ข่าวนี้ที่ 1

OR ได้ฤกษ์เทรดสนั่น กูรูให้เป้าสูงสุด 24 บาท/หุ้น

OR ได้ฤกษ์เทรดสนั่น กูรูให้เป้าสูงสุด 24 บาท/หุ้น

   "ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก(OR)" ดีเดย์นำหุ้นเข้าเทรดวันแรก(11 ก.พ.) คาดกระแสตอบรับคึกคัก หลังนักลงทุนแห่จองล้นหลามกว่า 5 แสนราย แถมเข้าคำนวณดัชนี SET50 ทันที ด้านโบรกฯให้ราคาเหมาะสม 22-24 บาท/หุ้น มองกำไรปี 64-67 เติบโตต่อเนื่อง จากระดับ 1.2 หมื่นลบ. สู่ระดับ 1.6 หมื่นลบ. คาดมีลุ้นรับปันผลหุ้นละ 0.80 บาท/หุ้น คิดเป็นยีลด์ 4.2% เมื่อเทียบกับราคาไอพีโอ

*** ตลท.รับ OR เข้าเทรดวันแรก มาร์เก็ตแคป 2.08 แสนลบ.

    นายแมนพงศ์ เสนาณรงค์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานผู้ออกหลักทรัพย์ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย(ตลท.) เปิดเผยว่า ตลท.รับหลักทรัพย์ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ (SET) วันแรก ในวันที่ 11 ก.พ.นี้ ในกลุ่มอุตสาหกรรมทรัพยากร  หมวดธุรกิจ  พลังงานและสาธารณูปโภค
    OR เป็นบริษัทแกนนำ (Flagship) ของกลุ่มปตท. ในการดำเนินธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีกทั้งในและต่างประเทศ ผ่านสถานีบริการน้ำมัน PTT Station กว่า 1,900 แห่งทั่วประเทศ (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย.63) ด้วยส่วนแบ่งการตลาดถึง 38.9% เมื่อพิจารณาจากปริมาณการขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงของสถานีบริการในประเทศไทย (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ธ.ค.62 โดย Wood Mackenzie)
    นอกจากนี้ ยังดำเนินธุรกิจร้านกาแฟ Cafe Amazon ที่มีจำนวนสาขามากที่สุดในประเทศไทยกว่า 3,100 สาขา (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย.63) และยังเป็นแบรนด์ร้านกาแฟที่มีจำนวนสาขามากเป็นอันดับ 6 ของโลก (ข้อมูล ณ วันที่ 31ธ.ค.62 โดย Euromonitor) รวมถึงได้รับสิทธิอนุญาตแต่ผู้เดียวในประเทศไทยในการดำเนินธุรกิจร้านค้าภายใต้แบรนด์ “เท็กซัส ชิคเก้น” (Texas Chicken) และได้รับสิทธิมาสเตอร์แฟรนไชส์ของธุรกิจอาหารแบรนด์ “ฮั่วเซ่งฮงติ่มซำ” (Hua Seng Hong Dim Sum) รวมทั้งยังมีพันธมิตรธุรกิจทั้งแบรนด์ระดับโลกและแบรนด์ไทยชั้นนำอีกมากมาย
    ก่อนหน้านี้ บริษัทเสนอขายหุ้นไอพีโอ จำนวน  2,610,000,000 หุ้น  จัดสรรให้แก่ ประชาชนทั่วไป  2,310,000,166 หุ้น ผู้ถือหุ้นเดิมของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน)  จำนวน 299,999,834 หุ้น โดยกำหนดราคาไอพีโอที่ 18 บาท/หุ้น โดยในวันแรกของการเข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ OR จะมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 116,100 ล้านบาท และมีมูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคาไอพีโอ 208,980 ล้านบาท
    ทั้งนี้ OR จะมีผู้ถือหุ้นใหญ่หลัง IPO ได้แก่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT มีสัดส่วนการถือหุ้นจำนวนไม่ต่ำกว่า 75% ของทุนชำระแล้วภายหลังการเสนอขายหุ้นเพิ่มทุนในครั้งนี้ มีนโยบายจ่ายปันผลให้แก่ผู้ถือหุ้นในอัตราไม่น้อยกว่า 30% ของกำไรสุทธิ 

*** บล.เอเซียพลัส ให้ราคาเหมาะสมปี 64 ที่ 24 บาท 

    บริษัทหลักทรัพย์(บล.) เอเซีย พลัส จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยคาด OR ปี 64 จะมีกำไรจากการดำเนินงานปกติอยู่ที่ 1.2 หมื่นล้านบาท เติบโต 41.2% เมื่อเทียบปี 63 ขณะที่ภาพระยะยาวตั้งแต่ปี 64-67 คาด OR จะมีกำไรเติบโตเฉลี่ย CAGR ที่ 16.7% ต่อปี โดยใช้ปี 63 เป็นปีฐาน จากการคาดการณ์ว่าเศรษฐกิจจะกลับมาฟื้นตัว และการเดินทางทั้งในประเทศและต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากมาตรการผ่อนคลายล็อคดาวน์ โดยปี 65 คาด OR จะมีกำไรเติบโต 16.7% มาอยู่ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท , ปี 66 กำไรโต 5.8% มาอยู่ที่ 1.5 หมื่นล้านบาท , และปี 67 กำไรโต 6.4% มาอยู่ที่ 1.6 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ
    ทั้งนี้ ฝ่ายวิจัยกำหนดสมมติฐานให้มีการเปิดสถานีบริการน้ำมัน 108 แห่งต่อปี และเปิดสาขาคาเฟ่อเมซอน เพิ่ม 418 สาขาต่อปี ตามเป้าหมายหลักของ OR ในขณะที่กลุ่มธุกิจต่างประทศ มีการเปิดสถานีบริการน้ำมันปีละ 35-36 แห่ง และขยายสาขาคาเฟ่อเมซอนปีละ 35-36 สาขา
    กำหนด Fair Value หุ้น OR ปี 64 เท่ากับ 24 บาท ค่า PER เท่ากับ 25.7 เท่า ขณะที่คาดจะจ่ายปันผลสูงถึง 0.8 บาท/หุ้น หรือคิดเป็น Dividend yield ราว 4.2% ภายใต้สมมติฐานราคาหุ้นละ18 บาท

*** บล.ยูโอบีเคย์เฮียน เชียร์ซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 22 บาท 

    บล. ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) คาดว่า ผลประกอบการปี 64 ของ OR จะกลับมาเติบโต 34.6% เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน จากการฟื้นตัวในทุกด้านกลุ่มธุรกิจ โดยเชื่อว่า OR จะสามารถเติบโตในระยะยาว จากการมีเครือข่ายที่ใหญ่ขึ้น และก้าวไปอีกขั้นเพื่อเพิ่มกำไรจากธุรกิจที่ไม่ใช่น้ำมัน รวมถึงการขยายธุรกิจทั้งในและต่างประเทศ Initiate coverage โดยแนะนำซื้อ ให้ราคาเป้าหมาย 22 บาท

*** บล.แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ มองราคาเป้าหมาย 19.30-23.10 บ. 

    บล. แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์  เปิดเผยว่า OR เป็น Flagship ของกลุ่ม ปตท. ในธุรกิจน้ำมันและธุรกิจค้าปลีก โดยยอดขายน้ำมันของ OR เติบโตสม่ำเสมอ +2.3%CAGR และรักษาตำแหน่งผู้นำด้วยส่วนแบ่งตลาดราว 39-42% ไว้ได้ต่อเนื่อง 
     แต่ทิศทางกำไรค่อนข้างผันผวน แม้ปริมาณขายน้ำมัน+ธุรกิจ Non-Oil จะเติบโตดี แต่หากดูกำไร (ในรูป EBITDA) จะพบว่าค่อนข้างผันผวนในช่วง 1.2-2.4 หมื่นล้านบาท/ปี  ซึ่งขึ้นกับสถานการณ์การแข่งขันและสภาพแวดล้อมในแต่ละปี โดยเฉพาะปัจจัยเรื่องค่าการตลาด และกำไร (ขาดทุน) จากสต็อกน้ำมันจากความ  ผันผวนของราคาน้ำมันดิบ ซึ่งมีน้ำหนักต่อกำไรมากกว่าปริมาณขายที่เติบโต
    นอกจากนี้มองว่า OR ยังถือครองสินทรัพย์และเงินลงทุนที่มีศักยภาพสูง ได้แก่ 1.การถือครองที่ดิน (กรรมสิทธิ์) ใน ptt station 135 แห่ง กว่า 1,000 ไร่ ราคาทุน 1.2 หมื่นล้านบาท ซึ่งมองว่าราคาตลาดน่าจะสูงกว่านั้นมาก เพราะถือครองมานานและมีศักยภาพการพัฒนาพื้นที่ในอนาคต 
    2. ถือหุ้น 7.1% มูลค่า 922 ล้านบาทใน BAFS ซึ่งคาดมูลค่าจะเพิ่มขึ้น หากการเดินทางด้วยอากาศยานกลับมาปกติ 3. ถือหุ้น 40.5% มูลค่า 1.2 หมื่นล้านบาทใน บจ. ท่อส่งปิโตรเลียมไทย (THAPPLINE) ซึ่งสร้างส่วนแบ่งกำไรสม่ำเสมอมาโดยตลอด และ 4. ถือหุ้น 9.6% มูลค่า 1.2 พันลบ. ใน Flash Express ซึ่งให้บริการธุรกิจ อีคอมเมิร์ซ โดยมีจุดรับส่งพัสดุมากกว่า 2,500 แห่ง ซึ่งยอดส่งพัสดุในปี 63 เติบโตกว่า 4000% และมีโอกาสเติบโตยิ่งขึ้นตามเทรนด์การซื้อของออนไลน์ 
     คาดกำไรปี 64 จะอยู่ที่ 1.1 หมื่นล้านบาท หรือ EPS 0.92 บาท (Fully Diluted) ซึ่งกลับมาเติบโตสูงจากฐานต่ำ ภายใต้สมมติฐานว่ากำไรของธุรกิจน้ำมันกลับมา 90% ของปีปกติ ไม่มีรายการพิเศษ และกำไรของธุรกิจ Non-Oil เติบโต 15% จากปีก่อน แนะนำ ซื้อ ด้วยราคาเป้าหมาย 19.30-23.10 บาท

*** บล.ดีบีเอสฯ ชี้ OR เข้าคำนวณดัชนี SET50 ตามเกณฑ์ Fast Track 

    บล.ดีบีเอสวิคเคอร์ส(ประเทศไทย) ระบุว่า ให้ระวังหุ้นที่ OR จะเบียดออกจากดัชนี SET50-SET100 ด้วยเกณฑ์ Fast Track เมื่อเข้าซื้อขายวันที่ 11 ก.พ.นี้ เช่น TTW, COM7,VGI,TU และ BAM (เรียงจาก Market Cap จากน้อยไปมาก)







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด