ข่าวนี้ที่ 1

หุ้นไทยรีบาวด์ 18 จุด คลายกังวลการเมือง-รัฐจ่อเปิดประเทศ

หุ้นไทยรีบาวด์ 18 จุด คลายกังวลการเมือง-รัฐจ่อเปิดประเทศ

 


           SET Index ปิดบวก 18 จุด คลายกังวลการเมืองช่วงสั้น หลังคาดการชุมนุม ต.ค.อาจไม่รุนแรง ขณะที่ระยะกลางตลาดยังผันผวน ฟันด์โฟลว์ยังไม่กลับทิศ แม้เงินล้นระบบ ต้องรอจนกว่าการเมืองชัดเจน-โควิด คลี่คลาย ให้กรอบดัชนีฯ สัปดาห์นี้ 1,270-1,320 จุด ขณะที่โบรกฯคาดกำไรบจ.ปีหน้าอยู่ที่ 75.62 บาท
  
          บรรยากาศการซื้อขายในตลาดหุ้นวานนี้ (28 ก.ย.) อยู่ในแดนบวก หลังตลาดคลายกังวลสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงสั้น ภายหลังจากมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นในพรรคเพื่อไทย อาจเป็นสัญญาณว่าความรุนแรงจากการชุมนุมในเดือน ต.ค. อาจไม่มากเหมือนที่กังวลก่อนหน้านี้ แต่นั่นก็อาจจะเป็นแค่ปัจจัยบวกช่วงสั้น อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นได้ตอบรับเรื่องนี้ โดยปิดบวกไป 18.08 จุด ปิดที่ 1,263.02 จุด หรือเพิ่มขึ้น 1.45% ระหว่างวันบวกสูงสุดเกือบ 20 จุด หรือ 1.57%   
         หุ้นที่มีน้ำหนักหนุนตลาดปิดบวกมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ PTT GULF AOT ADVANC และ PTTEP ส่วนหุ้นที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ STGT PTT KBANK AOT และ ADVANC    

*** ปัจจัยบวกหนุนทั้งภายใน-นอกประเทศ      

         นักวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย เวลท์ จำกัด ระบุว่า สาเหตุที่ดัชนีหุ้นไทย (SET Index) วันนี้ (28 ก.ย.63) ปรับตัวขึ้นแรง เนื่องจากมีแรงหนุนด้วยปัจจัยในประเทศ ทั้งปัจจัยการเมืองในประเทศเริ่มคลี่คลาย และศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019  (ศบค.) อนุมัติเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศแบบระยะยาว เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ

         สำหรับ การเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ จะเป็นแรงหนุนให้หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว และโรงแรม ปรับตัวขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาถือว่าหุ้นใน 2 กลุ่มดังกล่าว ยังฟื้นตัวช้าเมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่มอื่น ประเมินว่า AOT จะเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์จากการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศมากที่สุด

        ทั้งนี้ ประเมินกรอบแนวรับและแนวต้านของสัปดาห์ที่ 1,320 - 1,380 จุด โดยกลยุทธ์การลงทุน แนะนำถือเงินสดในพอร์ตมากกว่า 50% เพราะในระยะสั้นดัชนีหุ้นไทยยังมีความผันผวน ส่วนการลงทุนในหุ้น แนะนำหุ้น Deffensive และหุ้น Lagard ประกอบด้วย BGRIM, CPF และ WHA

        ขณะที่ นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิป ประเมินว่า สาเหตุที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรง เป็นผลจาก ศบค.ประกาศรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ และปัจจัยนอกประเทศ อย่างมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของสหรัฐฯ ที่มีความคืบหน้าเป็นอย่างมาก ส่งผลให้ sentiment ของตลาดหุ้นโลกดูดีขึ้น

       อย่างไรก็ตาม ในระยะสั้นมองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีความผันผวน ประเมินกรอบแนวรับและแนวต้านของสัปดาห์นี้อยู่ที่ 1,245 - 1,270 จุด ส่วนกลยุทธ์การลงทุน แนะนำเก็งกำไรเป็นรอบ โดยชอบหุ้นกลุ่มท่องเที่ยว, โรงพยาบาล และโรงแรม ที่จะได้ประโยชน์จากการเปิดรับนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ประกอบด้วย SPA, BDMS, CENTEL, AAV และ MINT 

*** ความเสี่ยงรัฐประหารต่ำลง แต่ระยะกลางยังไม่น่าวางใจ 

            บล.ยูโอบี เคย์เฮียน กล่าวว่า การเมืองมีสัญญาณของการประนีประนอมในรัฐสภา ความเคลื่อนไหวของคุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ รวมถึงการเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทยชุดใหม่ ส่งสัญญาณถึงความเป็นไปได้ของการประนีประนอมในรัฐสภา ซึ่งอาจมีโอกาสพัฒนาเป็น "รัฐบาลแห่งชาติ" ความเป็นไปได้ดังกล่าว ลดความเสี่ยงของผลลัพธ์การเกิดรัฐประหาร ซึ่งในระยะสั้นเป็นปัจจัยบวกต่อตลาด และคาดหนุน SET Index มีโอกาสฟื้นตัวจากบริเวณต่ำ 1,250 
จุด 
            อย่างไรก็ตาม ในระยะกลาง แนวทางดังกล่าวประกอบกับการที่รัฐสภามีมติให้ตั้ง กมธ.ศึกษา ก่อนการลงมติรับหลักการแก้รัฐธรรมนูญ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการยกระดับการชุมนุมในวันที่ 14 ต.ค.จึงยังคงมุมมองตลาดมีโอกาสผันผวนในช่วง 3-4 สัปดาห์ข้างหน้า 
            เช่นเดียวกับ บล.ฟินันเซียไซรัส ที่ระบุว่าตลาดจะคลายกังวลประเด็นการเมืองขึ้นบ้าง หลังมีการเปลี่ยนแปลงประธานยุทธศาสตร์และกรรมการบริหารพรรคเพื่อไทย ซึ่งทำให้คาดว่าการชุมนุมในเดือน ต.ค.ประเด็นแก้รัฐธรรมนูญจะไม่รุนแรงอย่างที่เคยกังวล                   
            อย่างไรก็ตาม ด้านเศรษฐกิจยังคงเปราะบาง แต่นายกฯ ยืนยันได้ รมว.คลังคนใหม่ในเดือน ต.ค. ดังนั้น จึงยังคงกลยุทธ์เลือกลงทุนในหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว รวมถึงกลุ่ม Defensive ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าและบริการจำเป็น เช่น อาหารเครื่องดื่ม โรงไฟฟ้า สื่อสารฯ โรงพยาบาล อสังหาฯ โรงเรียน โดยเฉพาะที่ยังมี PE ต่ำ
 
***เอเซียพลัส มอง 3 ปัจจัยเสี่ยง ชะลอ Fund Flow ไหลเข้าตลาดหุ้น

          บล.เอเซียพลัส กล่าวว่า  มุมมองของตลาดในเชิงปัจจัยพื้นฐานมีความนิ่งมากขึ้น ทั้งตัวเลข GDP และกำ
ไร บจ. อย่างไรก็ตามยังมีปัจจัยที่คอยสร้างแรงกดดันให้ SET Index ผันผวน ได้แก่ สถานการณ์การระบาดของโควิด-19 ที่ยังรุนแรง และสถานการณ์การเมืองในประเทศ ซึ่งจะชะลอเงินไหลเข้า ทั้งที่ Fund Flow ตอนนี้ล้นระบบ
          ฝ่ายวิจัยฯ ประเมินว่า ยังมีความเสี่ยงสำคัญ 3 เรื่องที่กดดัน Fund Flow ที่ล้นระบบให้ยังชะลอที่จะเข้าตลาดหุ้น คือ
          1. ความเสี่ยงจากการระบาดของ COVID-19 ในรอบที่ 2 คือ ตัวเลขผู้ติดเชื้อในหลายประเทศพุ่งขึ้นแรงกว่าในรอบแรกแล้ว โดยเฉพาะในฝั่งยุโรป อาทิ สเปน อังกฤษ และฝรั่งเศส เป็นต้น ถือเป็น Sentiment เชิงลบต่อภาคเศรษฐกิจ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว ซึ่งหนึ่งในแรงขับเคลื่อนที่สำคัญ (รายละเอียดเพิ่มเติมตามหัวข้อก่อนหน้า)
          2. การเมืองที่ยังมีความร้อนแรงมากขึ้น ทั้งการเรียกร้องให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การชุมนุมใหญ่ของนักศึกษา ซึ่งหากเปรียบเทียบเหตุการณ์การชุมนุมในอดีตกับตลาดหุ้น ในช่วง 1.5 เดือนแรกของการชุมนุม พบว่า Fund Flow มักจะไหลออกจากตลาดหุ้นเฉลี่ยราว 3.8 หมื่นล้านบาท และกดดันให้ตลาดหุ้นปรับตัวลงลง 6.2% อย่างไรก็ตามตลาดหุ้นไทยน่าจะซึบซับประเด็นลบดังกล่าวไประดับหนึ่งแล้ว
          3. การปรับลดกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 2564 มีโมเมนตัมในการปรับลดแรงกว่าปี 2563 คือ Consensus ยังมีการเร่งปรับประมาณการปี 2564 ลง ล่าสุดอยู่ที่ 75.62 บาทต่อหุ้น (ปรับลดลง 5.02% ในรอบ 1.5 เดือน) และเป็นการปรับลงแรงกว่าการปรับลดประมาณการปี 2563 ล่าสุดอยู่ที่ 57.86 บาทต่อหุ้น (ปรับลดลง 2.89% ในรอบ 1.5 เดือน)

 


        
 
 







ข่าวหุ้นอื่นๆที่น่าสนใจ

RECOMMENDED NEWS

ข่าวหุ้นยอดนิยม

Refresh


LATEST NEWS

ข่าวหุ้นล่าสุด

Refresh

ดูข่าวทั้งหมด