ข่าวนี้ที่ 1

โควิดเป็นเหตุ !! CRC หั่นงบลงทุน-รายได้ปีนี้ส่อติดลบ

โควิดเป็นเหตุ !! CRC หั่นงบลงทุน-รายได้ปีนี้ส่อติดลบ

   CRC ยอมรับโควิดพ่นพิษ ต้องหั่นงบลงทุนปีนี้เหลือ 1.3-1.5 หมื่นล้านบาท จากเดิม 1.6-1.8 หมื่นล้านบาท ชะลอการลงทุนไปปีหน้า-หวังรักษากระแสเงินสด พร้อมรับรายได้ปีนี้ส่อติดลบ จากเดิมคาดโต 10%  หลังโควิดกระทบทำให้ปิดสาขาและกำลังซื้อประชาชนหดตัว พร้อมคาดผลงานฟื้นตัว ด้านโบรกฯ สั่งลดเป้าเหลือ 40 บ./หุ้น ฟากสมาคมค้าปลีก-ศูนย์การค้าฯ พร้อมเปิดห้าง 1 ก.ย.นี้

 

***หั่นงบลงทุนปีนี้เหลือ 1.3-1.5 หมื่นลบ. หวังรักษากระแสเงินสด

    นายไท จิราธิวัฒน์ รองประธานฝ่ายการเงิน บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC เปิดเผยว่าบริษัทได้มีการปรับลดงบลงทุนในปีนี้ลดลงเหลือ 1.3-1.5 หมื่นล้านบาท จากเดิมที่ 1.6-1.8 หมื่นล้านบาท หลังได้เลื่อนการลงทุนในบางโครงการออกไปในปี 65 รวมถึงการทำดีล M&A ซึ่งคาดว่าในช่วงปี 65 จะกลับมามีความชัดเจน เนื่องจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 ภายในประเทศ จึงทำให้บริษัทต้องลดต้นทุนและลดค่าใช้จ่ายเพื่อรักษากระแสเงินสดเอาไว้

 

***รับรายได้ปีนี้ติดลบ จากเดิมโต10% พิษโควิดฉุดกำลังซื้อ-ปิดสาขา

    ขณะที่ยอมรับว่ารายได้ปีนี้คาดจะติดลบเช่นกัน จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 10% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากโควิด ส่งผลให้ต้องปิดสาขาชั่วคราว โดยเฉพาะสาขาในกรุงเทพ และปริมณฑลที่มีจำนวนสาขาอยู่มาก ทำให้ได้รับผลกระทบต่อยอดขายอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับกำลังซื้อของประชาชนลดลงด้วย โดยสำหรับสาขาในต่างประเทศ ประกอบด้วย สาขาในเวียดนามยังได้รับผลกระทบจากมาตรการล็อกดาวน์เช่นเดียวกัน จึงเป็นแรงกดดันต่อภาพรวมของยอดขาย ขณะที่สาขาในอิตาลียังสามารถช่วยหนุนยอดขายรวมได้ หลังจากประเทศในยุโรปกลับมาเปิดเมืองและไม่มีการกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้ง อย่างไรก็ตามยอดขายอิตาลียังมีสัดส่วนไม่มากเมื่อเทียบกับภาพรวม

    “การที่รัฐผ่อนคลายให้เปิดศูนย์การค้าได้ ทำให้เราจะกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง แต่ยังมองว่าจำนวนผู้เข้าใช้บริการยังไม่กลับ เพราะยังมีมาตรการควบคุมในการเข้าใช้บริการ และ การที่คนยังทำงานอยู่ที่บ้านในช่วงนี้ต่ออีกระยะ ซึ่งคนอาจจะยังมีความกังวลในเรื่องการแพร่ระบาดโควิดอยู่ ทำให้เดือนก.ย.ที่จะถึงนี้จะยังไม่เห็นการกลับมาฟื้นตัวที่ชัดเจน” นายไท กล่าว

 

***ลุ้น Q4/64 สถานการณ์โควิดคลี่คลาย ช่วยหนุนยอดขายฟื้น

    อย่างไรก็ตามบริษัทคาดว่าการฟื้นตัวของธุรกิจจะเริ่มเห็นการฟื้นตัวที่ชัดเจนมากขึ้นในช่วงไตรมาส 4/64 หากสถานการณ์โควิด-19 เริ่มมีจำนวนผู้ติดเชื้อลดลง และไม่มีการกลับมาติดเชื้อเพิ่มขึ้นอีกจนต้องกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้ง ซึ่งหากสาขาของบริษัทสามารถเปิดได้อย่างเต็มที่ทั้งหมดในช่วงไตรมาส 4/64 และประชาชนยอยกลับมาใช้บริการในศูนย์การค้ามากขึ้น ซึ่งช่วยหนุนให้มีการจับจ่ายใช้สอยและจะทำให้การฟื้นตัวของผลงานกลับมาดีขึ้นอีกครั้งในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปี

    "ปีหน้าเราคาดว่าจะเห็นการฟื้นตัวกลับมาโดดเด่น จากการที่คนได้ฉีดวัคซีนมากขึ้นและการดำเนินธุรกิจแบบ Omni chanel ที่ยังเป็นปัจจัยหนุนเราอยู่ คนเริ่มกลับมาจับจ่ายใช้สอยและสาขาของเราก็เปิดได้เต็มที่ ซึ่งจะทำให้ผลงานของกลับมาฟื้นตัวได้ดีขึ้นในปีหน้า" นายไท กล่าว

 

***บล.ทิสโก้ แนะนำ “ซื้อ” ลดเป้าเหลือ 40 บ./หุ้น

    บล.ทิสโก้ ระบุว่าจากผลกระทบของโควิดที่แรงกว่าคาดในไทยและเวียดนาม ทำให้ปรับประมาณการลงจากการบริโภคที่อ่อนแอลงในไตรมาส 2 และ 3 ของปีนี้ ถึงแม้ว่าแนวโน้มจะยังไม่ชัดเจน กรณีฐานของเราคาดว่าการฉีดวัคซีนจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 4/64 ทำให้การบริโภคในประเทศฟื้นตัวขึ้น โดยที่สินค้ากลุ่ม Hardline มีการเติบโตก่อนที่คาดว่าอาหารและแฟชั่นจะตามมาในช่วงท้ายของปี

    โดยปรับยอดขายของกลุ่มแฟชั่นลง 3% เป็นโตเพียง 5% สำหรับปี64 และยอดขายของอาหารและค่าเช่าจะลดลงเพื่อสะท้อนการบริโภคที่อ่อนแอลงในไตรมาส 2-3/64 เนื่องจากผลของการล็อคดาวน์ โดยฝ่ายวิจัยได้ปรับอัตรากำไรขั้นต้นลง 0.40% เป็น 23.8% เพื่อสะท้อนค่าเช่าที่ลดลงและ SG&A ต่อรายได้ที่เพิ่มขึ้นเป็น 29% จึงทำให้โดยรวมแล้วถูกปรับประมาณการปี64-66 ลง 86%, 31% และ 24% ตามลำดับ และทำให้มูลค่าที่เหมาะสมลดลงจาก 42 บาท เป็น 40 บาท พร้อมยังคงแนะนำให้ “ซื้อ” 

 

***สมาคมค้าปลีก-ศูนย์การค้าฯ พร้อมเปิดห้าง 1 ก.ย.นี้

    นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานสมาคมผู้ค้าปลีกไทยและนายนพพร วิฑูรชาติ นายกสมาคมศูนย์การค้าไทย ร่วมกล่าวว่าจากการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อโควิด-19 (ศบค.) เมื่อวันที่ 27 ส.ค.64 มีมติเห็นชอบปรับระดับมาตรการป้องกันควบคุมโรคโควิด-19 ในจังหวัดควบคุมสูงสุดและเข้มงวด 29 จังหวัด (พื้นที่สีแดงเข้ม) ให้ห้างสรรพสินค้า,ศูนย์การค้า,คอมมูนิตี้มอลล์,ร้านค้า และร้านอาหาร เปิดให้บริการได้มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ก.ย.64 เป็นต้นไป

    ทั้งนี้สมาคมฯได้หารือร่วมกับภาคีเครือข่ายในการเดินหน้าเปิดธุรกิจอย่างปลอดภัยและยกระดับมาตรการป้องกันและคัดกรองขั้นสูงสุด เพื่อเป็นการช่วยฟื้นฟูธุรกิจของผู้ประกอบการและร้านค้าที่อยู่ในห้างสรรพสินค้า,ศูนย์การค้า และคอมมูนิตี้มอลล์ให้กลับมามีรายได้และช่วยพยุงการจ้างงานของแรงงานในระบบค้าปลีกและบริการ โดยทั้ง 2 สมาคมฯ มีความเชื่อมั่นว่าทางรอดของเศรษฐกิจไทย คือ การกลับมาเปิดธุรกิจอย่างปลอดภัย พร้อมการรองรับของระบบสาธารณสุขที่เข้มแข็ง ผนึกกับการร่วมมือของทุกภาคส่วนไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ผู้ประกอบการ ร้านค้า และประชาชน ที่ปฏิบัติตามมาตรการอย่างเคร่งครัดและทำให้เกิดขึ้นได้จริงจะช่วยให้การเปิดเมือง เปิดห้างในครั้งนี้ ไม่ก่อให้เกิดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 และต้องกลับมาล็อกดาวน์อีกครั้ง

    “เราเริ่มเห็นสัญญาณบวกจากการที่รัฐบาลสามารถนำวัคซีนเข้ามาได้ในปริมาณที่มากขึ้นและเพียงพอ มีการจัดหา ATK (Antigen Test Kit) เพื่อเป็นการคัดกรองผู้ติดเชื้อได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น ทั้งยังเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดหาและการกระจายวัคซีน มีการจัดระเบียบให้ประชาชนและชุมชนดูแลกันเอง รวมกับการติดเชื้อรายใหม่มีจำนวนที่ลดลง และจำนวนของผู้หายป่วยมากกว่าจำนวนผู้ติดเชื้อต่อเนื่อง ประชาชนทุกคนมีความรับผิดชอบในตนเองและสังคม ทำให้มีการเปิดเมืองและเปิดห้างได้อย่างปลอดภัย ปัจจัยทั้งหมดนี้จะเป็นความหวังที่ทำให้ประเทศไทยกลับมาฟื้นตัว และทุกคนสามารถกลับมาใช้ชีวิตตามปกติได้อีกครั้ง” นายญนน์ กล่าวเสริม

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด