ข่าวนี้ที่ 1

จับตากำไรโค้ง 3 กลุ่มปูนใหญ่ SCC ลุ้นแตะหมื่นลบ.-SCGP คาดโตเกิน 20%

จับตากำไรโค้ง 3 กลุ่มปูนใหญ่ SCC ลุ้นแตะหมื่นลบ.-SCGP คาดโตเกิน 20%

    หุ้นกลุ่มปูนซิเมนต์ไทย เตรียมประกาศงบ Q3/64 สัปดาห์นี้ ชี้ SCC มีลุ้นแตะ 1 หมื่นลบ. ได้ปิโตรเคมีประคอง แม้ปูนซีเมนต์ชะลอตัว ฟาก SCGP คาดกำไรอาจถึง 1.7 พันลบ. โตเกิน 20% หลังตลาดเวียดนามช่วยหนุน ขณะที่โค้งสุดท้ายของปีคาดสดใสทั้งกลุ่ม

    ผู้สื่อข่าวรายงานว่าบริษัท ปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ SCC และบริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เตรียมทยอยประกาศงบผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3/64 ภายในช่วงสัปดาห์นี้ ขณะที่นักวิเคราะห์ต่างออกมาคาดการณ์กำไรของทั้ง 2 บริษัทกันอย่างคึกคัก โดย SCC จะแถลงข่าวในวันที่ 28 ต.ค.64 ขณะที่ SCGP จะแถลงข่าวในวันที่ 26 ต.ค.64


*** คาด SCC กำไร Q3/64 มีลุ้นแตะ 1 หมื่นลบ.

    บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด คาดกำไรไตรมาส 3/64 ที่ระดับ 1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 40% จากช่วงไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากผลกระทบการแพร่ระบาดในภูมิภาค, อุปสงค์อ่อนแอช่วงฤดูฝน, ต้นทุนวัตถุดิบและเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นตามราคาพลังงาน อย่างไรก็ตามประมาณการนี้ยังไม่รวมความเสี่ยงการด้อยค่าสินทรัพย์ธุรกิจในเมียนมา
 
    ด้านบล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่าคาดกำไรสุทธิไตรมาส 3/64 เติบโต 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 40% จากช่วงไตรมาสก่อนหน้า เป็น 10.3 พันล้านบาท ซึ่งการลดลง QoQ มาจากสเปรดปิโตรเคมี,มาร์จิ้นซีเมนต์วัสดุก่อสร้าง และบรรรจุภัณฑ์ที่ลดลง เพราะต้นทุนสูงวัตถุดิบ ถ่านหิน และค่าขนส่งปรับขึ้น รวมถึงยอดขายซีเมนต์อ่อนลงในช่วงล็อกดาวน์พื้นที่สีแดงเข้ม ทั้งนี้ต้นทุนถ่านหินคิดเป็น20% ของต้นทุนการผลิตซีเมนต์ทั้งหมด
 
    บล.ทรีนีตี้ จำกัด  เปิดเผยว่าประเมินกำไรสุทธิในงวดไตรมาส 3/64 ของ SCC อยู่ที่ 9.5 พันล้านบาท ลดลงประมาณ 2% จากช่วงเดียวกันปีก่อน และลดลง 44% จากช่วงไตรมาส 2/64 ซึ่งคาดว่าจะมีการทำ impairment ธุรกิจซีเมนต์ในพม่าราว 2 พันล้านบาท ถ้าไม่นับรายการพิเศษ กำไรปกติจะอยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 13% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 33% จากช่วงไตรมาส 2/64 ซึ่งการลดลงเป็นผลมาจากผลกระทบจากการระบาดโควิด-19 ระลอกใหม่ ซึ่งส่งผลกระทบต่อทั้งธุรกิจปูนซีเมนต์และปิโตรเคมี 

 


*** จับตาบันทึก Impairment Loss ในเมียนมา อาจทำกำไรเหลือ 7.5 พันลบ. 

    บล.เอเซีย พลัส จำกัด คาดการณ์กำไรสุทธิไตรมาส 3/64 ที่ 7,766 ล้านบาท ลดลง 55% จากช่วงไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจาก Spread ผลิตภัณฑ์โตรเคมีที่ลดลงอย่างมาก สะท้อนภาพเศรษฐกิจที่ชะลอตัวจากการระบาดของไวรัสโควิดระลอกใหม่ ขณะที่ธุรกิจซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ก่อสร้างได้รับผลกระทบจากคำสั่งปิดแคมป์คนงาน และน่าจะมีการตั้ง Impairment Loss ธุรกิจซีเมนต์ในเมียนมา หลังสถานการณ์โควิด และความไม่สงบจากเหตุรัฐประหารยืดเยื้อนานกว่าที่คาดไว้มาก ส่วนธุรกิจ Packaging เผชิญปัจจัยลบจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้นสวนทางกับราคาผลิตภัณฑ์ที่ลดลง อีกทั้งตลาดหลักทั้งไทยและเวียดนามยังได้รับผลกระทบจากการล็อกดาวน์กิจกรรมทางเศรษฐกิจ

    บล.โนมูระ พัฒนสิน จำกัด (มหาชน) คาดแนวโน้มกำไร SCC ใน Q3/64 อยู่ที่  7,552 ลบ. (-22% YoY , -56% QoQ) ฉุดจากตั้งด้อยค่าธุรกิจซีเมนต์ (หากตั้งน้อยกว่าคาดจะมี upside) อย่างไรก็ตามรายการดังกล่าวเป็น non-cash และไม่ได้กระทบการจ่ายปันผล หากตัดออกพร้อมกับรายการพิเศษอื่น  คาดกำไรปกติราว 10,966 ลบ. (+16% YoY, -35% QoQ) ลดลง QoQ จากทุกธุรกิจ หลักๆ เพราะ ปริมาณขาย (ซีเมนต์+แพคเกจจิ้ง COVID ฉุด) และอัตรากำไรลดลง  

 

 
*** คาดไตรมาส 4/64 มีสัญญาณดีขึ้น

    บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส  ประเมินคาดว่าในไตรมาส 4/64 มีแนวโน้มดีขึ้น QoQ หลังผ่อนคลายล็อกดาวน์ ทำให้ยอดขายซีเมนต์และวัสดุก่อสร้างฟื้นตัว ส่วนผลกระทบจากน้ำท่วมไม่มาก (ผู้บริหารระบุว่าน้อยกว่าผลกระทบจากโควิด) รวมถึงสเปรด PVC ดีขึ้นหลังอุปสงค์ในอินเดียฟื้นตัว รวมถึงมีรายได้เงินปันผลรับจากเงินลงทุนด้วย

    ส่วนบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ระบุในไตรมาส 4/64 สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 เริ่มผ่อนคลาย ทั้งในไทยและภูมิภาคจะมีการคลายล็อกดาวน์และทำให้ความต้องการมีการเติบโตดีขึ้นทั้งสามธุรกิจ แม้กำไรไตรมาส 3/64 จะลดลงมาก แต่รวม 9 เดือน จะมีกำไรที่ดี 39,500 ล้านบาท หรือเติบโต 52% และคิดเป็นสัดส่วน 88% ของประมาณการทั้งปี ซึ่งประเมินกำไรปี 64 ไว้ที่ระดับ 44,892 ล้านบาท หรือเติบโต 32% จากปีก่อน

 


*** คงกำไรปี 64 ที่ระดับ 5 หมื่นลบ.-ชูเป้าปี 65 ที่ 475 บาท/หุ้น

    สำหรับแนวโน้มทั้ง ปี 64 บล.ทรีนีตี้ ยังคงประมาณการกำไรปีนี้ที่ 50,000 ล้านบาท แต่ปรับกำไรปี 65 ลงเหลือ 42,000 ล้านบาท เนื่องจากมีการปรับสมมติฐาน EBITDA Margin ของธุรกิจปูนซีเมนต์และวัสดุก่อสร้าง (CBM) จาก 11% เหลือ 8% จากต้นทุนพลังงานถ่านหินที่ปรับเพิ่มขึ้น และส่วนต่าง HDPE-Naphtha ที่ปรับลดจาก 600 ดอลลาร์ต่อตัน เป็น 550 ดอลลาร์ต่อตัน

    พร้อมคงคำแนะนำ “ซื้อ” พร้อมปรับราคาเป้าหมายไปปี 65 ที่ระดับ 475.00 บาท โดยอิง SOPT หรือเทียบเท่า EV/EBITDA ที่ 11 เท่า 3 เดือนที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับลดลง -6% สะท้อนแนวโน้มผลประกอบการที่อ่อนแอไปบ้างแล้ว ด้วยสถานการณ์โควิด-19 ที่ดีขึ้น ซึ่งน่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจปิโตรเคมีในช่วงที่เหลือของปีได้


     
*** รวมราคาเป้าหมาย SCC ล่าสุด จากโบรกฯ ชั้นนำ  

โบรกเกอร์                              คำแนะนำ 
บล.บัวหลวง                             “ซื้อ” ราคาเป้าหมายที่ 525.00 บาท
บล.ทรีนีตี้                                 “ซื้อ” ราคาเป้าหมายปี 2022 ที่ 475.00 บาท
บล.เอเซียพลัส                         "ซื้อ" ราคาเหมาะสมที่ 500.00 บาท
บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง                "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 520.00 บาท
บล.ยูโอบีเคย์เฮียน                   "ซื้อ" ราคาเป้าหมายที่ 500.00 บาท
บล.หยวนต้า(ประเทศไทย)       "ซื้อ" ราคาเหมาะสม 530.00 บาท
โนมูระ พัฒนสิน                        "ซื้อ" ราคาเหมาะสม ที่ 494.00 บาท
บล.ฟิลลิป                                 “ซื้อ” ราคาพื้นฐานที่ 480.00 บาท
บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี               "ซื้อ" ราคาเป้าหมาย 475.00 บาท
บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส                  "ซื้อ" ราคาพื้นฐาน 496.00 บาท

 


***  จับตา SCGP กำไรอยู่ที่ 1.58- 1.7 พันลบ.

    บล.บัวหลวง จำกัด (มหาชน)ระบุว่าประเมินกำไรหลักในงวดไตรมาส 3/64 ที่ระดับ 1,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ลดลง 21% จากช่วงไตรมาส 2/64  โดยผลกระทบจากโควิด-19 ที่ส่งผลกระทบต่อการเติบโตจากช่วงไตรมาสก่อนหน้า อีกทั้งต้นทุนยังปรับตัวเพิ่มขึ้น 

    อย่างไรก็ตามมองว่ากำไรหลักในงวดไตรมาส  4/64 จะกลับมาเติบโตแข็งแกร่งจากจากช่วงเดียวกันปีก่อนและจากช่วงไตรมาสก่อนหน้า เนื่องจากมาตรการล็อคดาวน์ในไทยและภูมิภาคอาเซียนที่คลี่คลายลง และปัจจัยด้านฤดูกาลในด้านต้นทุนบริษัทน่าจะมีโอกาสปรับขึ้นราคาได้ในช่วงที่อุปสงค์ฟื้นตัว รวมถึงยังมีปัจจัยหนุนจากกำไรส่วนเพิ่มที่เข้ามาจากการเข้าซื้อกิจการ 

    โดยฝ่ายวิจัยยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" พร้อมให้ราคาเป้าหมาย 72 บาท เพื่อรองรับการเติบโตในงวดไตรมาส 4/64 ถึงปี 65

    ขณะที่ บล.เคจีไอ จำกัด (มหาชน) คาดว่ากำไรหลักของ SCGP ในไตรมาส 3/64 จะอยู่ที่ 1.58 พันล้านบาท (-31% QoQ, +9% YoY) โดยกำไรที่ลดลง QoQ จะเป็นเพราะคาดรายได้จะลดลงเหลือ 2.73 หมื่นล้านบาท (-9% QoQ) ตามยอดขายที่ลดลงในทุกตลาดหลักของ ASEAN โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวียดนาม ซึ่งได้รับผลกระทบหนักที่สุดจากโควิด-19 ในงวดไตรมาส 3/64 และอัตรากำไรขั้นต้นที่คาดจะลงเหลือ 18.8% จาก 20.6% ในไตรมาส 2/64 เนื่องจากต้นทุนวัตถุดิบโดยเฉพาะกระดาษรีไซเคิลและราคาถ่านหินพุ่งสูงขึ้นอย่างมาก แต่เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนคาดว่ากำไรจะยังโตได้เพราะรายได้เพิ่มขึ้น 18% เนื่องจากการขยายธุรกิจแบบก้าวกระโดดจากการซื้อกิจการในประเทศเวียดนามตั้งแต่ไตรมาส 1/64 

 

 *** ลุ้นงบ Q4/64 ฟื้นตัว QoQ และ YoY

    บล.เคจีไอ คาดว่ากำไรของ SCGP ในไตรมาส 4/64 น่าจะโต QoQ ตามรายได้ที่เพิ่มขึ้นเนื่องจากสถานการณ์โควิด-19 ใน ASEAN คลี่คลายลง ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจในภูมิภาคกลับมาเดินหน้าได้อีกครั้ง ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนการบริโภค รวมทั้งการใช้ผลิตภัณฑ์บรรจุภัณฑ์ ประกอบกับจะเริ่มรับรู้รายได้จาก DeltaLab ซึ่งเป็นบริษัทบรรจุภัณฑ์ทางการแพทย์ในประเทศสเปนซึ่งบริษัทเข้าไปลงทุนตั้งแต่ปลายไตรมาส 3/64 นอกจากนี้ยังคาดว่ากำไรจะโต YoY ด้วยจากการรับรู้รายที่เกิดจากการขยายกำลังการผลิตและขยายธุรกิจแบบก้าวกระโดดโดยการซื้อกิจการในปี 64 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด