ข่าวนี้ที่ 1

ลุ้นวินโดว์ฯดัน SET สัปดาห์สุดท้ายของปีทะลุ 1,500 จุด

ลุ้นวินโดว์ฯดัน SET สัปดาห์สุดท้ายของปีทะลุ 1,500 จุด

      โบรกฯ ประสานเสียง SET สัปดาห์สุดท้ายของปี วอลุ่มเบาบาง-ดัชนีผันผวนช่วงสั้น เหตุใกล้เข้าสู่ช่วงหยุดยาวเทศกาลปีใหม่ แต่มีโอกาสที่ดัชนีจะทะลุ 1,500 จุด เหตุกองทุนมีแนวโน้มทำวินโดว์ เดรสซิ่ง แถมเงินจากกองทุน SSF-RMF ไหลเข้าตลาดหุ้น ประเมินแนวต้าน 1,500-1,505 จุด แนะลุยหุ้นกลุ่มพลังงาน-ท่องเที่ยว-อิเล็กทรอนิกส์ 

    ในช่วงสัปดาห์หน้า(28-30 ธ.ค.)ตลาดหุ้นไทยจะเปิดทำการเพียง 3 วันเท่านั้น หลังจากนั้นจะเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาวในช่วงเทศกาลปีใหม่ โดยนักวิเคราะห์มองภาพรวมตลาดว่าน่าจะมีวอลุ่มเบาบาง ดัชนีผันผวนระยะสั้น แต่มีโอกาสได้เห็นดัชนีปรับตัวขึ้นทะลุ 1,500 จุดได้ โดยนักวิเคราะห์ประเมินกรอบแนวรับไว้ที่ 1,460 จุด ขณะที่แนวต้านอยู่ที่ 1,500-1,505 จุด 

*** คาดหุ้นไทยสัปดาห์สุดท้ายของปีผันผวน-วอลุ่มเบาบาง

    นายณรงค์เดช จันทรไพศาล นักวิเคราะห์การลงทุนปัจจัยพื้นฐานด้านตลาดทุน /ปัจจัยทางเทคนิค บริษัทหลักทรัพย์(บล.) ไอร่า มองว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยในช่วงสัปดาห์หน้า วอลุ่มจะค่อนข้างเบาบาง และจะมีความผันผวน ซึ่งเชื่อว่าในช่วงสุดท้ายของปีนี้ตลาดจะได้รับแรงหนุนจากแรงเข้าซื้อกลับของนักลงทุนสภาบัน หลังไม่มีการออกมาตรการ Lockdown ทั่วประเทศ และเอื้อต่อแนวโน้มการซื้อหุ้นเพื่อปิดงวดบัญชี(วินโดว์ เดรสซิ่ง) สำหรับการปิดงวดสิ้นไตรมาสนี้ คาดจะหนุนตลาดหุ้นไทยฟื้นตัวขึ้นได้ 

    แต่คาดว่าแรงซื้อขายของนักลงทุนต่างชาติจะเบาบางลงไปบ้างจากการเข้าสู่ช่วงเทศกาลปีใหม่ ทำให้ตลาดหุ้นไทยมีโอกาสเผชิญความผันผวนในช่วงสั้นได้บ้าง

    นายคณฆัส จิรเสวีนุประพันธ์ ผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บล.โนมูระ พัฒนะสิน  ระบุว่า ในสัปดาห์หน้าจะเหลือวันทำการเพียง 3 วันเท่านั้น และจะเข้าสู่ช่วงวันหยุดยาว ดังนั้นบรรยากาศการลงทุนอาจจะเคลื่อนไหวไม่มากนัก และจะมีลักษณะค่อนข้างเบาบาง

*** ประเมินกรอบดัชนีที่ 1,428-1,505 จุด 
    
    นายณรงค์เดช กล่าวว่า  ในช่วงสัปดาห์หน้า(28-30 ธ.ค.) ดัชนีน่าจะแกว่งตัวอยู่ในช่วงแนวรับที่ 1,435-1,460 จุด ขณะที่แนวต้านประเมินไว้ที่ 1,505 จุด

    นายคณฆัส ประเมินแนวรับในช่วงสัปดาห์หน้าที่ 1,428-1,440 จุด และแนวต้านที่ 1,500-1,503 จุด 
  
    ด้านนายเทิดศักดิ์ ทวีธระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเชีย พลัส ระบุว่าในสัปดาห์หน้า มองกรอบแนวรับที่ระดับ 1,450 จุด และแนวต้าน 1,500 จุด ขณะที่ปัจจัยที่นักลงทุนยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิดคือสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในประเทศ หลังจำนวนผู้ติดเชื้อกระจายตัวอยู่ในหลายจังหวัด ซึ่งต้องจับตาดูว่าตัวเลขหลังจากนี้จะออกมาเป็นอย่างไร 

    ส่วนเม็ดเงินจากพวกกองทุน SSF-RMF คาดว่าจะออกมาค่อนข้างน้อย เพราะที่ผ่านมาไม่ได้รับความนิยมเหมือนกับกองทุน LTF

    นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล. ทิสโก้  ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยสัปดาห์หน้ามีโอกาสปรับตัวเคลื่อนไหวในแดนบวกต่อได้  โดยให้มองกรอบแนวรับที่ระดับ 1,450 จุด และแนวต้าน 1,500 จุด เนื่องจากคาดว่าตลาดน่าได้รับอานิสงส์เชิงบวกจากกรณีที่การผ่อนคลายความกังวลการบังคับใช้มาตรการล็อกดาวน์ทั่วประเทศของไทย ประกอบกับแรงหนุนจากปัจจัยภายนอกหลังอังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าภายหลัง Brexit ได้แล้ว รวมถึงความคาดหวังเม็ดเงินจากกองทุน SSF-RMF เพื่อลดภาษีรอบสุดท้ายที่จะทยอยเข้ามาซื้อหุ้นไทยภายในสัปดาห์สุดท้ายของปี 

***ปัจจัยในและต่างประเทศที่ต้องจับตา

    นายณรงค์เดช กล่าวว่า ปัจจัยต่างประเทศที่ต้องติดตาม คือ ตลาดจะได้รับ Sentiment เชิงบวกจากการที่อังกฤษและสหภาพยุโรป (EU) สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าภายหลัง Brexit ร่วมกันได้ โดยข้อตกลงดังกล่าวจะนำเข้าสู่สภาฯ อังกฤษเพื่อลงมติเห็นชอบในวันที่ 30 ธ.ค.นี้ ขณะที่สหภาพยุโรปจะต้องนำข้อตกลงนี้เข้าสู่การพิจารณาในสภายุโรป เพื่อขอความเห็นชอบจากสมาชิกทั้ง 27 ประเทศ 

    นอกจากนี้ ตลาดยังจะได้รับปัจจัยบวกจากรายงานของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐ (CDC) ระบุว่าประชาชนในสหรัฐกว่า 1 ล้านคนได้รับการฉีดวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 แล้ว รวมทั้ง AstraZeneca ออกมาเปิดเผยว่าวัคซีนต้านไวรัส COVID-19 “AZD1222” ที่พัฒนาร่วมกับมหาวิทยาลัย Oxford สามารถป้องกันเชื้อสายพันธุ์ใหม่ได้ หลังผู้เข้ารับการทดสอบตอบสนองต่อวัคซีนดังกล่าวได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    อีกทั้งเรายังเชื่อว่าสหรัฐจะสามารถบังคับใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อเยียวยาผลกระทบของ COVID-19 แม้ ปธน.ทรัมป์จะไม่ลงนามในมาตรการดังกล่าวก็ตาม จะเป็นปัจจัยหนุนทิศทางราคาสินทรัพย์เสี่ยงปรับตัวขึ้นได้ในระยะถัดไป

    ด้านปัจจัยในประเทศ ต้องติดตามมาตรการควบคุมการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ที่แบ่งตามโซนความเสี่ยง รวมถึงการทำวินโดว์ เดรสซิ่ง สำหรับการปิดงวดสิ้นไตรมาสนี้ 

    นายคณฆัส ระบุว่า ปัจจัยในประเทศที่ต้องติดตาม คือ สถานการณ์โควิด-19 ในเรื่องของยอดตัวเลขผู้ติดเชื้อ รวมถึงในช่วงสุดท้ายของปี จะมีเม็ดเงินจากกองทุนเข้ามาทั้งจาก SSF และ RMF รวมถึงการทำ Window deessing ของบางกลุ่ม แต่เชื่อว่าจะไม่มีผลต่อ Set index มากเท่ากับหลายตัวที่ผ่านมา 

***แนะเก็บหุ้นพลังงาน-ท่องเที่ยว-อิเล็กทรอนิกส์

    นายคณฆัส ระบุว่า กลุ่มที่ยงน่าสนใจในการลงทุน และไม่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 เช่น กลุ่ม Global Play กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ เช่น KCE HANA บรรจุภัณฑ์ เช่น SCPG นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มที่คาดว่าผลประกอบการจะออกมาดี เช่น RATCH XO และ PTT

    ขณะที่ นายณรงค์เดช ระบุว่า ธีมของการลงทุน สำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว ยังคงแนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นในกลุ่ม Global Play  ในพวกพลังงาน, โรงกลั่น และปิโตรเคมี อีกครั้ง เช่น  PTT, PTTEP, PTTGC, TOP, ESSO และ IVL รวมทั้งหุ้นในกลุ่ม Tourism Play ท่องเที่ยวและโรงแรม ได้แก่ AOT, MINT, CENTEL และ ERW ตามทิศทางแนวโน้มผลประกอบการที่จะเริ่มกลับมาฟื้นตัวขึ้นโด่นเด่นอีกครั้งสำหรับช่วงปีหน้า

    นายอภิชาติ ระบุว่า กลยุทธ์การลงทุนระยะสั้นแนะนำเน้นขายเพื่อล็อกกำไรไว้ หรือเน้นลงทุนในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเข้าคำนวนใน SET 50 เช่น  BAM และหุ้นธุรกิจการเงิน อาทิ MTC 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด