ข่าวนี้ที่ 1

SCGP ปิดดีลซื้อกิจการ 2 บริษัท Q3/64 - โค้งสองกำไรพุ่ง 19%

SCGP ปิดดีลซื้อกิจการ 2 บริษัท Q3/64 - โค้งสองกำไรพุ่ง 19%

 

        SCGP เดินหน้าปิดดีลซื้อกิจการอีก 2 บริษัทในไตรมาส 3/64 คาดใช้งบลงทุน 5 พันล้านบาท รวมทั้งปีเข้าซื้อกิจการ 5 บริษัท ช่วยดันรายได้เพิ่มปีละ 1.8 หมื่นลบ. พร้อมเดินหน้าซื้อกิจการต่อเนื่อง เหตุฐานะการเงินแกร่ง-มีเงินสดสูง มั่นใจรายได้รวมปีนี้แตะ 1 แสนลบ. ล่าสุดโชว์กำไร Q2/64 ที่ 2.26 พันลบ. โต 19% จาก Q2/63 ส่วน 6 เดือนแรกปีนี้มีกำไร 4.39 พันลบ. โต 21%

*** เดินหน้าปิดดีล M&P อีก 2 บริษัทในไตรมาส 3/64

       นายวิชาญ จิตร์ภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอสซีจี แพคเกจจิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SCGP เปิดเผยว่า บริษัทคาดว่าจะสามารถปิดดีลการเข้าซื้อหุ้น (M&P) จำนวน 2 บริษัท ได้แก่ บริษัท Intan Group ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์กล่องลูกฟูกในประเทศอินโดนีเซีย และ บริษัท Deltalab, S.L ผู้ประกอบธุรกิจวัสดุอุปกรณ์ทางการแพทย์ที่จดทะเบียนในประเทศสเปนได้ภายในช่วงไตรมาส 3/64 โดยเตรียมงบลงทุนรวมกันประมาณ 5,000 ล้านบาท คาดว่าจะช่วยหนุนให้ผลประกอบการของบริษัทในช่วงครึ่งปีหลังปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น
       สำหรับปีนี้บริษัทวางงบลงทุน 20,000 ล้านบาท แบ่งเป็นการใช้ทำดีล M&P ในส่วนของ 3 บริษัทก่อนหน้านี้ ได้แก่ การซื้อหุ้นใน Duy Tan และ การควบรวมกิจการกับ SOVI ซึ่งเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เวียดนาม รวมถึงการควบรวมกิจการ Go-Pak จากประเทศอังกฤษ ซึ่งมีมูลค่ารวมประมาณ 11,000 ล้านบาท และ ใช้ปรับปรุงเครื่องจักรและขยายกำลังการผลิตราว 4,000 ล้านบาท ส่วนครึ่งปีหลังใช้สำหรับดีล M&P อีกจำนวน 2 บริษัท มูลค่าราว 5,000 ล้านบาท
      จากแผนการเข้าซื้อกิจการทั้ง 5 บริษัท คาดว่าจะช่วยสร้างรายได้ประมาณ 18,000 ล้านบาทต่อปี ซึ่งแบ่งเป็นรายได้จาก 3 บริษัท ได้แก่ Duy Tan, SOVI และ Go-Pak ประมาณ 12,000 ล้านบาทต่อปี และ 2 บริษัทที่จะเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลังอีกประมาณ 6,000 ล้านบาทต่อปี
      บริษัทยอมรับว่า ยังมีการเจรจา ดีล M&P อย่างต่อเนื่อง และเ ชื่อว่าจะเป็นกลยุทธ์ที่สร้างฐานการเติบโตของบริษัท ส่วนแหล่งเงินทุนมองว่ายังคงแข็งแกร่ง หลังมีกระแสเงินสดในมือเกือบ 30,000 ล้านบาท ซึ่งมาจากการเพิ่มทุนในช่วงปลายปีก่อน และ ยังมีศักยภาพในการกู้เงินอีกจำนวนมาก เพราะปัจจุบันมีระดับ D/E ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งหากในอนาคตบริษัทมีโครงการลงทุนที่ดีก็สามารถกู้เงินเพิ่มได้หรือเลือกผสมจากกระแสเงินสดที่มี และ การกู้เงิน

*** มั่นใจรายได้ปีนี้แตะ 1 แสนลบ. 

       นายวิชาญ กล่าวว่า แนวโน้มผลประกอบการปีนี้ยังคงเป้าเติบโตเป็นตัวเลข 2 หลัก หรือ มีรายได้แตะ 1 แสนล้านบาท เนื่องจากบริษัทมีแผนเดินหน้าขยายกำลังการผลิตในโรงงานต่าง ๆ ประกอบกับ การเข้าควบรวมกิจการใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงครึ่งปีแรก บริษัทสามารถทำรายได้รวมแล้วกว่า 57,148 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 24% จากช่วงเดียวกันปีก่อน
       ขณะที่ทิศทางธุรกิจในช่วงครึ่งปีหลังมองว่าแม้สถานการณ์โควิด-19 ยังเป็นปัจจัยที่กระทบต่อภาวะเศรษฐกิจอยู่ แต่ธุรกิจบรรจุภัณฑ์ถือเป็นกลุ่มสำคัญต่อการบริโภค ซึ่งดูตัวเลขยอดขายในประเทศสหรัฐฯ เริ่มฟื้นตัวเกือบเท่าระดับก่อนมีโควิด-19 แล้วและในยุโรปก็คาดว่าจะฟื้นตัวตามมาได้เร็วๆนี้ อย่างไรก็ตามแนวโน้มผลการดำเนินงานช่วงไตรมาส 3/64 มองว่าอยู่ที่สภาพตลาดซึ่งยังต้องรอดูต่อไป

*** เร่งขยายกำลังการผลิต หวังสร้างรายได้ 1.1 หมื่นลบ.

       นายวิชาญ กล่าวว่า บริษัทมีโครงการขยายกำลังผลิตที่ดำเนินการขายเชิงพาณิชย์แล้ว 2 โครงการ ในประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย และมีโครงการที่ยังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างทั้งหมดอีก 3 โครงการ ในประเทศไทยและประเทศฟิลิปปินส์ หากทั้ง 5 โครงการแล้วเสร็จจะสามารถสร้างรายได้จากการขายประมาณ 11,000 ล้านบาท (คิดจากการดำเนินงานเต็มปี) 

*** โชว์กำไร Q2/64 เพิ่มขึ้น 19% แตะ 2.26 พันลบ.  

       SCGP รายงานผลดำเนินงานไตรมาส 2/64 มีกำไรสุทธิ 2,263.26 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 19% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,904.21 ล้านบาท โดยบริษัทยังคงสามารถบริหารจัดการการดำเนินงานได้ดีท่ามกลางความท้าทายของโรคระบาดใน ASEAN และ ทั่วโลก
       บริษัทมีรายได้จากการขายเท่ากับ 29,895 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 38% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายธุรกิจทั้งแบบ M&P (SOVI และ Go-Pak) และ การเติบโตจากภายในอย่างต่อเนื่อง มี EBITDA เท่ากับ 5,564 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี EBITDA margin ที่ 19% 
       ส่วน 6 เดือนแรกปี 64 มีกำไรสุทธิ 4,398 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 21% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 3,636.34 ล้านบาท และมีอัตรากำไรสุทธิที่ 8%
       โดยบริษัทมีรายได้จากการขายเท่ากับ 57,148 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขยายธุรกิจทั้งแบบ M&P (SOVI และ Go-Pak) และ การเติบโตจากภายใน ในส่วนของ EBITDA เท่ากับ 10,831 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 23% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยมี EBITDA margin ที่ 19%
       ต้นทุนขายครึ่งปีแรกอยู่ที่ 44,952 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 26% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งสอดคล้องกับรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้น โดยสัดส่วนของต้นทุนขายต่อรายได้จากการขายเท่ากับ 79% เทียบกับ 77% ในงวดครึ่งปีแรกของปี 63 โดยค่าระวางเรือที่อยู่ในระดับสูงยังคงส่งผลกระทบต่อราคาวัตถุดิบ
       ขณะที่บริษัทบริหารจัดการ และ จัดหาวัตถุดิบจากหลายแหล่งตั้งแต่ศูนย์จัดการวัสดุรีไซเคิลของบริษัท รับซื้อจากในประเทศ และ นำเข้าจากพันธมิตรในหลากหลายประเทศ
       นอกจากนี้ ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทอนุมัติการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากผลการดำเนินงานครึ่งปีแรกของปี 64 ในอัตรา 0.25 บาทต่อหุ้น กำหนดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลในวันที่ 25 ส.ค.64 กำหนดวันที่ไม่ได้สิทธิรับเงินปันผล (XD) ในวันที่ 9 ส.ค.64

 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด