ข่าวนี้ที่ 1

EA คิดการใหญ่! ผนึก"ไชน่าเรลเวย์ฯ" ลุยรถไฟไฮบริด

EA คิดการใหญ่! ผนึก

    EA ประกาศจับมือ "ไชน่า เรลเวย์ฯ" ลุยพัฒนารถไฟ Hybrid Battery ในไทย คาดผลศึกษาชัดเจนภายใน 1 ปี เบื้องต้นใช้งบศึกษา 100-200 ล้านบาท หลังจากนั้นมีแผนตั้งบริษัทร่วมทุน-หาพันธมิตรเพิ่ม เพื่อสร้างโรงงานผลิตหัวจักรรถไฟในไทย พร้อมต่อยอดสู่ขบวนรถไฟในอนาคต หวังเป็นฐานผลิตที่สำคัญในอาเซียน ด้านโบรกฯ คาดช่วยหนุนดีมานด์ธุรกิจแบตเตอรี่ฯในอนาคต ให้เป้า 70 บ./หุ้น

 

*** EA จับมือยักษ์ใหญ่จากจีน ลุยพัฒนารถไฟ Hybrid Battery

    นายสมโภชน์ อาหุนัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ EA เปิดเผยว่า บริษัทได้ลงนามความร่วมมือในการพัฒนารถไฟ Hybrid Battery กับ China Railway Construction (Southeast Asia) Co.,Ltd (CRCCSA) ในกลุ่ม China Railway Construction Corporation Limited (ไชน่า เรลเวย์ฯ) ซึ่งเป็นผู้นำการก่อสร้างที่ครอบคลุมขนาดใหญ่และทรงพลังที่สุดในโลก ด้วยประสบการณ์ในการสำรวจ ออกแบบ และก่อสร้างทางรถไฟและโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ พร้อมทั้งความสามารถในการรวมทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพในภาคการผลิตหัวรถจักรรถไฟความเร็วสูง

    โดยทั้ง 2 บริษัทจะร่วมพัฒนาอุตสาหกรรมการรถไฟของไทย พร้อมทั้งบูรณาการห่วงโซ่อุตสาหกรรมของจีนและไทยให้ก้าวหน้าและแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้นผ่านการพัฒนารถไฟ Hybrid Battery ในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าเมื่อโครงการนี้สำเร็จจะเป็นจุดเริ่มต้นครั้งยิ่งใหญ่สู่การสร้างโรงงานประกอบหัวรถจักรและขนส่งมวลชนไฮบริดแบตเตอรี่ ตลอดจนศูนย์ซ่อมบำรุง  และซ่อมแซมรถไฟความเร็วสูง 

 

*** คาดผลวิจัยชัดเจนใน 1 ปี ใช้งบศึกษา 100-200 ลบ.

    นายอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  EA เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า บริษัทคาดว่าผลการวิจัยและพัฒนารถไฟ Hybrid Battery ร่วมกับ ไชน่า เรลเวย์ฯ จะเริ่มเห็นความชัดเจนภายในช่วง 1 ปีข้างหน้า  โดยเบื้องต้นคาดว่าโครงการดังกล่าวจะใช้เงินศึกษาประมาณ 100-200 ล้านบาท ซึ่งยังไม่นับรวมกับค่าอุปกรณ์หัวจักรรถไฟและโครงรถไฟสำหรับนำมาประยุกต์การใช้ร่วมกับแบตเตอรี่

 

*** ตั้งบริษัทร่วมทุน-สร้างโรงงานผลิตหัวจักรรถไฟในไทย

    นายอมร กล่าวว่า หากการวิจัยและพัฒนาครั้งนี้ไปได้ดี บริษัทก็สนใจที่จะจัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ ไชน่า เรลเวย์ฯ เพื่อจัดตั้งโรงงานผลิตและส่งออกหัวจักรรถไฟแบบ Hybrid Battery หรือต่อยอดไปสู่หัวรถจักรพลังงานไฟฟ้า ในประเทศไทย โดยมีเป้าหมายในการผลักดันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่สำคัญ (ฮับ) ในภูมิภาคอาเซียนและส่งออกไปขายในตลาดประเทศต่างๆ เพราะเชื่อว่าไทยมีศักยภาพสูงจากจุดภูมิศาสตร์ที่ติดต่อกับหลายประเทศในภูมิภาคอาเซียนและมีเส้นทางรถไฟที่เชื่อมต่อกันหลายจุด ซึ่งในอนาคตอาจมีการพัฒนาหรือปรับเปลี่ยนรูปแบบรถไฟมาเป็นหัวรถจักรแบบ Hybrid Battery หรือพลังงานไฟฟ้ามากขึ้น

 

*** เล็งหาพันธมิตรรายอื่นๆร่วมต่อยอดการลงทุน
    
    นายอมร กล่าวว่า ส่วนเงินลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตหัวจักรรถไฟ คาดว่ามีมูลค่าค่อนข้างสูง เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ ทำให้บริษัทจำเป็นต้องพาพันธมิตรเข้ามาร่วมลงทุนเพิ่มเติม รวมถึงในอนาคตอาจมีการพัฒนาการผลิตขบวนรถไฟขึ้นมาต่อเนื่องอีกด้วย

    ทั้งนี้ เชื่อว่าการขยายการลงทุนในธุรกิจรถไฟนั้นถือเป็นการกระจายความเสี่ยงของธุรกิจ EV ของบริษัท จากเดิมที่มีสินค้าด้านแบตเตอรี่และยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งบริษัทพยายามนำมาประยุกต์กับธุรกิจด้านต่างๆเพื่อสร้างรายได้ให้เติบโตในอนาคต

 

*** คาดครึ่งปีหลังเริ่มบุ๊ครายได้จากธุรกิจแบตฯ-รถบัสไฟฟ้า

    นายอมร กล่าวด้วยว่า บริษัทคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากธุรกิจรถบัสไฟฟ้า (e-bus) และโรงงานแบตเตอรี่ลิเทียมขนาด 1 GWh ภายในช่วงครึ่งปีหลังของปี หลังจากปัจจุบันมีคำสั่งซื้อ (ออร์เดอร์) เข้ามาแล้ว ซึ่งทั้ง 2 ธุรกิจคาดว่าจะเริ่มทยอยส่งมอบสินค้าได้ตั้งแต่ช่วงเดือนนี้หรือต้นเดือนหน้า โดยบริษัทตั้งเป้าจะมียอดขายรถบัสไฟฟ้าปีนี้ได้ประมาณ 500 คันปีนี้

    "ธุรกิจ e-bus และโรงงานแบตเตอรี่ลิเทียมขนาด 1 GWh คาดว่าเดือนนี้หรือเดือนหน้าจะเริ่มเห็นความชัดเจนของสินค้าที่เริ่มออกตลาดได้ หลังใช้ระยะเวลาในการก่อสร้างมาประมาณ 1 ปี ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังนี้ถือเป็นฤดูแห่งการเก็บเกี่ยวผลผลิตที่ได้ลงทุนไปช่วงก่อนหน้านี้" นายอมร กล่าว

 

***โบรกฯ คาดช่วยหนุนดีมานด์แบตเตอรี่ฯ ชี้เป้า 70 บ./หุ้น

    นายธีร์ธนัตถ์ จินดารัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ "สำนักข่าวอีไฟแนนซ์ไทย" ว่า การร่วมมือระหว่าง EA กับ ไชน่า เรลเวย์ฯ น่าจะเป็นสัญญาณที่ดีต่อ EA เนื่องจากจะช่วยหนุนความต้องการ (ดีมานด์) ของธุรกิจแบตเตอรี่ลิเทียมให้ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต จากปัจจุบันบริษัทมีการกระจายพอร์ตลงทุนต่างๆทั้งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า,รถบัสไฟฟ้า และเรือไฟฟ้า 

    ทั้งนี้ เชื่อว่าระยะสั้นประเด็นดังกล่าวน่าจะตอบรับเชิงบวก ส่วนระยะกลาง-ยาว ต้องรอดูโอกาสในอนาคตว่าจะเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน เนื่องจากบริษัทยังไม่ได้ชี้แจงรายละเอียดของโครงการดังกล่าวให้รับทราบ ซึ่งเบื้องต้นคาดว่ากว่าโครงการนี้จะเกิดขึ้นอาจใช้เวลาอีกพอสมควร จึงทำให้การประเมินความคุ้มค่าและมูลค่าเงินที่จะใช้ในการลงทุนได้ค่อนข้างยากลำบาก เพราะต้องรอดูความชัดเจนก่อน โดยยังคงคำแนะนำ "ซื้อ" โดยให้ราคาที่เหมาะสมปี 64 ที่ระดับ 70 บาทต่อหุ้น







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด