ข่าวนี้ที่ 1

จับตารัฐล็อกดาวน์ 10 จว. หวั่นฉุดหุ้นลงแตะ 1,530-1,500 จุด

จับตารัฐล็อกดาวน์ 10 จว. หวั่นฉุดหุ้นลงแตะ 1,530-1,500 จุด

    ลุ้นระทึก! ศบค. นัดถกล็อกดาวน์ 10 จังหวัด ที่มียอดผู้ติดเชื้อสูง 12 ก.ค.นี้ ด้านโบรกฯ มองมีโอกาสเห็นล็อกดาวน์ เหตุระบบสาธารณสุขไทยเริ่มรับผู้ป่วยไม่ไหว คาดอาจฉุดหุ้นดิ่งถึง 1,530-1,500 จุด แนะเลี่ยงหุ้นกลุ่มเปิดเมือง ด้าน CIMBT คาดอาจฉุดจีดีพีต่ำกว่า 1.3% ส่วน กกร.ชิงหั่นเป้าจีดีพีปีนี้เหลือโตแค่ 0-1.5% เหตุโควิดลากยาวกว่าคาด

*** ศบค.ถกล็อกดาวน์ 12 ก.ค.นี้

    พลเอกณัฐพล นาคพาณิชย์ เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปฎิบัติการบริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศปก.ศบค ) เปิดเผยว่า ศบค.พร้มรับข้อเสนอล็อกดาวน์ไว้พิจารณา หลังจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 และผู้เสียชีวิตสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยขณะนี้รอข้อเสนออย่างเป็นทางการจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) จากนั้นจะหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป โดยจะนำเข้าสู่การพิจารณาในวันที่ 12 ก.ค. นี้ หรืออาจเร็วกว่านั้น โดยอาจรอดูสถานการณ์ให้ครบ 15วัน เพื่อประเมินสถานการณ์ให้ครบถ้วน

    ทั้งนี้ หากจะล็อกดาวน์ จะเน้นเข้มข้นในพื้นที่แพร่ระบาดทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล และจังหวัดชายแดนภาคใต้(10 จังหวัด ที่มียอดผู้ติดเชื้อสูง) ส่วนพื้นที่อื่นจะเป็นมาตรการเสริมมากกว่า

*** KTBST มองรัฐอาจสั่งล็อกดาวน์ 10 จังหวัด ประเมินแนวรับ 1,530 จุด

     นายมงคล พ่วงเภตรา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์ลงทุนหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เคทีบีเอสที จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า จากตัวเลขของผู้ติดเชื้อที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้ ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่?ระบาดโควิด-19(ศบค.)อาจพิจารณาประกาศล็อกดาวน์ในพื้นที่ 10 จังหวัด 14-30 วัน เนื่องจากมองว่า ระบบสาธารณสุขรองรับไม่ได้ โรงแรมที่ทำ Hospitel อาจจะเต็มในเร็วๆนี้ และบุคลากรทางการแพทย์อาจไม่สามารถรองรับได้

    "มองว่ามีความเป็นไปได้ที่จะล็อกดาวน์ โดยรัฐบาลอาจมีตัวเลขยอดผู้ติดเชื้อรายวันในใจที่จะตัดสินใจล็อกดาวน์ หรือหากยอดรายวันทรงตัวแต่จะไปกระทบยอดรวมในระบบ ซึ่งก็อาจทำให้ระบบสาธารณสุขไม่สามารถรองรับได้ทันอยู่ดี " นายมงคล กล่าว

    ส่วนภาพรวมของตลาดหุ้นนั้น หากเทียบกับปีที่แล้ว ตลาดจะลงก่อนล็อกดาวน์ เพราะตลาดจะกลัว แต่หลังประกาศ ตลาดจะมองว่าตัวเลขคนติดเชื้อจะน้อยลง หุ้นจะขึ้น ซึ่งมองว่าครั้งนี้อาจจะเป็นไปในทิศทางเดียวกัน คือ หุ้นจะลงบ้าง แต่มีโอกาสที่จะขึ้นได้

    สำหรับกลุ่มที่อาจจะได้รับผลกระทบ คือ กลุ่มที่ยังไม่ได้สั่งปิด เช่น กลุ่มห้างสรรพสินค้า กลุ่มสถาบันการเงิน ที่อาจได้รับผลกระทบจากลูกหนี้ที่อาจด้อยลงไปอีก ส่วนกลุ่มที่น่าจะไปได้ เช่น โรงพยาบาล กลุ่มที่เกี่ยวกับการทำงานที่บ้าน ซึ่งหากมีการล็อกดาวน์แนวโน้มดัชนีหุ้นไทยมีแนวโน้มจะลงสู่แนวรับ 1,530-1,500 จุด

*** โนมูระ พัฒนสิน แนะจับตาตัวเลขผู้ติดเชื้อ 5-6 วันจากนี้ ชี้วัดล็อกดาวน์ 

    นายกรภัทร วรเชษฐ์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและบริการการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ พัฒนสิน เปิดเผยว่า ประมาณ 5-6 วันหลังจากนี้จะต้องติดตามตัวเลขจำนวนผู้ติดเชื้อว่าจะมีทิศทางอย่างไร ซึ่งจะมีผลต่อการตัดสินใจยกระดับควบคุมการแพร่ระบาดใน 10 จังหวัด

    "ศบค.พูดชัดว่าอยู่ในช่วงการพิจารณาตัวเลขถัดไป ว่าสถานการณ์จะทรงตัวหรือลดลงหรือไม่ หากยังเร่งขึ้น หรือทรงตัวสูง ก็มีความเสี่ยงที่จะออกมาตรการเพิ่มเติม เพราะหากพิจารณาตอนนี้สายพันธุ์เดลต้าก็กระจายไปในหลายจังหวัด ซึ่งจะต้องติดตาม เพราะว่า เชื้อสายพันธุ์นี้มีผลต่อปอดเร็ว และวัคซีนมีประสิทธิภาพในการป้องกันจำกัด จึงต้องตามดูตัวเลขหลังจากนี้ว่าภายหลังออกมาตรการมาแล้ว 15 วัน ผลเป็นอย่างไร ภาพติดเชื้อน้อยลงหรือไม่ 

    ส่วนการลงทุน กรณีที่เลวร้ายสุด ล็อกดาวน์ 10 จังหวัด มองว่า หุ้นกลุ่มรีโอเพนนิ่ง(เปิดเมือง) จะโดนกดดันก่อนเป็นอันดับแรก เพราะว่าสถานการณ์ยังไม่น่าไว้วางใจ และสถานการณ์การฟื้นตัวก็มีความล่าช้า โดยประเมินแนวรับไว้ที่ 1,550-1,520 จุด

*** CIMBT ชี้หากล็อกดาวน์ 10 จังหวัด ฉุดบริโภค-จีดีพีปีนี้ต่ำกว่า 1.3%

    นายอมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักวิจัย ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย จำกัด (มหาชน) หรือ CIMBT เปิดเผยว่า หากภาครัฐยกระดับมาตรการควบคุมพื้นที่ 10 จังหวัด ประกอบด้วย กรุงเทพฯ ปริมณฑล และ 4 จังหวัดภาคใต้นั้น อาจส่งผลกระทบต่อการบริโภคในไตรมาส 3-4 ปีนี้ให้ชะลอลงกว่าที่คาด และอาจทำให้เศรษฐกิจไทยปีนี้ขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้ที่ 1.3%

    อย่างไรก็ตาม ยังเชื่อว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้คงไม่ติดลบ เนื่องจากยังมีปัจจัยสนับสนุนจากการใช้จ่ายภาครัฐ และภาคการส่งออกในหลายประเทศที่กลับมาขยายตัวได้ดี โดยปีนี้คาดว่าการส่งออกจะขยายตัวได้ไม่ต่ำกว่า 15% แต่ทั้งนี้ ยังต้องติดตามการระบาดของไวรัสโควิด-19 สายพันธุ์เดลต้า ที่หวังว่าจะไม่ระบาดไปในสหรัฐ และจีน เพราะหากเกิดการระบาดจะทำให้ตัวช่วยด้านเศรษฐกิจตัวสุดท้ายของไทย คือ การส่งออกจะทรุดทันที และจะทำเศรษฐกิจไทยจะเข้าสู่ภาวะวิกฤติ 2 ปีซ้อน

    "การล็อกดาวน์ไม่ใช่เรื่องใหม่ ซึ่งวันนี้ต่อให้ไม่ล็อกดาวน์ก็เหมือนล็อกดาวน์ เพราะความเชื่อมั่นของคนลดลง รายได้ก็ลดลง ส่วนการล็อกดาวน์ใน 10 จังหวัด หากจะทำก็อาจจะกระทบต่อการบริโภคในช่วงที่เหลือของปีนี้ แต่หากล็อกดาวน์ทั้งประเทศผมไม่เห็นด้วย เพราะผลกระทบจะรุนแรงมาก และวันนี้ผลกระทบก็รุนแรงอยู่แล้ว " นายอมรเทพ กล่าว

*** ศูนย์วิจัยกสิกรไทย มองรัฐจะทยอยยกระดับมาตรการควบคุม

    นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า หากภาครัฐมีการประกาศล็อกดาวน์ใน 10 จังหวัด เชื่อว่า ผลกระทบจะมากกว่าที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน แต่ทั้งนี้จะต้องพิจารณาในรายละเอียดว่าจะเป็นอย่างไร เพราะผลกระทบจะมีความแตกต่างกันออกไป

    อย่างไรก็ตาม เชื่อว่า มาตรการของภาครัฐนั้นจะเป็นการยกระดับอย่างค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะต้องพิจารณาตัวเลขผู้ติดเชื้อเป็นส่วนสำคัญ เนื่องจากระบบสาธารณสุขอาจไม่สามารถรองรับกับผู้ติดเชื้อสูงต่อเนื่องได้ โดยเชื่อว่า การยกระดับที่เพิ่มขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ด้านสาธารณสุขล่มสลาย เนื่องจากหากมีผู้ติดเชื้อโควิด-19 เกิดขึ้น 5,000-6,000 คนต่อวัน อาจเบียดบังผู้ป่วยโรคอื่นๆได้

    ส่วนเศรษฐกิจไทยในปีนี้นั้นยังมองว่ายังอยู่ในแดนบวกได้ โดยพิจารณาจากกรณีเลวร้ายสุด ที่อาจจะมีการระบาดเกิดขึ้นระลอก 4 และใช้มาตรการควบคุมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งปัจจุบัน กสิกรไทย ยังประเมินจีดีพีไทยปีนี้ว่าจะขยายตัวได้ 1.8%

*** กกร.หั่นจีดีพีลงเหลือโต 0-1.5% โควิดกระทบหนัก

    นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า ที่ประชุม กกร. ปรับลดประมาณการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยปี 64 เหลือโตในกรอบ 0-1.5% จากเดิมคาด 0.5-2% ในขณะที่ส่งออกปรับเพิ่มประมาณการเป็นขยายตัว 8-10% จากเดิม 5-7% ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปคงเดิมในกรอบ 1-1.2%

    ทั้งนี้ ประเมินว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเสี่ยงค่อนข้างมากจากการระบาดของโควิด-19 ระลอกใหม่ที่รวดเร็วและรุนแรง กระทบต่ออุปสงค์ในประเทศ แม้ว่าเศรษฐกิจโลกที่ฟื้นตัวชัดเจนขึ้นต่อเนื่องจะส่งผลดีต่อแนวโน้มส่งออกของไทยในระยะต่อไป

    โดยเศรษฐกิจไทยยังต้องการแรงสนับสนุนจากทั้งนโยบายการเงินและการคลังเพิ่มเติม เนื่องจากการแพร่ระบาดที่มีแนวโน้มยืดเยื้อทำให้ผู้ประกอบการขาดความเชื่อมั่น สะท้อนการสำรวจโดย ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เดือน มิ.ย. ที่พบว่า ผู้ประกอบการคาดการณ์ว่าธุรกิจอาจจะฟื้นตัวได้ในครึ่งหลังของปี 65 เป็นต้นไป ซึ่งช้ากว่าเดิม 6 เดือน โดยธุรกิจส่งออกเป็นเพียงตัวขับเคลื่อนเดียวของเศรษฐกิจ


    ด้านผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยวานนี้ (7ก.ค.64) ปิดที่ 1,576.60จุด ลดลง-14.83 จุด หรือ -0.94% มีมูลค่าการซื้อขาย 82,477.06 ล้านบาท โดยกลุ่มนักลงทุนสถาบันขายสุทธิ 1,210.62 ล้านบาท , บัญชีบริษัทหลักทรัพย์ขายสุทธิ 76.31 ล้านบาท , นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 1,423.07 ล้านบาท และนักลงทุนทั่วไปซื้อสุทธิ 2,710 ล้านบาท 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด