ข่าวนี้ที่ 1

กูรูคาดกลุ่มแบงก์ Q2/64 ฟันกำไร 4.7 หมื่นลบ. โต 51% YoY

กูรูคาดกลุ่มแบงก์ Q2/64 ฟันกำไร 4.7 หมื่นลบ. โต 51% YoY

          โบรกฯคาดกำไรกลุ่มแบงก์ไตรมาส 2/64 อยู่ที่ 4.5-4.7 หมื่นลบ. โตกระฉูด 45-51% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เหตุฐานต่ำและตั้งสำรองฯลดลง แต่กำไรทั้งกลุ่มจะลดลงจากไตรมาส 1/64 เล็กน้อย 0.8-5% เหตุได้รับผลกระทบจากโควิดมากกว่าไตรมาสก่อน มอง KKP-TISCO-KBANK-BBL กำไรฟื้นตัวโดดเด่นสุด ส่วน TTB กำไรอาจลดลงแรง เหตุต้องตั้งสำรองอีกมาก

          *** คาดกำไรกลุ่มแบงก์ไตรมาส 2/64 อยู่ที่ 4.5-4.7 หมื่นลบ. 

          นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) ประเมินว่า กำไรไตรมาส 2/64 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ จะอยู่ที่ระดับ 45,000-47,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 45.16-51.61% จากไตรมาส 2/63 ที่มีกำไร 31,000 ล้านบาท แต่จะลดลง 0.84-5.06% จากไตรมาส 1/64 ที่มีกำไร 47,400 ล้านบาท 

          กำไรของกลุ่มธนาคารพาณิชย์ ไตรมาส 2/64 จะดีกว่าเมื่อเทียบกับไตรมาส 2/63 เนื่องจากไตรมาส 2/63 และ ไตรมาส 3/63 เจอสถานการณ์โควิด ส่งผลกระทบให้ธนาคารตั้งสำรองในระดับสูง และ ถือว่าเป็นไตรมาสที่แย่สุดของธนาคาร โดยไตรมาส 2/63 ธนาคารมีการตั้งสำรองสูงถึง 70,000 ล้านบาท แต่ในไตรมาส 2/64 คาดมีการตั้งสำรองเพียง 50,000 ล้านบาท 

          แม้ในไตรมาส 2/64 การตั้งสำรองจะลดลง แต่หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ของธนาคารมีแนวโน้มปรับขึ้น แต่จากการมาตรการจัดชั้นหนี้ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ส่งผลให้ธนาคารมีภาระการตั้งสำรองที่ลดลง ส่งผลให้กำไรไตรมาส 2/64 จะดีขึ้นเมื่อเทียบจากไตรมาส 2/63 

          แต่หากเทียบกับไตรมาส 1/64 กำไรอาจลดลง เนื่องจากธนาคารที่เป็นตัวแปรสำคัญ คือ  ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) หรือ BAY ที่จะรับรู้กำไรพิเศษจากการเสนอขายหุ้น เงินติดล้อ (TIDLOR) แต่หากไม่รวมกำไรพิเศษของ BAY คาดว่า กำไรกลุ่มจะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/64 แน่นอน

          ส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ คาดไม่เติบโต เนื่องจากสินเชื่อไม่มีการเติบโต รายได้ส่วนนี้จะหายไป ในขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียมจะดีขึ้น เพราะปีนี้มีดีลวาณิชธนกิจ(IB) มากขึ้น จากปีก่อนที่ถูกล็อกดาวน์ และ รายได้จากโบรกเกอร์มีการเติบโตที่ดี

          *** คาด KKP กำไรเติบโตเด่นสุด-TTB ยังตั้งสำรองสูง

          นายธนเดช  กล่าวว่า ธนาคารที่ทำกำไรไตรมาส 2/64 เด่นสุด คือ ธนาคารเกียรตินาคินภัทร จำกัด (มหาชน) (KKP) ซึ่งคาดกำไรไตรมาส 2/64 จะเพิ่มขึ้น 27% yoy และ 3% qoq และคาดว่ารายได้ปีนี้จะเพิ่มขึ้น 12% yoy ในปี 64 และ 13-14% yoy ในปี 65-66 และ ยังได้รับแรงหนุนจากการตั้งสำรองที่ลดลง และ รายได้จากการดำเนินงานที่สูงขึ้น อัตราส่วนความสามารถในการครอบคลุมการสูญเสียสินเชื่อเพิ่มขึ้นเป็น 160% ในปี 64-66 เพื่อรองรับ NPL ที่เพิ่มขึ้น อัตราผลตอบแทนเงินปันผลน่าดึงดูดที่ 4.4-5.7% ในปี 64-66 โดยคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 67.00 บาท

          ในขณะที่ ธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) หรือ TTB กำไรไตรมาส 2/64 อาจลดลง หลังมีแนวโน้มตั้งสำรองที่สูงขึ้น เพราะในไตรมาส 2/63 ธนาคารตั้งสำรองไม่สูง เมื่อเทียบกับธนาคารอื่นๆ ทำให้มีแรงกดดันที่ไตรมาสนี้จะตั้งสำรองสูงขึ้น ตาม NPL ที่อาจปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังได้รับผลกระทบจากโควิด

          *** บล.หยวนต้า คาดกำไรแบงก์ไตรมาส 2/64 ลดลง QoQ 

          ด้านบล. หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า ผลการดำเนินงานของกลุ่มแบงก์ในไตรมาส 2/64 คาดกำไรสุทธิจะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า(QoQ) เนื่องจากถูกกดดันด้วยรายได้ค่าธรรมเนียมที่ต่ำลงในช่วงที่การแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 กลับมารุนแรง ทำให้กิจกรรมการขายผ่านสาขา เช่น การขายประกัน และการขายหน่วยลงทุนชะลอตัว รวมถึงกำไรจากการตีมูลค่าเงินลงทุนผ่านงบกำไรขาดทุนที่ต่ำลงตามภาวะตลาด 

          แต่เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ยังโตสูงจากฐานที่ต่ำกว่าปกติในปีก่อน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่หลายแบงก์เร่งยกระดับการตั้งรำรองเพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับพอร์ตสินเชื่อ ซึ่งคาดปีนี้การตั้งสำรองของกลุ่มจะไม่เร่งขึ้นเร็วเหมือนก่อน เพราะแบงก์สามารถบริหารจัดการลูกหนี้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งมีมาตรการช่วยเหลือและผ่อนปรนจากธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ด้วย 

          *** ให้น้ำหนักการลงทุน "มากกว่าตลาด"

          บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) ยังคงน้ำหนักการลงทุนกลึ่มแบงก์ มากกว่าตลาด แนะนำ KBANK เป้าหมายราคา 180 บาท จากการขยายตัวของสินเชื่อที่โดนเด่นต่อเนื่องมาหลายเดือน บวกกับการลงทุนด้านเทคโนโลยีที่โดนเด่น ทำให้หลังจากการเปิดประเทศ จะทำให้ KBANK มีฐานลูกค้าที่ใหญ่ขึ้น 

          ส่วนแบงก์ขนาดกลาง/เล็กแนะนำ KKP เป้าหมายราคาที่ 71.50 บาท โดยมีจุดเด่นที่พอร์ตสินเชื่อ โตเด่นกว่าคู่แข่ง นอกจากนี้ยังคาดเป็นแบงก์ที่มีรายได้ค่าธรรมเนียมเติบโตดีจากธุรกิจฝั่งตลาดทุนที่ได้ ประโยชน์จากมูลค่าซื้อขายที่เร่งตัวขึ้นมาก และรับรู้รายได้จาก Deal IPO ของเงินติดล้อ

          *** บล.เอเซียพลัส แนะซื้อกลุ่มแบงก์ เหตุมูลค่าถูก

          นายภาสกร หวังวิวัฒน์เจริญ ผู้จัดการสายงานวิจัย บล. เอเซีย พลัส  คาดการณ์กำไรไตรมาส 2/64 ของกลุ่มธนาคารลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/64 เพราะถูกผลกระทบจากโควิด-19 เช่นเดียวกับอุตสาหกรรมอื่นๆ รวมถึงมีความเสี่ยงที่ภาระการตั้งสำรองหนี้ที่สูงขึ้น เพื่อรองรับความไม่แน่นอนในอนาคต อย่างไรก็ดี หากเทียบช่วงเดียวกันปีก่อนคาดว่ากำไรจะเติบโตได้ดี โดยเฉพาะ BBL และ KBANK ที่ตั้งสำรองสูงไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 2/63

          อย่างไรก็ดี ฝ่ายวิจัย ยังแนะนำซื้อหุ้นกลุ่มธนาคาร เพราะมูลค่า (Valuation) ค่อนข้างถูก สะท้อนจากอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV Ratio) ที่ค่อนข้างต่ำที่ 0.6-0.7 เท่า แม้ว่าราคาหุ้นในวันปิดทำการล่าสุด (11 มิ.ย.) จะทยอยปรับขึ้นตอบรับข่าวเชิงบวกที่ ธปท.อนุมัติจ่ายเงินปันผลระหว่างกาล แต่ยังสามารถลงทุนในระยะกลาง-ยาวเพื่อรับเงินปันผลระหว่างกาลและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง โดยคาดว่า KBANK- SCB -BBL และ BAY จะมีอัตราเงินปันผล (Dividend Yield) ระหว่างกาลที่ 1% และ KKP ที่ 2%

          *** บล.ฟิลลิป มองกำไรไตรมาส 2/64 ของ TISCO-KBANK โต 28.5% และ 394%

          บล.ฟิลลิป คาดกำไรใน ไตรมาส 2/64 ของ TISCO จะเพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้า โดยคาดว่า TISCO จะมีกำไร 1.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และการตั้งสำรองที่ลดลง และมีรายได้ค่าธรรมเนียมโดยเฉพาะจากธุรกิจหลักทรัพย์เพิ่มสูงขึ้น 

          ขณะที่ 6 เดือน คาดว่า กำไรจะเติบโต 23.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือมีกำไร 3,500 ล้านบาท ถึงแม้ว่ารายได้ดอกเบี้ยจะลดลง แต่รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น ประกอบกับค่าใช้จ่ายดอกเบี้ย และการตั้งสำรองที่ลดลงทำให้กำไรเพิ่มสูงขึ้น 

          ทั้งนี้ บริษัทยังคงแนะนำ ซื้อ โดยประมาณกำไรปีนี้ไว้ที่ 7,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16.5% แม้ว่าสินเชื่อยังมีแนวโน้มหดตัว แต่รายได้จากธุรกิจหลักทรัพย์มาทดแทนรายได้ดอกเบี้ย และสำรองส่วนเกินที่มีอยู่มากทำให้สามารถลดระดับการตั้งสำรองลง และกำไรยังเติบโตต่อ คงราคาพื้นฐานที่ 106 บาท 

          นอกจากนี้ ยังคาดกำไร ไตรมาส 2/64 ของ KBANK จะเพิ่มสูงขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดว่าจะมีกำไร 10.7 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 394.3% จากการตั้งสำรองลดลงมาก และมีรายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มสูงขึ้น แต่คาดว่าจะเพิ่มเพียง 1.2% เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนหน้าจากรายได้ดอกเบี้ยที่ยังเติบโตได้ตามการเพิ่มขึ้นของสินเชื่อ ในขณะที่รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยยังทรงตัว

          ขณะที่กำไร 6 เดือน เติบโตสูงจากสำรองที่ลดลง โดยคาด จะมีกำไร 21 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 147.8% โดยเป็นการเพิ่มขึ้นจากการตั้งสำรองที่ลดลงมาก หลังจากไตรมาส 2/63 KBANK มีการตั้งสำรองจำนวนมาก

          ทั้งนี้ ยังแนะนำ ซื้อโดยคาดว่า KBANK จะมีกำไรปี 64 อยู่ที่ 38,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.7% โดยการลดลงของการตั้งสำรองเป็นสาเหตุสำคัญที่จะทำให้กำไรเพิ่มสูงขึ้น ในขณะที่รายได้ดอกเบี้ย และรายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยอาจจะเพิ่มสูงขึ้นไม่มากนัก ยังคงราคาพื้นฐานไว้ที่ 165 บาท และยังมองว่าการที่ฐานลูกค้าของ KBANK เป็นลูกค้า SME ซึ่งมีความเสี่ยงสูง แต่ก็เป็นกลุ่มที่ยังมีความต้องการสินเชื่อ ทำให้สินเชื่อยังเติบโตต่อได้ 


 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด