ข่าวนี้ที่ 1

จีดีพีไทย Q1 ติดลบ 2.6% สภาพัฒน์หั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.5-2.5%

จีดีพีไทย Q1 ติดลบ 2.6% สภาพัฒน์หั่นเป้าทั้งปีเหลือ 1.5-2.5%

    สภาพัฒน์ เผยไตรมาส 1/64 จีดีพีไทย ติดลบ 2.6% หลังได้รับผลกระทบจากการระบาดของโควิดระลอกที่ 2 แต่ดีขึ้นจากไตรมาสก่อนหน้าที่ติดลบ 4.2% หลังส่งออกพลิกกลับมาเป็นบวก รัฐอัดงบกระตุ้น พร้อมหั่นเป้าเศรษฐกิจไทยปีนี้ลงเหลือขยายตัว 1.5-2.5% จากเดิม 2.5-3.5%  และเพิ่มเป้าส่งออกเป็นโต 10.3% จากเดิม 5.8% รับการค้าโลกฟื้นตัว

 

*** จีดีพีไทยไตรมาส 1/64 ติดลบ 2.6%

    นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) เปิดเผยถึงภาวะเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกของปี 64 และแนวโน้มทั้งปี 64 ว่า เศรษฐกิจไทยในไตรมาส 1/64 หดตัว 2.6% แต่ถือว่าปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าที่หดตัว 4.2% โดยมีแรงสนับสนุนสำคัญจากการกลับมาขยายตัวของการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชน รวมทั้งการขยายตัวต่อเนื่องของการใช้จ่ายรัฐบาลและการขยายตัวเร่งขึ้นของการลงทุนภาครัฐ ส่วนการบริโภคภาคเอกชนและการส่งออกบริการลดลง เนื่องจากได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19

 

*** ส่งออก-นำเข้า พลิกกลับมาเป็นบวก 

    โดยการส่งออกสินค้ามีมูลค่า 64,004 ล้านดอลลาร์ กลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 4 ไตรมาส 5.3% เทียบกับการลดลง 1.5% ในไตรมาสก่อนหน้าสอดคล้องกับการฟื้นตัวที่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลกและการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าในตลาดโลก โดยปริมาณและราคาส่งออกเพิ่มขึ้น 3.1% และ 2.1% ตามลำดับ ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 56,615 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 9.5% เทียบกับการลดลง 5.9% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยปริมาณและราคานำเข้าเพิ่มขึ้น 6.7% และ 2.6% ตามลำดับ

    ด้านการลงทุนรวมขยายตัว 7.3% ปรับตัวดีขึ้นมากจากการลดลง 2.5% ในไตรมาสก่อนหน้า หลังการลงทุนภาคเอกชนกลับมาขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ไตรมาสที่ 3.0% เทียบกับการลดลง 3.3% ในไตรมาสก่อนหน้า (การลงทุนในเครื่องมือเครื่องจักรขยายตัว 3.8% และ การลงทุนในสิ่งก่อสร้างลดลง 0.4% ส่วนการลงทุนภาครัฐขยายตัวในเกณฑ์สูง 19.6% เร่งขึ้นจากการขยายตัว 0.6% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการลงทุนรัฐบาลขยายตัว 28.4% ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากฐานต่ำในปี 63 ส่วนการลงทุนรัฐวิสาหกิจขยายตัว 9.3% สำหรับอัตราการเบิกจ่ายงบประมาณรายจ่ายลงทุนในไตรมาสนี้อยู่ที่ 13.3% (สูงกว่าอัตราเบิกจ่าย 11.3% ในไตรมาสก่อนหน้า และ 11.6% ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า)

 

*** การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนยังหดตัว

    การอุปโภคบริโภคภาคเอกชนปรับตัวลดลง 0.5% เทียบกับการขยายตัว 0.9% ในไตรมาสก่อนหน้า โดยการใช้จ่ายในหมวดสินค้ากึ่งคงทนลดลงต่อเนื่อง 10.8% ตามการลดลงของการใช้จ่ายหมวดเครื่องเรือน,อุปกรณ์ครัวเรือน,การซ่อมแซมที่อยู่อาศัย,หมวดเสื้อผ้าและรองเท้า ส่วนการใช้จ่ายในหมวดสินค้าคงทนลดลง 8.0% ตามการลดลงของการซื้อยานพาหนะ 4.2% และการใช้จ่ายในหมวดบริการขยายตัว 0.3% ชะลอลงจากการขยายตัว 7.5% ในไตรมาสก่อนหน้า ตามการชะลอตัวในกลุ่มบริการสุขภาพ,กลุ่มการเช่าที่อยู่อาศัย,การใช้น้ำประปา,ไฟฟ้าและพลังงาน,การใช้จ่ายกลุ่มโรงแรม,ภัตตาคาร,กลุ่มนันทนาการและวัฒนธรรมลดลงต่อเนื่อง

    "การปรับตัวลดลงของการบริโภคภาคเอกชนในไตรมาสนี้สอดคล้องกับการลดลงของความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเกี่ยวกับภาวะเศรษฐกิจโดยรวม ซึ่งอยู่ที่ระดับ 42.5 จากระดับ 44.3 ในไตรมาสก่อนหน้า" นายดนุชา กล่าว

 

*** หั่นเป้าจีดีพีปี 64 เหลือโต 1.5-2.5% จากเดิม 2.5-3.5%

    สภาพัฒน์ฯ กล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 64 คาดว่าจะขยายตัว 1.5 – 2.5% ลดลงจากเดิมที่คาดว่าขยายตัว 2.5-3.5% เนื่องจากผลกระทบการแพร่ระบาดโควิด-19 ภายในประเทศ และมีปัจจัยสนับสนุนจากปริมาณการค้าโลก,แรงขับเคลื่อนจากการใช้จ่ายภาครัฐ และการปรับตัวตามฐานการขยายตัวที่ต่ำผิดปกติในปี 63

    ทั้งนี้คาดว่ามูลค่าการส่งออกสินค้าในรูปดอลลาร์จะขยายตัว 10.3% ขณะที่การอุปโภคบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนจะขยายตัว 1.6% และ 4.3% ตามลำดับ ส่วนการลงทุนภาครัฐคาดว่าจะขยายตัว 9.3% อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยอยู่ในช่วง 1.0 – 2.0% และดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุล 0.7% ของจีดีพี

    “ความเสี่ยงเศรษฐกิจปีนี้ยังมาจากโควิด เพราะทำให้การท่องเที่ยวฟื้นช้า ตลอดจนการเงินภาคครัวเรือนอ่อนแอ และ เศรษฐกิจโลกมีความผันผวน ทำให้เราปรับประมาณการจีดีพีปีนี้ใหม่มาอยู่ที่ 1.5-2.5% เดิมที่ประมาณไว้ในเดือนก.พ. เราให้ไว้ 2.5-3.5% ในขณะที่การส่งออกอยู่ที่ 10.3% เดิม 5.8% ส่วนเงินเฟ้อยังคงประมาณการเดิมที่ 1-2%” นายดนุชา กล่าว

 

*** แนะรัฐเร่งกระจายวัคซีนให้ทั่วถึง หวังกระตุ้นศก.ฟื้น

    โดยมองว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ภาครัฐควรให้ความสำคัญกับการควบคุมการแพร่ระบาดภายในประเทศเพื่อให้จำนวนผู้ติดเชื้อลดลงและอยู่ในวงจำกัดโดยเร็ว และการป้องกันการกลับมาระบาดรุนแรงในระลอกใหม่ โดยมุ่งเน้นการบังคับใช้มาตรการควบคุมโรคและป้องกันการระบาดของภาครัฐอย่างเคร่งครัด ควบคู่ไปกับการยกระดับกระบวนการเฝ้าระวังสอบสวนโรคเชิงรุก โดยเฉพาะการเร่งรัดการตรวจเชิงรุกในเขตพื้นที่หรือชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงในกรุงเทพฯหรือเขตเมืองต่างๆที่ยังคงเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดรุนแรง รวมทั้งการดูแลและควบคุมกิจกรรมและกิจการบางประเภทที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงของการระบาดของโรคอย่างเข้มงวดและการป้องกันการนำเข้าเชื้อไวรัสกลายพันธุ์เพิ่มเติมโดยเฉพาะจากนักท่องเที่ยวต่างชาติและผู้ที่เดินทางข้ามชายแดน

    ตลอดจนการเร่งรัดจัดหาและกระจายวัคซีนให้กับประชาชนอย่างครอบคลุมทั่วถึงและเพียงพอเพื่อให้เกิดการสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยการจัดลำดับความสำคัญตามหลักการสาธารณสุขในการกระจายให้กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง ควบคู่ไปกับการคำนึงถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการฟื้นฟูกิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่เศรษฐกิจทั้งในภาคการท่องเที่ยวและภาคการผลิตที่สำคัญ รวมทั้งมีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป

 

*** ttb analytics ชี้โควิดระลอก 2 ฉุดจีดีพีไทยหดตัวตามคาด

    ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี (ttb analytics) เปิดเผยในบทวิเคราะห์ว่า สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 รอบสอง ได้ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจสะดุดลงหลังจากที่เพิ่งฟื้นตัว ซึ่งเป็นผลจากจากมาตรการควบคุมการระบาดแม้มีความเข้มงวดน้อยกว่ามาตรการล็อกดาวน์ในครั้งก่อน แต่ก็เป็นการฉุดเศรษฐกิจที่ยังไม่ได้ฟื้นตัวได้เต็มที่ให้กลับสู่ภาวะซบเซาอีกครั้ง

 

*** คาดจีดีพีปี 65 ขยายตัวเร่งขึ้นเป็น 3.6% จาก 1.9% ในปีนี้

    คาดการณ์ว่าเศรษฐกิจปี 65 แม้ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มสูงขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่อยู่ในทิศทางขาขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบต่อต้นทุนการผลิตสินค้าในประเทศและกดดันกำลังซื้อของครัวเรือน แต่ภายใต้เงื่อนไขของการฉีดวัคซีน 300,000 โดสต่อวัน จะทำให้สามารถเปิดประเทศได้เต็มรูปแบบในไตรมาสแรกและจะช่วยดึงภาคการท่องเที่ยวให้ฟื้นตัวได้เร็วขึ้น ประกอบกับกอปรกับเศรษฐกิจโลกมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงคาดว่าเครื่องยนต์เศรษฐกิจในด้านอื่นจะกลับมามีบทบาทได้มากขึ้นทั้งภาคการส่งออกที่เริ่มมีสัญญาณฟื้นตัวตั้งแต่ปี 64 โดยคาดว่าในปี65 การส่งออกสินค้าจะเติบโตได้ 4.1% โดยมีปัจจัยหนุนมาจากเศรษฐกิจต่างประเทศเริ่มฟื้นตัวหลังจากเริ่มมีการทยอยฉีดวัคซีนและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ออกมาต่อเนื่อง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ 3.6% ในปี65

    อย่างไรก็ดีหากสามารถกระจายวัคซีนได้เร็วมากขึ้นอย่างกรณีฉีดได้ 500,000 โดสต่อวัน ก็จะเป็นปัจจัยเร่งให้เปิดประเทศได้เร็วตั้งแต่เดือนพ.ย.64 สร้างความเชื่อมั่นด้านบริหารจัดการในการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ให้แก่ตลาดนักท่องเที่ยว ซึ่งจะส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี65 มีแนวโน้มเพิ่มเป็น 13.8 ล้านคน และเป็นแรงหนุนดันให้เศรษฐกิจปี65 ขยายตัวได้เพิ่มขึ้นเป็น 4.4%







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด