ข่าวนี้ที่ 1

แบงก์-ไฟแนนซ์ กระอัก!รัฐบี้ลดดอกเบี้ย "KTB-TIDLOR"อ่วม!

แบงก์-ไฟแนนซ์ กระอัก!รัฐบี้ลดดอกเบี้ย

 

        แบงก์-ไฟแนนซ์ กระอัก!รัฐบี้ลดดอกเบี้ย "KTB-TIDLOR"อ่วม!     กลุ่มแบงก์-ไฟแนนซ์ รับผลกระทบเชิงลบเต็มๆ หลังนายกฯสั่งแก้หนี้ประชาชน จี้ ธปท. ทบทวนอัตราดอกเบี้ย บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ สำหรับกลุ่มแบงก์ KTB-SCB ถูกกระทบมากสุด ส่วนกลุ่มไฟแนนซ์ TIDLOR- MTC-AEONTS- SAWAD เสี่ยงกำไรลดลงแรง 7-18.3%

        ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ และ กลุ่มไฟแนนซ์ ได้รับผลกระทบจากกรณีที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้มีคำสั่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ทบทวนอัตราดอกเบี้ย บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ เพื่อลดภาระดอกเบี้ยประชาชน ตลอดจนแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน

*** โบรกฯ มองกลุ่มแบงก์ KTB รับผลกระทบมากสุด

         บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เคทีบีเอสที  ระบุว่า ฝ่ายวิจัยมีมุมมองเป็นลบต่อกลุ่มธนาคาร เพราะจะทำให้รายได้ดอกเบี้ยปรับลดลงทันที โดยมองว่าธนาคารจะได้รับผลกระทบจากสินเชื่อบัตรเครดิต และ สินเชื่อบุคคล เป็นหลัก เพราะสินเชื่อจำนำทะเบียนรถส่วนใหญ่คิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าขั้นต่ำที่ 24% อยู่แล้ว

         โดยคาดว่าหุ้นในกลุ่มธนาคารที่จะได้รับผลกระทบเรียงจากมากไปน้อยตามสัดส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตและสินเชื่อบุคคล คือ KTB (24%), SCB (6%) และ TTB (4%) โดยคาดว่า KTB (ถือ/เป้า 13.00 บาท) จะได้รับ sentiment เชิงลบมากที่สุดในกลุ่ม ขณะที่ยังคงให้น้ำหนักการลงทุนเป็น “มากกว่าตลาด” เลือก KBANK (ซื้อ/เป้า 177.00 บาท) เป็น Top pick

*** กลุ่มไฟแนนซ์ MTC-TIDLOR รับผลกระทบมากสุด

         ทางด้านกลุ่มไฟแนนซ์ บล.เคทีบีเอสที มองเชิงลบเช่นกัน เนื่องจากจะมีการเข้ามาควบคุมกำกับดูแลสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ของสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค(สคบ.) ซึ่งประเมินผลกระทบจำกัด เพราะในช่วงปีที่ผ่านมา สคบ. ได้มีการเข้ามาควบคุมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่น market conduct รวมถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อจำนำทะเบียน กระทบต่อ AEONTS, KTC, MTC, SAWAD และ TIDLOR

         ทั้งนี้ คาดว่าอัตราดอกเบี้ยที่ปรับตัวลงจะอยู่ที่ประมาณ 2-4% โดยอิงจากการทยอยปรับลดอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตลง 2 รอบ รอบละ 2% ส่วนดอกเบี้ยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถมีโอกาสปรับตัวลงมาใกล้เคียงกับที่ออมสิน (GSB) ปล่อยที่ 18-20% โดยคาดจะลดลงอยู่ที่ 20% (ปรับลดลง 4%) เนื่องจากต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่า GSB และ สินเชื่อส่วนบุคคล มีโอกาสปรับตัวลงประมาณ 2-4%
         โดยประเมินบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากมากไปน้อย ดังนี้ 
1. MTC (มีสินเชื่อจำนำทะเบียนที่เราคาดว่าจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยสูงสุด 4% อยู่ที่ 98%)
2. TIDLOR (สินเชื่อจำนำทะเบียน 84%)
3. SAWAD (สินเชื่อจำนำทะเบียน, สินเชื่อส่วนบุคคล และนาโนไฟแนนซ์ที่ 58%)
4. AEONTS (มีสินเชื่อส่วนบุคคลที่คาดว่าปรับลดอัตราดอกเบี้ย 2-4% อยู่ที่ 52% และสินเชื่อบัตรเครดิตที่ 41%)
5.  KTC (มีสินเชื่อบัตรเครดิตที่คาดว่าปรับลดอัตราดอกเบี้ยน้อยสุดที่ 66%, สินเชื่อส่วนบุคคล 34%)
         สำหรับกลุ่ม Finance ยังคงน้ำหนักการลงทุน “เท่ากับตลาด"

*** ASPS มองกลุ่มแบงก์กระทบจำกัด

         ด้านบล. เอเซียพลัส จำกัด (ASPS) ประเมินว่า ธนาคารที่มีสัดส่วนสินเชื่อบัตรเครดิตและบุคคลมากสุด นำโดย KTB ราว 24% ของพอร์ตสินเชื่อ (บัตรเครดิตและสินเชื่อในกลุ่มข้าราชการ) ตามด้วย TISCO ในส่วนของสินเชื่อจำนำทะเบียน ประมาณ 15% ของพอร์สินเชื่อ และ BAY ราว 10% ของพอร์ตสินเชื่อ ในกรณีที่เกิดขึ้นสร้างผลกระทบต่อสินเชื่อบัตรเครดิตเป็นหลัก เพราะธนาคารส่วนใหญ่เก็บในอัตราเดียวกับเพดาน แต่เนื่องจากการเก็บอัตราดอกเบี้ยบัตรเครดิตจะคิดเฉพาะลูกค้าที่จ่ายขั้นต่ำลงมองผลกระทบส่วนนี้จำกัด

         ขณะที่กลุ่มจำนำทะเบียนฯอย่าง TISCO ทางธนาคารคิดอัตราดอกเบี้ยราว 14% ซึ่งต่ำกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำภาพรวมยังมองผลต่อประมาณการกลุ่มฯ จำกัด โดยประมาณการปี 64 - 65 ให้น้ำหนักไปที่ Credit Cost และ คุณภาพสินทรัพย์เป็นหลัก 

         อย่างไรก็ตาม โอกาสในการเกิดยังต้องติดตาม เหตุเพราะทาง ธปท. มีการกำหนดอัตราเพดานขั้นต่ำในกลุ่มสินเชื่อข้างต้นช่วงก.ค. 63 การปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยติดต่อกัน อาจส่งผลให้ผลตอบแทนของธนาคารเมื่อเทียบกับความเสี่ยงไม่คุ้ม และ นำไปสู่การที่ธนาคารคุมเข้มการปล่อยสินเชื่อมากขึ้น ซึ่งไม่น่าดีต่อประชาชน

         โดยยังคงน้ำหนักเท่าตลาด เลือก BBL (ราคาเป้าหมาย 154 บ.), KBANK (ราคาเป้าหมาย 155 บ.) และ TISCO (ราคาเป้าหมาย 102 บ.) มองราคาหุ้นในกลุ่มฯ มีโอกาสได้รับ Sentiment ลบช่วงสั้น แต่มองเป็นโอกาสสะสมให้น้ำหนักไปกับการกระจายวัคซีนโควิด-19 นำไปสู่การเดินเครื่องทางเศรษฐกิจไทยอีกครั้ง หนุนรายได้ลูกหนี้และลดความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์มากกว่า

*** กลุ่มเช่าซื้อ หากลดดอกเบี้ย 1% ฉุดกำไรผู้ประกอบการ 7-18.3%

         ASPS ได้ประเมินกลุ่มเช่าซื้อว่า ก่อนหน้านี้ทางธปท. ได้ปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลไปแล้วตั้งแต่ 1 ส.ค. 63  ทั้งดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลเหลือ 25% (เดิม 28%) สินเชื่อจำนำทะเบียนปรับลดลงเหลือ 24% (เดิม 28%) และ ดอกเบี้ยบัตรเครดิตลงเหลือ 16% (เดิม 18%)

        ทั้งนี้ แม้ว่าปัจจุบันผู้ให้บริการสินเชื่อบุคคลส่วนใหญ่จะคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าเพดานอยู่แล้ว แต่ฝ่ายวิจัยประเมินว่า หากธปท. มีการปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลในอนาคต จะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการกลุ่มเช่าซื้อบ้าง เนื่องจากประเมินว่า ผู้ให้บริการสินเชื่อมีแนวโน้มจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่คิดกับลูกค้าลงบ้างด้วยเช่นกัน

        โดยฝ่ายวิจัยได้ทำ Sensitivity Analysis ว่า ทุกๆ การปรับลดยีลด์ลง 1% จะส่งผลกระทบต่อกำไรสุทธิของ TIDLOR ลง 18.3% MTC ลง 12.8% AEONTS ลง 9.2% และ SAWAD ลง 7.0% 
    
        ทั้งนี้ หากไปดูกำไรสุทธิปี 63 ของผู้ให้บริการสินเชื่อ (MTC SAWAD และ TIDLOR) พบว่า มีการเติบโตต่อเนื่อง จากสินเชื่อสุทธิที่เติบโตต่อเนื่อง หักล้างผลกระทบจากการปรับลดเพดานอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อบุคคลตั้งแต่ส.ค. 63 ไปได้ มีเพียง AEONTS ที่กำไรสุทธิปี 63 อ่อนตัวลง 7.2% yoy จากผลกระทบของการระบาดของโควิด

*** นายกฯ ขีดเส้นตาย 6 เดือน ต้องมีความชัดเจน

        พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมครม. ได้เสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ครัวเรือนให้เบ็ดเสร็จทั้งระยะสั้นที่จะต้องเร่งดำเนินการให้มีความชัดเจนภายใน 6 เดือน และ ในระยะยาว เพื่อสร้างความเป็นธรรมกับลูกหนี้ รวมถึงแก้ไขปัญหาหนี้สินภาคครัวเรือนให้ดีขึ้นด้วย
โดยแนวทางระยะสั้นที่จะต้องเร่งดำเนินการ คือ 

       1.การไกล่เกลี่ยปัญหาหนี้สินเชื่อลดการดำเนินคดีกับประชาชน เช่น หนี้กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา(กยศ.) หนี้สถาบันการเงินเฉพาะกิจและหนี้สหกรณ์

       2.ลดภาระดอกเบี้ยประชาชน ทั้งสินเชื่อรายย่อย สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์ และนาโนไฟแนนซ์ สำหรับประชาชน รวมถึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของครู และข้าราชการ รวมถึงสหกรณ์ ปรับรูปแบบการชำระหนี้ รวมถึงการปรับลดค่าธรรมเนียมต่างๆ ที่ไม่จำเป็น

      3.ยกระดับการกำกับดูแล เช่น สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.)  คุ้มครองความเป็นธรรมให้ประชาชนที่เช่าซื้อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ ขณะเดียวกันให้ธปท. ทบทวนเพดานอัตราดอกเบี้ยและการกำกับดูแลบัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคลและสินเชื่อจำนำทะเบียน

      4.กำกับดูแลไม่ให้การบริหารความเสี่ยงด้านสินเชื่อของสถาบันการเงิน/สหกรณ์สร้างภาระแก่ผู้กู้จนเกินสมควร

      5.เพิ่มการเข้าถึงแหล่งทุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยและ SMEs เช่น จัดให้มี softloan สำหรับ SME ที่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ การเพิ่มจำนวนโรงรับจำนำและโรงรับจำนอง

*** จ่อตั้งหน่วยงานกำกับดูแลสินเชื่อเช่าซื้อ-สินเชื่อรายย่อย

       พลเอกประยุทธ์ กล่าวว่า สำหรับมาตรการระยะยาว  คือ ต้องทำให้เกิดสภาพแวดล้อมของการเข้าถึงสินเชื่อได้ง่าย และ มีการคุมยอดวงเงินกู้ที่เหมาะสม เช่น รัฐต้องเร่งส่งเสริมการแข่งขันให้อัตราดอกเบี้ยถูกลง เพิ่มระบบให้ผู้ฝากเงินมาเป็นผู้ให้สินเชื่อ โดยรับความเสี่ยงมากขึ้นผ่านระบบดิจิทัล

       รวมถึงการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาใหม่เพื่อกำกับดูแลสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ และ สินเชื่อรายย่อยเป็นการเฉพาะ การจัดตั้งศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางธุรกิจและการเงิน เพื่อชะลอการฟ้อง อำนวยความสะดวกให้การฟื้นฟูหนี้รายบุคคลที่มีเจ้าหนี้หลายราย นอกจากนี้ ที่ประชุมยังมีการหารือในเรื่องการให้ความช่วยเหลือเด็กรุ่นใหม่/คนเกษียณที่มีภาระหนี้สิน โดยจะออกมาตรการเพื่อลดภาระค่าใช้จ่าย เรื่องที่อยู่อาศัย และ ค่าเดินทางระบบขนส่งมวลชนในราคาถูก

       ทั้งหมดนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนศึกษาหามาตรการเพื่อดำเนินการเพื่อให้เกิดกระบวนการดำเนินการให้รวดเร็วขึ้น ซึ่งได้มอบให้มีคณะทำงานในเรื่องดังกล่าวภายใต้ ศบศ. โดยให้ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้รับผิดชอบต่อไป

***หุ้นแบงก์-ไฟแนนซ์ ดิ่งลงถ้วนหน้า

 

หุ้น ราคาปิด(บาท) เปลี่ยนแปลง(%)
KBANK 125 -3.85
SCB 102.50 -2.84
TISCO 89.25 -1.65
BBL 121 -1.63
KTB 11.20 -0.88
KKP 57.50 -0.86
LHFG 1.17 -0.85
TTB 1.17 -0.85
AEONTS 202 -0.49
SAWAD 73.50 -2.97
KTC 70 -3.11
MTC 61.50 -3.15
TIDLOR 43.75 -2.78

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด