ข่าวนี้ที่ 1

KTC โชว์กำไร 5.3 พันลบ.-ลุยปล่อยกู้ทะเบียนรถ 1 พันลบ.

KTC โชว์กำไร 5.3 พันลบ.-ลุยปล่อยกู้ทะเบียนรถ 1 พันลบ.

    "บัตรกรุงไทย(KTC)" รายงานผลการดำเนินงานปี 63 มีกำไรสุทธิ 5,332.86 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อย 3.5% หลังโควิด-19 ทำยอดใช้จ่ายผ่านบัตรลดลง ขณะที่ NIM หดตัว เหตุ ธปท.ปรับลดเพดานดอกเบี้ย วางเป้าปี 64 รุกสินเชื่อจำนำทะเบียนรถผ่าน “เคทีซี พี่เบิ้ม” หวังปล่อยสินเชื่อทะเบียนรถ 1 พันลบ. 
     
*** ปี 63 กำไรหาย 3.5% เหลือ 5.3 พันลบ. 


    นายระเฑียร  ศรีมงคล  ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัท บัตรกรุงไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KTC รายงานผลดำเนินงานปี 63 มีกำไรสุทธิ 5,332.86 ล้านบาท ลดลง 3.5% จากปี 62 ที่มีกำไรสุทธิ 5,524.07 ล้านบาท ด้านรายได้รวมปี 63 เท่ากับ 22,056 ล้านบาท ลดลง 2.5% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน มาจากรายได้ดอกเบี้ยลูกหนี้บัตรเครดิตและลูกหนี้สินเชื่อบุคคลที่เพิ่ม 5.7% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน และ 2.8% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ตามลำดับ เป็นอัตราเพิ่มที่ชะลอตัวลงเพราะผลกระทบสืบเนื่องจากการแพร่ระบาดของ COVID-19 และการลดเพดานอัตราดอกเบี้ยของธนาคารแห่งประเทศไทย 

    ขณะที่รายได้ค่าธรรมเนียม (ไม่รวมค่าธรรมเนียมในการใช้วงเงิน) มีอัตราลดลง 11.0% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันปีก่อน  นอกจากนี้มีค่าใช้จ่ายรวมเท่ากับ 15,400 ล้านบาท แบ่งเป็น ค่าใช้จ่ายบริหารงาน 7,260 ล้านบาท ลดลง 6.0% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน เกิดจากรายการทางการค้า และกิจกรรมการทางการตลาดที่ลดลง และผลขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้น 6,605 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2.7% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แบ่งเป็น หนี้สูญ 4,920 ล้านบาท และหนี้สงสัยจะสูญ1,685 ล้านบาท และมีต้นทุนทางการเงิน 1,534 ล้านบาท

*** สินเชื่อรวมขยายตัว 4.3% ฟาก NPL ลดเหลือ 1.8% 
    
    ด้านสินเชื่อรวมขยายตัวเพิ่มขึ้น 4.3% หรือมีจำนวน 90,149 ล้านบาท แบ่งเป็นลูกหนี้บัตรเครดิตรวม 60,235 ล้านบาท และลูกหนี้สินเชื่อบุคคล 29,915 ล้านบาท ทั้งนี้มีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (Net Interest Margin) ปี 63 เท่ากับ 14.66% ลดลงจากปี 62 ที่อยู่ระดับ 14.93% จากการลดลงของเพดานดอกเบี้ย และมีต้นทุนเงินทุนที่ 2.67%

    สำหรับ NPL รวมของบริษัทภายใต้ TFRS9 เท่ากับ 1.8% ลดลงจากงวดไตรมาส 3/63 ที่อยู่ 1.9% เป็นผลจากความสามารถในการ ควบคุมคุณภาพหนี้ อีกทั้งบริษัทยังคงตอบรับนโยบายภาครัฐในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ไม่ให้ตกเป็น NPL เร็วเกินไปในสภาวะเศรษฐกิจที่ไม่ปกติตามแนวทางของธนาคารแห่งประเทศไทย และค่าเผื่อผลการขาดทุนด้านเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นปีมีค่าเท่ากับ 8.2% ลดลงจากไตรมาส 3/63 ที่อยู่ 8.3% และ NPL Coverage Ratio เพิ่มจาก 452.0 ในไตรมาสที่แล้วเป็น 460.4% ในไตรมาสนี้

*** Q4/63 มีกำไร 1,321 ลบ. ทรงตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

    สำหรับไตรมาส 4/63 มีกำไรสุทธิ 1,321 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อย 0.15% จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 1,319 ล้านบาท โดยมีรายได้รวม 5,566 ล้านบาท ลดลง จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีรายได้ 5,927 ล้านบาท โดยมีค่าใช้จ่ายในการบริหารใกล้เคียงช่วงเดียวกันปีก่อนที่ 2,037 ล้านบาท และมีต้นทุนการเงิน 375 ล้านบาท

    ณ สิ้นเดือนธ.ค.63 บริษัทมีฐานสมาชิกทั้งสิ้น 3.4 ล้านบัญชี ทั้งนี้แบ่งเป็นบัตรเครดิต 2,575,684 บัตร (เพิ่ม 2.6% yoy) และสินเชื่อบุคคล (รวมสินเชื่อธนวัฎ และสินเชื่อเจ้าของกิจการ) จำนวน 814,329 บัญชี (ลดลง -8.3% yoy) จากการปิดบัญชีที่ไม่เคลื่อนไหวในช่วงที่ผ่านมา ขณะที่ปริมาณการใช้จ่ายผ่านบัตรช่วง 11 เดือนปี 63 ลดลง 8.3% ขณะที่อุตสาหกรรมติดลบเช่นกันที่ 13.1%

*** ปี 64 รุกจำนำทะเบียนรถ“เคทีซี พี่เบิ้ม” หวังสินเชื่อ 1 พันลบ. 

    สำหรับแผนปี 64 บริษัทปรับแผนธุรกิจ ทั้งธุรกิจบัตรเครดิตที่จะร่วมมือกับคู่ค้าอย่างใกล้ชิดเน้นการส่งเสริมการตลาดในลักษณะออนไลน์มากขึ้น ในด้านสินเชื่อบุคคลมาพร้อมความสะดวกด้วยฟังก์ชันใช้งาน “รูด โอน กด ผ่อน” สะดวกทุกการใช้งานในบัตรเดียว

    ด้านสินเชื่อมีหลักประกันเป็นทะเบียนรถยนต์และรถจักรยานยนต์ “เคทีซี พี่เบิ้ม” ซึ่งเป็นธุรกิจที่เคทีซีจะมุ่งขยายตลาดในปีนี้เป็นหลักตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโตที่ 1,000 ล้านบาท ซึ่งจะเป็นฐานสนับสนุนการเติบโตในระยะต่อไป
 
*** TISCO มั่นใจกำไรปีนี้ดีกว่าปีก่อน- NPL พุ่งแตะ 3-3.5% 

    นายสุทัศน์ เรืองมานะมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ บริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO เปิดเผยว่า คาดสินเชื่อธนาคารปีนี้ยังเติบโต แต่ไม่อยู่ในระดับสูงเหมือนที่ผ่านมา จากปีก่อนสินเชื่อหดตัว 7.4% โดยสินเชื่อรายย่อย และสินเชื่อเอสเอ็มอีชะลอตัว ประกอบกับธนาคารมีระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อตามความเสี่ยงที่สูงขึ้น
    
    โดยคาดว่าปีนี้ผลการดำเนินงานดีกว่าปีก่อนจากการตั้งสำรองลดลง เนื่องจากที่ผ่านมามีการตั้งสำรองในระดับสูงแล้ว โดยเฉพาะเงินสำรองหนี้สูญต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (Coverage Ratio) อยู่ที่ 210.5% ณ สิ้นปี 63 และ มีระดับฐานะเงินกองทุนที่แข็งแกร่ง ซึ่งอัตราเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) อยู่ที่ 22.8% สูงกว่าอัตราเงินกองทุนขั้นต่ำ 11.0% ที่กำหนดโดยธปท. และมีอัตราเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่ 18.1%

    ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ปีนี้มีโอกาสขึ้นไปสูงอยู่ที่ 3-3.5% จากสิ้นปีก่อนที่อยู่ 2.5% โดยบริษัทยังคงติดตาม และ ดูแลลูกหนี้ทุกกลุ่มอย่างใกล้ชิด ซึ่งการที่ระดับ NPL อาจขึ้นไปสูงนั้น มาจากความไม่แน่นอนทั้งภาวะเศรษฐกิจ และ ผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับลูกค้าจากสถานการณ์แพร่ระบาดโควิด-19 รอบใหม่ 

    ทั้งนี้ ธนาคารไม่ได้กังวล NPL ที่เพิ่มขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากไม่กระทบต่อการตั้งสำรอง ผลการดำเนินงาน และ การจ่ายปันผลของธนาคารแต่อย่างใด

    สำหรับการเข้าไปช่วยเหลือลูกค้าที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ในระยะที่ 1 มีลูกค้าเข้ามาขอรับความช่วยเหลือ 5-6 หมื่นราย คิดเป็น 20% ของสินเชื่อรวมทั้งหมด ซึ่งกลุ่มดังกล่าวตอนนี้กลับมาชำระได้มากมากกว่า 90% โดยระยะที่ 2 มีลูกค้าเข้ามาขอรับความช่วยเหลือ 6-7 พันราย คิดเป็น 2% ของสินเชื่อรวมทั้งหมด 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด