time high ต่อเนื่องและการติดเชื้อที่เห็นมากขึ้นในหลายโรงงานในประเทศทั้ง 3 ปัจจัยทำให้เริ่มกังวลต่อแนวโน้มเรื่องการส่งออกของประเทศ ซึ่งปัจจุบันเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของเศรษฐกิจไทย ส่วนในอีกทางหนึ่งค่าเงินบาทที่อ่อนค่าอาจเป็นตัวช่วยภาคการส่งออก แต่ในเชิงของ Sentiment การลงทุนในตลาดหุ้นแล้วถือว่าเป็นกลไกที่ท้าให้ Fund Flow ต่างชาติไหลออกจากนี้ไปยังมีโอกาสที่เงินบาทจะอ่อนค่าต่อหากตลาดเชื่อว่ากนง. จะมีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย ภายใต้สถานการณ์แวดล้อมดังกล่าว เชื่อว่า SET Index จะยังไม่สามารถทะลุผ่านแนวต้านที่ 1,550 จุด ขึ้นไปได้

 

*** ลดน้ำหนักหุ้นไทยลง 5% เหลือ 25%

    ฝ่ายวิจัยฯ ได้ตัดสินใจลดน้ำหนักหุ้นไทยลง 5% เหลือ 25% (น้อยกว่าตลาดฯ) โดยเน้นการลงทุนในหุ้นผันผวนต่ำหรือปันผลสูงเป็นหลัก เพื่อช่วยลดความผันผวนพอร์ตรวม ขณะที่สัดส่วนการลงทุนในตราสารลงทุนอื่นๆ เน้นลงทุนใน Product ที่ลงทุนในหุ้นไทยอย่าง ELN 10% (เท่าตลาดฯ) ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงจากสภาวะตลาดหุ้นผันผวน และขาดปัจจัยหนุนได้เป็นอย่างดี พร้อมกับคงน้ำหนักตราสารหนี้ไว้ 15% (น้อยกว่าตลาดฯ) ส่วนสุดท้ายคือ ตลาดเงินเพิ่มน้ำหนัก 5% เป็น 15% รอจังหวะลงทุนในเดือนถัดไป  อย่างไรก็ตามสัดส่วนพอร์ตลงทุน แนะหุ้นต่างประเทศ 35% หุ้นไทย 25% ตราสารหนี้ 15% และตราสารทางเลือก 10%

 

*** ผู้ว่าธปท. มั่นใจศก.ไทยปีนี้โต 0.7%-ชี้ติดลบ 2 ปีติดต่อกันเป็นไปได้ยาก

    นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในโอกาส Meet the Press ในวันนี้ว่า เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวช้า และนานกว่าที่คาดการณ์ไว้ ส่วนตัวเลขเศรษฐกิจที่สศช. ปรับลดประมาณการจีดีพีปีนี้ คาดโต 0.7-1.2% นั้น ใกล้เคียงกับที่ธปท.ประเมินไว้ และยืนยันว่ายังไม่ปรับมุมมอง เนื่องจากการประมาณการดังกล่าวได้รวมผลกระทบจากล็อกดาวน์ที่จะลากยาวเกินเดือนส.ค.ไว้แล้ว และยังมองว่าโอกาสที่เศรษฐกิจไทยจะติดลบ 2 ปีติดต่อกันมีน้อย

    "ตอนนี้ยังคงมุมมองจีดีพีปีนี้ที่ 0.7% เพราะเผื่อสำหรับดาวน์ไซต์แล้ว เดิมคิดว่าสถานการณ์รอบนี้การล็อกดาวน์คงไม่จบส.ค.อยู่แล้ว คิดว่าตัวเลขนี้ยังคงยืนได้ ส่วนกรณีที่จะทำให้ธปท.ปรับมุมมองลงคือ อาจจะมีล็อกดาวน์ถึงไตรมาส 4/64 เพราะแต่ละเดือนที่ล็อกดาวน์มันมีผลกระทบต่อจีดีพีประมาณ 0.3-0.4% แต่เศรษฐกิจจะติดลบสองปีติดต่อกันไหมโอกาสมีน้อย เพราะยังมีในแง่ของการส่งออกที่ยังไปได้ ภาพรวมเศรษฐกิจโลกยังไปได้ดี มีการบริโภคในประเทศ" นายเศรษฐพุฒิ กล่าว

 

*** พิษโควิดฉุดรายได้ครัวเรือนปี63-65 หาย 2.6 ล้านลบ.

    นายเศรษฐพุฒิ กล่าวเพิ่มเติมว่าสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัวรุนแรง ธุรกิจและประชาชนต้องปรับตัว ปัญหาที่เกิดขึ้นชัดเจนคือรายได้ที่หายไป โดยที่ผ่านมา ธปท.พบ 4 อาการของเศรษฐกิจไทย คือ 1.โควิด-19 สร้างหลุมรายได้ขนาดใหญ่ในระบบเศรษฐกิจ โดยในช่วงปี 63-65 คาดว่ารายได้ครัวเรือนจะหายไปประมาณ 2.6 ล้านล้านบาท, 2.การจ้างงานถูกกระทบรุนแรง โดยเฉพาะกิจการในภาคบริการและกิจการที่มีสายป่านสั่น โดยในไตรมาส 2 ที่ผ่านมา พบว่า ผู้ว่างงาน/ผู้เสมือนว่างงาน มีอยู่ถึง 3 ล้านคน และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 3.4 ล้านคนในสิ้นปีนี้ นอกจากนี้ยังพบผู้ว่างงานระยะยาวเกิน 1 ปี สูงถึง 1.7 แสนคน มีแรงงานย้ายถิ่นกลับภูมิลำเนา 1.6 ล้านคน

    3.การฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจต่างๆไม่เท่าเทียม ส่งผลให้ครัวเรือนยังเปราะบาง และ 4.ไทยถูกกระทบจากโควิดหนักกว่าและจะฟื้นตัวช้ากว่าประเทศในภูมิภาค เนื่องจากไทยพึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติสูงสุดในเอเชีย และคาดว่าเศรษฐกิจไทยจะใช้เวลา 3 ปี จากช่วงเริ่มระบาดในการกลับสู่ระดับก่อนโควิด อย่างไรก็ตาม ธปท. มองว่า การใช้จ่ายภาครัฐจะช่วยพยุงรายได้ และลดผลกระทบต่อเศรษฐกิจจากหลุมรายได้ที่ลึกและกว้างขึ้น ซึ่งรายได้ที่คาดว่าจะหายไป 2.6 ล้านล้านบาท ในช่วง 3 ปีนั้น มองว่า เม็ดเงินของภาครัฐที่มีอยู่ในปัจจุบันคงไม่เพียงพอ จึงจำเป็นต้องเพิ่มแรงกระตุ้นทางการคลัง เพื่อช่วยให้รายได้และฐานะทางการเงินของประชาชนและเอสเอ็มอีกลับมาฟื้นตัวได้โดยเร็วที่สุด และลดแผนเป็นทางเศรษฐกิจที่จะกลายเป็นอุปสรรคในการพัฒนาเศรษฐกิจหลังโควิด

 

***หนุนรัฐกู้เพิ่มอีก 1ล้านลบ. หนุนศก.ฟื้น แม้หนี้ฯ แตะ70%

    สำหรับในเบื้องต้นเม็ดเงินจากภาครัฐที่ควรเติมเข้าไปในระบบควรมีอย่างน้อย 1 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 7% ของจีดีพี ซึ่งจะเป็นการกู้เพิ่มเติมจากปัจจุบันที่กู้ใน พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และ พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติม 500,000 ล้านบาท โดยมองว่าการกู้เงินเพิ่มเติมของภาครัฐจะช่วยให้จีดีพีกลับมาโตใกล้ศักยภาพเร็วขึ้น และจะทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีในระยะยาวปรับลดลงได้เร็วกว่ากรณีที่รัฐบาลไม่ได้กู้เพิ่มเติม

    ทั้งนี้ในกรณีที่รัฐบาลกู้เงินเพิ่ม 1 ล้านล้านบาท แม้จะส่งผลให้หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นไปสูงสุดที่ 70% ของจีดีพีในปี 67 แต่จะลดลงได้ค่อนข้างเร็วตามการขยายตัวของเศรษฐกิจ และความสามารถในการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลที่จะกลับมาฟื้นตัวได้เร็ว เนื่องจากฐานภาษีจะไม่ได้ลดลง เพราะการกู้ตอนนี้ เพื่อใส่เงินเข้าไปให้เศรษฐกิจขยายตัวได้

    "หากรัฐบาลไม่เร่งพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติมในภาวะที่ความไม่แน่นอนสูง สัดส่วนหนี้สาธารณะแม้จะเพิ่มขึ้นช้า แต่คาดว่าจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงและปรับลดลงได้ไม่มากในระยะยาว ทำตอนนี้คิดว่าเหมาะสมและสมเหตุกับความเสี่ยง แต่หากไม่ทำความเสี่ยงอาจจะมีมากกว่า เพราะเศรษฐกิจจะชะลอไปอีก และกระทบกับภาพรวมในระยะยาวได้" นายเศรษฐพุฒิ กล่าว







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด