ข่าวนี้ที่ 1

กองทุนเมินหุ้นไร้ ESG "ไฟฟ้าถ่านหิน-ขุดเจาะน้ำมัน"อ่วมสุด!

กองทุนเมินหุ้นไร้ ESG

    โบรกฯ เผยนักลงทุนสถาบัน-กองทุน เริ่มให้ความสำคัญกับการลงทุนแบบยั่งยืน(ESG) ระบุตั้งแต่ปี 61 สถาบันกว่า 100 แห่ง ทั่วโลกได้ทยอยขายธุรกิจที่ไร้ ESG ออกต่อเนื่อง มองโรงไฟฟ้าถ่านหิน ธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน และค้าปลีกแบบดั้งเดิมเริ่มลำบาก ด้านเคจีไอมอง BPP-RATCH-EGCO-WHAUP รับผลกระทบมากสุด 

** สถาบัน-กองทุน เมินหุ้นไร้ ESG 
    บริษัทหลักทรัพย์ เคจีไอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า  ขณะนี้มีสถาบันการเงินขนาดใหญ่กว่า 100 แห่งทั่วโลก (ธนาคาร, บริษัทประกัน, บลจ. ฯลฯ) ที่ได้ขายธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับถ่านหินทิ้งไป (เหมืองถ่านหิน และโรงไฟฟ้าถ่านหิน) เนื่องจากมองว่าไม่ได้อยู่ในกลุ่มธุรกิจด้านความยั่งยืน(ESG)

    ในส่วนของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ส่งเสริมเรื่องความยั่งยืนของตลาดทุนไทย  นอกจากนี้ บลจ. ยักษ์ใหญ่ในระดับโลกได้กำหนดเกณฑ์การลงทุนว่าบริษัทที่จะเข้าไปลงทุนต้องมีสัดส่วนรายได้จากถ่านหิน (เหมืองถ่านหิน และโรงไฟฟ้าถ่านหิน) ไม่เกิน 20-25% 

    แต่อย่างไรก็ตาม ถ้าหากบริษัทไหนที่มีสัดส่วนเกินเกณฑ์ไปเล็กน้อย แต่มีเจตนาที่จะลดสัดส่วนรายได้จากถ่านหินลงก็จะถือว่าเข้าข่ายเป็นหุ้น ESG โดยบล.เคจีไอ เชื่อว่าสัดส่วนรายได้ที่กำหนดจะเข้มงวดมากขึ้นในอนาคต เพื่อสะท้อนถึงการเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ (สหรัฐ และยุโรป ภายในปี 93)

** โรงไฟฟ้าที่มีรายได้จากถ่านหินถูกกระทบมากสุด
    บล.เคจีไอ ระบุว่า ถึงแม้ว่าโบรกฯ จะไม่มีข้อมูลโครงสร้างรายได้จากโรงไฟฟ้าถ่านหิน แต่พิจารณาในแง่ของกำไรจากธุรกิจหลัก และกำลังการผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้น (equity capacity) ซึ่งเมื่อพิจารณาผลประกอบการจากธุรกิจหลักในงวด 9 เดือนปี 63 พบว่ามี 4 บริษัท ที่ผลประกอบการจากธุรกิจหลักมาจากถ่านหินในสัดส่วนที่สูง (มากกว่า 30% ของกำไรจากธุรกิจหลักในงวด 9 เดือนปี 63) ได้แก่ BPP - RATCH - WHAUP และ EGCO

    โดยโรงไฟฟ้าที่มีสัดส่วนกำไรจากโรงไฟฟ้าถ่านหินสูง และมีสัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติ และ NVDR สูงอาจเผชิญแรงเทขายของนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งพบว่าหุ้นโรงไฟฟ้าที่มีโรงไฟฟ้าถ่านหินอยู่ในพอร์ต เช่น RATCH, EGCO, WHAUP และ BPP เผชิญแรงเทขายจากนักลงทุนต่างชาติมาตั้งแต่ปี 61 แล้ว จากสองประเด็นด้วยกัน (สัดส่วนกำลังการผลิตตามสัดส่วนของถือหุ้นของโรงไฟฟ้าถ่านหิน และสัดส่วนกำไรจากธุรกิจถ่านหิน) โดย BPP มีสัดส่วนสูงที่สุดในสองประเด็น

    อย่างไรก็ตาม เนื่องจากสัดส่วนการถือครองหุ้นของนักลงทุนต่างชาติบวกกับ NVDR ต่ำเพียงแค่ 2.20% (เมื่อวันที่ 27 พ.ย.63) ดังนั้นจึงมีความเสี่ยงด้าน downside จากการที่จะถูกนักลงทุนต่างชาติขายหุ้นออกไม่มากนัก 

    ส่วนหุ้นของ RATCH และ EGCO ก็ถูกกระทบหนักสุด YTD จากการเทขายของนักลงทุนต่างชาติที่ 39.8% และ 17.0% ตามลำดับ ซึ่งเราเชื่อว่าเป็นเพราะเกือบครึ่งของผลประกอบการหลักในงวด 9 เดือนแรกปี63 มาจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน ใช้ discount 25% เพื่อสะท้อนถึงการปรับมูลค่าหุ้นที่รวมประเด็น ESG แล้ว

** BPP อิงถ่านหินมากสุด ลดคำแนะนำจาก"ถือ"เป็น"ขาย" 

    บล.เคจีไอ ระบุว่า เนื่องจากธุรกิจของ BPP อิงกับถ่านหินอย่างมาก เราจึงใช้ BPP เป็นตัวแทน สำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหิน เราพบว่า discount เฉลี่ยรายสัปดาห์ในช่วงสองปี (62-63) จากมูลค่าเหมาะสมของ BPP อยู่ที่ 25% ซึ่งเราเชื่อว่าสะท้อนถึงประเด็นการลงทุนในหุ้น ESG ดังนั้น เราจึงยังคงใช้วิธี DCF ในการประเมินมูลค่าหุ้นกลุ่มนี้ต่อไป
 
    อย่างไรก็ตาม เรากำหนด discount ที่ 25% จากมูลค่าเหมาะสมที่ประเมินโดยวิธี DCF ของโรงไฟฟ้าถ่านหินทุกแห่ง เพราะเราเชื่อว่าจะมีการปรับเกณฑ์ ESG ให้เข้มงวดขึ้น ทั้งในส่วนของ บลจ. ระดับโลก และในประเทศไทย ซึ่งจะทำให้เกิดแรงเทขายของนักลงทุนสถาบันทั้งในประเทศ และต่างประเทศมากขึ้น ซึ่งจะทำให้สภาพคล่องของหุ้นลดลง 

    ?ดังนั้นยังคงให้น้ำหนักหุ้นกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ Neutral โดยเราปรับลดราคาเป้าหมายของ BPP ลง และปรับลดคำแนะนำจากถือเป็นขาย โดยกำหนดราคาเป้าหมายปี 2564 ที่ 14.00 บาท นอกจากนี้ เราก็ปรับลดราคาเป้าหมายของ EGCO , GPSC , GULF , RATCH และ WHAUP เพื่อสะท้อนถึงการปรับมูลค่าหุ้นที่คำนึงถึงประเด็น ESG แล้ว

    เราเลือก BGRIM, GULF และ GPSC เป็นหุ้นเด่นของเราในกลุ่มนี้ ด้านความเสี่ยงหุ้นในกลุ่มนี้คือ ความล่าช้าในการจัดสรรกำลังการผลิตใหม่, มีการเปลี่ยนกฎเกณฑ์ของทางการไทย, โรงไฟฟ้าหยุดผลิตไฟฟ้า, และความล่าช้าในการก่อสร้างโครงการใหม่

**  การลงทุนโดยยึดเกณฑ์ ESG จะทวีความสำคัญมากขึ้น

    นายวิน พรหมแพทย์ ประธานเจ้าหน้าที่การลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน(บลจ.) พรินซิเพิล จำกัด เปิดเผยกับสำนักข่าว"อีไฟแนนซ์ไทย" ว่า ปัจจุบันทั้งกองทุน และประกันชีวิต ให้ความสำคัญกับการลงทุนในธุรกิจเพื่อความยั่งยืน(ESG) มากขึ้น รวมถึงบลจ. พรินซิเพิล แม้ไม่มีกองทุนเพื่อการลงทุนประเภท ESG โดยเฉพาะ แต่การลงทุนในกองทุนต่างๆ บริษัทจะอิงประเด็น ESG มากขึ้น ซึ่งใช้เกณฑ์อ้างอิงจากตัวบริษัทเองและอิงดัชนี MSCI ทั้งนี้มองว่าในอนาคตการลงทุนจะอ้างอิงเกณฑ์ ESG มากขึ้น และบีบให้บริษัทจดทะเบียน(บจ.)ต้องปรับตัวให้เข้ากับเกณฑ์ดังกล่าว 

    ส่วนบริษัทไหนจะเข้าเกณฑ์ ESG บ้าง ขึ้นอยู่กับมุมมองของเกณฑ์ที่ตั้ง ส่วนประเทศไทยจะเห็นกลุ่มกองทุนให้ความสำคัญชัดเจนกับประเด็นธรรมาภิบาล (Governance) และกรณี Inside Trading ซึ่งหากนักลงทุนอยากลงทุนในกลุ่มหุ้นดังกล่าว สามารถพิจารณาได้โดยอ้างอิงรายชื่อหุ้นยั่งยืน Thailand Sustainability Investment หรือดัชนี THSI ได้ รวมถึงอ้างอิงสถาบันไทยพัฒน์(THAIPA )

     "เทรนด์โลกกองทุนส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับประเด็น ESG มากขึ้น แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่ว่าใครจะตัดสินว่าบริษัทนั้นๆ จะผิดหรือถูกเกณฑ์อย่างไรบ้าง แต่ประเทศไทยที่เห็นชัดๆ ส่วนใหญ่ให้ความสำคัญกับเกณฑ์ที่อ้างอิงด้าน Governance และการใช้ Inside Trading เป็นพิเศษ " นายวินกล่าว 

** ธุรกิจค้าปลีกแบบดั้งเดิม-ขุดเจาะน้ำมัน-ถ่านหิน เริ่มลำบาก! 

    นายเบญจพล สุทธิ์วนิช ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า ปัจจุบันนักลงทุนต่างประเทศ และกลุ่มกองทุน หันมาให้ความสำคัญในการลงทุนกับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเพื่อความยั่งยืน (ESG) มากขึ้น หลังจากเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ตั้งแต่ช่วงต้นปี 63 เนื่องจากมองว่าการเติบโตระยะยาว เป็นปัจจัยที่สำคัญในการให้ผลตอบแทน 

    นอกจากนี้นักลงทุนต่างประเทศ และกลุ่มกองทุน ยังให้ความสนใจกับบริษัทเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นด้วย เนื่องจากมองว่าเป็นธุรกิจที่มีแนวโน้มเติบโตระยะยาวจากการเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น

    อย่างไรก็ตาม มองว่าบริษัทที่อยู่ในกลุ่มหุ้นค้าปลีกแบบดั้งเดิม และบริษัทที่ประกอบธุรกิจขุดเจาะน้ำมัน จะได้รับผลกระทบเชิงลบจากการให้ความสำคัญ ESG มากขึ้น ส่วนกลุ่มหุ้นโรงไฟฟ้าถ่านหิน ประเมินว่ายังไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เนื่องจากขนาดยังเล็ก แต่จะส่งผลให้ธุรกิจไม่สามารถเติบโตได้แล้ว เนื่องจากถูกกระแสการใช้พลังงานทดแทนดิสรัป







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด